นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

ความเห็นล่าสุด (หน้า 6783)

Ico24 เล่าเรื่อง Share.psu
Ico48
คุณaudy  มาอ่าน มาเขียนเพื่อการแบ่งปันกันนะคะ..ขอบคุณค่ะ มีปัญหาประการใดแจ้งเข้ามาให้ทราบนะคะ
Ico24 ประเมิน SAR คณะอุตสาหกรรมเกษตร : 1 เตรียมตัวเป็นเลขาฯ คณะกรรมการประเมิน
Ico48

สวัสดีค่ะน้องอุโยะ

        ดีใจค่ะที่บันทึกนี้มีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย  ยังไงถ้าไปประเมินมาแล้ว เจอเหตุการณ์อะไรที่น่าถ่ายทอด  อย่าลืมนำมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

Ico24 My Hump รำไทย
Ico48

เก่งจริงนะ ตัวแต่นี้

Ico24 เล่าเรื่อง Share.psu
Ico48

พี่จิ๊บ เมตตา (กรุณา มุทิตา อุเบกขา)

ขอเลียนแบบคนดังมั่งนะ อิ อิ (พี่จิ๊บรู้ยังว่า ฉายาเกิดที่ มน. ทำให้เราระลึกถึงช่วงที่ไป มน. ไงหล่ะ)

เข้าเรื่องซะทีค่ะ  ขอถามว่า 
- ถ้าบันทึกของเราเป็นทั้งการ pr และเป็นทั้งการวิจัย 2 ประเภท (หรืออาจมากกว่า) ทำไงหล่ะคะ  ต้อง copy ไป paste ในบันทึกใหม่เอง หรือว่าต้องทำจะใด  

ขอบคุณค่ะ
ศศิธร
RDO/โทร. 6959

Ico24 โฆษณา => โคด-สะ-นา หรือ โค-สะ-นา
Ico48

ตามมายืนยันว่าอ่านว่า โคด-สะ-นา จริงๆค่ะ จากพจนานุกรมไทยที่มีอยู่ 3 เล่ม(ราชบัณฑิตยสถาน ปี 2525, ฉบับมติชนแล้วก็ของซีเอ็ดฯ)

และบอกต่อคุณป้อมและทุกๆท่านว่า เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องพก พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานก็ได้นะคะ มีออนไลน์ให้เข้าไปเปิดดูได้เสมอค่ะ ที่นี่ค่ะ http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp

Ico24 เก็บตก share.psu.ac.th 10 ต.ค. 50
Ico48

เคยท่องแบบเดียวกับคุณ คนม.อ.เลยค่ะ ว่าจะมาบอกคุณป้อมเหมือนกัน ดีจังที่มีคนท่องแบบเราด้วย

ดีใจจังที่เรารักภาษาไทยที่ซู๊ดเหมือนกันค่ะ ภาษาเรานี่วิเศษสุดแล้วก็น่าจะยากเอาการอยู่นะคะ ถ้าเราเรียนรู้ให้จริงๆจังๆแล้ว เรียนภาษาอื่นๆก็ไม่น่าจะยากหรอกค่ะ อย่างน้อยพี่โอ๋ก็ยืนยันได้ว่า ภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นง่ายกว่าภาษาเราค่ะ ทั้งเรื่องพูด อ่านและเขียนเลยแหละ

และเคล็ดลับหนึ่งของการเรียนรู้ภาษา ก็น่าจะเป็น Dictionary นี่แหละค่ะ เป็นขุมทรัพย์ชั้นดีทีเดียวเลย พี่โอ๋เป็นนักสะสม Dictionary ค่ะ และยืนยันได้ว่า Dictionary ดีๆเป็นตำราเรียนภาษานั้นๆที่ดีที่สุดเลยนะคะ   

Ico24 ประชุม share.psu.ac.th 10 ต.ค. 50
Ico48

มารายงานตัว ชมรม ชกอ.ค่ะ

รูปน่ารักจริงจิ๊ง....ช่างไปสรรหามา ลูกใครคะนี่..คุณป้อม

ขอบคุณมากค่ะสำหรับคำชม แต่ก็ยินดีรับคำแนะนำนะคะ เพราะจะได้รู้ว่าถ้าจะต้องไปพูดที่ไหนอีก จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อให้สื่อสารได้ดีขึ้น รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้พูดประเด็นที่ได้รับการมอบหมายมา แต่ก็อยากจะสื่อสารสิ่งที่เราควรใช้ Share ให้เป็นประโยชน์ ได้โอกาสที่เรามี CKO หลายๆท่านอยู่กับเรา อยากให้ท่านทั้งหลายได้เห็นแนวทางที่จะนำไปใช้จริงๆน่ะค่ะ เป็นคนพูดด้วยใจในสิ่งที่อยากพูด แต่รู้สึกว่า เริ่มต้นกับปิดท้ายยังไม่ค่อยเป็นค่ะ อยากให้มีคนมาบอกว่า ควรจะทำยังไงจึงจะดีขึ้นบ้างนะคะ ฝากมาถามคุณป้อมด้วยค่ะ

Ico24 ประเมิน SAR คณะอุตสาหกรรมเกษตร : 1 เตรียมตัวเป็นเลขาฯ คณะกรรมการประเมิน
Ico48
  • โหว...เป็นประโยชน์มากเลยค่ะคุณพี่แป๊ด
  • เลขา ฯ ส้ม ส้ม คนนี้จะได้นำไปใช้บ้าง
  • ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำแนะนำดีๆ
  • สู้ๆ ^^v
Ico24 My Hump รำไทย
Ico48
  • ขอบคุณค่ะ
  • เอ....ถ้ามีโอกาสจะแสดงให้ชมค่ะ (อิอิ ^^)
Ico24 นำ Banner Share มาฝากครับ
Ico48

ด้วยความยินดีมากครับ แล้วถ้าหากต้องการ ขนาด กว้างxยาว แบบอื่นๆ ก็ระบุมานะครับ จะจัดการขนาดให้เข้ากับเว็บไซต์ที่ต้องการครับ

"สละเวลาส่วนตัวเพียงนิด เพื่อเพิ่มชีวิตให้ส่วนรวม" 

 

Ico24 ...ว่าด้วยล้อรถยนต์...
Ico48
  • จ๊ะ.....โส....น๊า....หน้า  เจ้าโจรวายร้ายที่ดันขโมยล้อยางที่หมดอายุ
Ico24 My Hump รำไทย
Ico48
  • เก่งจริงนะ.....ตัวแค่เนี๊ย...ย
  • เพิ่งรู้นะว่ามีความสามารถด้านรำไทยกับเขาเหมียนกัลล์......ล์
  • ขอชื่นชมค่ะ เมื่อไหร่สำนักประกันเลี้ยงขอบคุณกรรมการตรวจประเมินอย่าลืม.....รำให้ดูด้วยนะ

 

 

 

Ico24 เรื่องเล่าจากการสื่อสารในองค์กร
Ico48
  • สรุปสำนักประกันคุณภาพเป็นสมาชิกก๊วนคำนับทั้งหมดใช่มั้ยเนี่ย...ย
  • เอ.......ว่าคุณหยกมณีหายไปไหนเอ่ย
Ico24 เล่าเรื่อง Share.psu
Ico48

คุณเมตตาคะ

วันนี้คงได้ยอดคนเปิด blog เพิ่มอีก 1 คน ที่ไม่ได้มีการบันทึก อาจารย์นงเยาว์ สมัครเป็นครั้งที่ 2 แล้ว (สมัครครั้งแรกก่อนเหตุการณ์ระทึกของคนทำ share) แต่ขอสารภาพว่าหาที่จะบันทึกไม่เจอค่ะ คุณเมตตาช่วยบอกด้วยว่าทำอย่างไรต่อ จะคอยนะคะ

Ico24 ประเมิน CORIN
Ico48
noi [IP: 172.25.2.192]
13 ตุลาคม 2550 09:54
#114

มีของฝากเสริม ที่เป็นผลงาน CORIN ตัดจากมติชน ค่ะ

 เนื้อหาอาจจะยาวไปหน่อย  แต่ไม่ทราบจะย่ออย่างไร เลยส่งมาให้อ่านทั้งยวง

 

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 13 ตค. 2550

 

ผักตบชวา"มีดี-มีค่า" แปลงผักลอยน้ำ-ปุ๋ยอินทรีย์

คอลัมน์ ทางเลือกทางรอด

โดย ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง



ผักตบชวาไม่ไร้ค่าอีกต่อไปแล้ว



ในวันที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) พาสื่อมวลชนหลายสิบชีวิตไปล่องใต้ ในส่วนของ จ.นครศรีธรรมราช พวกเราได้สนทนากับเกษตรกรหลายคนในโครงการลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมากจากพระราชดำริ ซึ่งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอาชีพจากการทำนากุ้งมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งแต่ละคนต้องปรับตัวกันมากทีเดียว โดยมีหน่วยราชการหลายแห่งเข้ามาช่วยเหลือตามโครงการปรับเปลี่ยนอาชีพราษฎรพื้นที่เลี้ยงกุ้งในเขตน้ำจืด

ครอบครัว "ไชยสุวรรณ" เกษตรกร ต.เชียรใหญ่ อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่เคยเลี้ยงกุ้งกุลาดำ-กุ้งขาวมาก่อนช่วงปี 2533 และประสบภาวะขาดทุนจนต้องเลิกเลี้ยงกุ้งเมื่อปี 2538 ต้องหันมาทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสมและยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ด้วยการขยันทำมาหากินของคนในครอบครัวนี้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แม้จะไม่ร่ำรวยเหมือนสมัยเลี้ยงกุ้งก็ตาม แต่สิ่งที่ "ป้าอุบล ไชยสุวรรณ" สามีและลูกๆ ภาคภูมิใจก็คือ เป็นตัวอย่างให้ใครต่อใครมาดูงาน ได้รับใบรับรองการปฏิบัติทางการประมงที่ดีสำหรับการผลิตสัตว์น้ำ รวมถึงรางวัลแม่ดีเด่นของ อ.เชียรใหญ่ เมื่อปี 2548

ป้าอุบลเล่าว่า แต่ก่อนเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 25 ไร่ ที่ตัดสินใจเลิกและเปลี่ยนอาชีพเพราะขาดทุนอย่างหนักตอนปี 2538 เวลานี้ทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสม หันมาเลี้ยงปลา ทั้งปลานิล ปลาไน และปลาแรด พร้อมกับปลูกผักและผลไม้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกล้วย กระท้อน ส้มโอ มะพร้าว

อย่างที่บอกแม้รายได้จะลดลง แต่ชีวิตก็มีความสุขตามอัตภาพ จากที่เคยมีรายรับเป็นแสนทุกวันนี้มีรายได้แค่หลักหมื่น

ทุกๆ วันป้าอุบลจะนำผลผลิตที่สวนทั้งปลาและพืชผักผลไม้ไปขายที่ตลาดเชียรใหญ่บ้าง ตลาดนัดบ้าง ซึ่งแต่ละวันจะมีรายได้ไม่แน่นอน บางวันได้ 600-700 บาท แต่บางวันได้ถึง 4-5 พันบาท

ถ้าไปดูสวนของป้าอุบลจะเห็นว่า ใช้ประโยชน์จากผืนดินคุ้มค่าจริงๆ เพราะตรงบริเวณคันบ่อ ป้าจะปลูกพืชผักและไม้ยืนต้นหลากหลาย เช่น มะพร้าว ขนุน มะกรูด มะนาว มะกอก และยังมีพืชผักที่เก็บยอดขายได้ตลอด ทั้งโหระพา สาระแหน่ กระเพรา มันปู สมุย มะสัง มะม่วงหิมพานต์ และผักบุ้ง เป็นต้น


แปลงผักลอยน้ำ ต้องใช้เรือพายไปเก็บผัก



ใช่แต่จะเลี้ยงปลาไว้ขายอย่างเดียว ครอบครัว "ไชยสุวรรณ" ยังเพาะพันธุ์ขายลูกปลาด้วย ที่สำคัญใครได้รับประทานพืชผักผลไม้ของที่นี่ รับประกันได้เลยว่าปลอดภัย เพราะป้าอุบลใช้ปุ๋ยหมักที่ทำขึ้นเอง ทำให้ไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมี ใครอยากไปดูงานหรือซื้อผลผลิตทั้งปลาและพืชผักผลไม้จากสวนของป้าอุบล ติดต่อได้ที่ 08-9725-0340

วันนั้นป้าอุบลต้มน้ำกระเจี๊ยบเลี้ยงแขกจาก กทม.หม้อใหญ่ แล้วยังให้พวกเราหิ้วผักและผลไม้ได้ตามใจชอบ สาวๆ หลายคนหอบกล้วยน้ำหว้าและผักพื้นเมืองกลับบ้านด้วยความสบายใจ เพราะไม่บ่อยนักที่จะได้ทานผักผลไม้ปลอดสารพิษ

เกษตรกรอีกคนที่เราได้มีโอกาสสนทนาด้วยคือ "คุณพินยา คำแก้ว" อยู่ที่ อ.เชียรใหญ่เช่นกัน และในอดีตก็เคยเลี้ยงกุ้งเคยร่ำรวยและเกือบหมดตัวมาแล้ว ตอนนี้เปลี่ยนมาทำนาข้าวและเลี้ยงปลาควบคู่กัน โดยทำมาเป็นปีที่ 7

"เคยเลี้ยงกุ้งอยู่ 8 ไร่ มันเกิดขาดทุน เพราะมีโรคกุ้งมาก พอมีโครงการปรับเปลี่ยนอาชีพเลยเข้าสมัครเป็นสมาชิกของโครงการปรับเปลี่ยนอาชีพ เลิกอาชีพเลี้ยงกุ้ง มาทำอาชีพนาข้าว ปลูกผัก และเลี้ยงปลาไปด้วย ในเนื้อที่ 40 ไร่ เลี้ยงปลาช่อน 2 บ่อ กำไรมันน้อยลง เพราะทำนาข้าวพันธุ์ชัยนาท ซึ่งเก็บเกี่ยวได้เร็ว มีรายได้ 5-6 หมื่นบาทต่อหนึ่งครั้ง ทำปีหนึ่ง 2 ครั้ง แต่ต้นทุนการผลิตมันเยอะ ปุ๋ยราคาสูง ใส่ไร่ละ 1 กระสอบ กระสอบละ 50 กิโลกรัม ทุกวันนี้ต้องกลับมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ ผสมกับปุ๋ยเคมี ไม่อย่างนั้นดินอาจจะเสื่อมสภาพ"

นอกจากจะต้องใช้ปุ๋ยเยอะแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่เจอคือหอยเชอรี่

ในการเข้าโครงการปรับเปลี่ยนอาชีพนี้ หน่วยงานรัฐได้จัดอบรม และพาไปดูงานตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในแหล่งที่เกษตรกรประสบความสำเร็จ

คุณพินยาบอกว่า ในการปรับเปลี่ยนอาชีพนี้จากนากุ้งมาเป็นนาข้าวนั้น ต้องทำหลายอย่างเสริมกัน คือ ทั้งปลูกผักและเลี้ยงปลาไปด้วย ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อคุยกันถึงเรื่องรายได้ คุณพินยาโอดครวญว่า ตอนนี้ข้าวราคาตกต่ำมาก ตกเกวียนละ 4,700 บาท ขณะที่ก่อนหน้านี้อยู่ที่เกวียนละ 5,200 บาท จึงอยากให้รัฐบาลช่วยทำให้ข้าวขายได้เกวียนละ 6,000 บาท เพื่อเกษตรกรจะอยู่ได้เพราะต้นทุนต่อไร่สูงมาก ทั้งนี้ คุณพินยาบอกว่า เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้ามีโอกาสดีๆ อาจจะกลับไปเลี้ยงกุ้งอีกก็ได้ เพราะรายได้จากการเลี้ยงกุ้งดีมาก


(ซ้ายบ) ป้าอุบลและสามี (ซ้ายล่าง) พินยา คำแก้ว (กลาง) ปิยะ วันเพ็ญ (ขวาบน) เตรียมบรรจุใส่กระสอบปุ๋ย (ขวาล่าง) แตงกวาลูกโตเพราะได้ปุ๋ยอย่างดี



ในช่วง 1 วันที่เราไปสำรวจความคืบหน้าของโครงการลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมากจากพระราชดำริ บรรดาสื่อมวลชนหลายแขนงต่างสนใจ การปลูกผักลอยน้ำ และการนำผักตบชวาที่ไร้ค่า มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ค่อนข้างแปลกและมีประโยชน์มาก โดยเป็นโครงการที่สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ถือเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชนลุ่มน้ำปากพนัง และยังช่วยลดภาระในการกำจัดผักตบชวาของหน่วยงานภาครัฐ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับวิธีการทำแปลงผักจากผักตบชวาก็ไม่ยากเลย เริ่มจากการนำไม้ไผ่มากั้นเป็นบล็อค แล้วรวบรวมผักตบชวาและทำการอัดแน่นเข้าด้วยกันในขณะที่ผักตบชวายังลอยอยู่ในน้ำ โดยอัดให้ได้ขนาดกว้างประมาณ 2 เมตร ยาว 8 เมตร เมื่ออัดได้ความหนาประมาณ 20-30 เซนติเมตร ให้คนขึ้นไปใช้เท้าเหยียบและเดินไปมาเพื่ออัดให้แพผักตบแน่นและคงทนต่อการใช้งาน ทำแบบนี้เป็นชั้นๆ ทุกระยะ 20 เซนติเมตร จนได้ความหนาประมาณ 1 เมตร เมื่อหนาได้ที่แล้วจะใช้มีดสับผิวด้านบนให้ใบผักตบละเอียดและสะดวกต่อการเพาะปลูก ในการทำแปลงผัก 1 แปลง จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ใช้ผักตบชวาคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 2,000 กิโลกรัม (ไม่รวมน้ำหนักของน้ำ)

ทั้งนี้ ผักที่ใช้ทดลองเพาะปลูกในเบื้องต้นและได้ผลค่อนข้างดี ได้แก่ แตงกวา ผักกาด ผักคะน้า และผักบุ้งจีน ใช้ระยะเวลาเพาะปลูกจนสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 25-40 วัน ตามชนิดของผัก

ในส่วนของผักบุ้งจีน ใช้เวลาเพาะปลูก 25-30 วัน ได้ผลิตผล 40-50 กิโลกรัมต่อแปลง จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 20 บาท รวมราคาที่จำหน่ายได้ 800-1,000 บาทต่อแปลง และสามารถตัดได้สองครั้ง

แตงกวา ใช้เวลาเพาะปลูก 30 วัน ได้ผลผลิต 50 กิโลกรัมต่อแปลง จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 20 บาท รวมราคาที่จำหน่ายได้ 1,000 บาทต่อแปลง

พื้นที่แปลงผักสามารถใช้ในการเพาะปลูกได้ 3-4 รอบ และเมื่อใกล้หมดสภาพแล้วสามารถนำขึ้นมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือนำไปทำเป็นชั้นบนของแปลงผักแปลงใหม่ได้

"คุณปิยะ วันเพ็ญ" หัวหน้าศูนย์บริการการมีส่วนร่วมชุมชนท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บอกถึงข้อดีของแปลงผักลอยน้ำว่า "ไม่ต้องลงทุนสูง ไม่เปลืองแรงคนเพราะไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ย เนื่องจากปุ๋ยมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ และไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง"

ฟังอย่างนี้แล้ว ใครอยากได้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม หรืออยากไปศึกษาดูงาน สามารถติดต่อคุณปิยะได้ที่ 08-9197-6797

อย่างที่บอกพอนำผักตบชวาไปทำแปลงผักลอยน้ำแล้ว หลังจากนั้นก็สามารถนำมาหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ต่อไปได้อีก โดยนำมาผสมกับมูลสัตว์ ทั้งมูลไก่ วัว ที่ท้องถิ่นมีอยู่ เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ และกากน้ำตาล ใช้เวลาหมัก 2 สัปดาห์ ก็สามารถใช้ได้แล้ว

ด้าน อาจารย์สมศักดิ์ บรมธนรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรชายฝั่ง บอกว่า ผักตบชวาในลุ่มน้ำปากพนังเยอะมาก การจะส่งเสริมให้คนภาคใต้นำไปทำหัตถกรรมเหมือนคนภาคอื่นเป็นไปได้ยาก จึงต้องทำเป็นปุ๋ยเพื่อให้เหมาะกับคนใต้

"ปุ๋ยจากผักตบชวาตอนนี้ขายเฉพาะในชุมชนอย่างเดียว กระสอบละ 50 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาทุน ไม่ได้หวังผลกำไร เป็นการแนะนำให้เห็นว่าปุ๋ยที่ทำมาจากผักตบชวานั้น มีประสิทธิภาพ และแตกต่างจากปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปอย่างไร ทั้งนี้ ปุ๋ยผักตบชวา แตกต่างจากปุ๋ยทั่วไปก็คือว่ามีไนโตรเจนจะสูงกว่าปุ๋ยปกติ เพราะผักตบชวามีธาตุอาหารในตัวของมันอยู่แล้ว"

ฟังสองอาจารย์พูดแล้ว พวกเราต่างเห็นด้วยตามนั้น เพราะแตงกวาลูกเบ้อเริ่มเทิ่มที่เขานำมาโชว์ก็บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของแปลงผักลอยน้ำได้เป็นอย่างดี

นี่ถ้าบ้านอยู่ใกล้แหล่งผักตบชวาก็อยากจะทดลองปลูกบ้าง เพราะชอบไอเดียนี้มาก เป็นการกำจัดผักตบชวาชนิดที่ได้ประโยชน์หลายชั้น และถ้าใครทำแบบนี้แล้วได้ผล ช่วยบอกกล่าวเล่าสู่กันฟังด้วย


หน้า 23