นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Ico24 จุดยืน

Ico48
Pisan (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
19 พฤศจิกายน 2555 14:33
#82002

เกษียร เตชะพีระ : "เมื่อคุณไม่เห็นด้วยกับเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตย คุณทำอะไรได้บ้าง?"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1342151684&grpid=no&catid=03&subcatid=0305

ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยสามารถทำอะไรได้บ้างในการคัดค้าน ถ่วงทานเสียงข้างมาก? โดยหลักทั่วไปทางรัฐศาสตร์ ทำได้ดังนี้ครับ

1) แนวทางเสรีประชาธิปไตย (liberal democratic opposition):การต่อต้านคัดค้านอำนาจรัฐ ที่บุคคลหรือกลุ่มไม่เห็นด้วยโดยยึดแนวทางเสรีประชาธิปไตย คือต่อสู้ในกรอบของกฎหมาย ใช้ สิทธิเสรีภาพของบุคคลและกลุ่มในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญให้เต็มที่ถึงที่สุดเท่าที่กฎ-หมายเปิดช่องให้ เพื่อโน้มน้าวเปลี่ยนใจเสียงข้างมากให้มาเห็นด้วยกับฝ่ายตน

ในความหมายนี้เส้นแบ่งสำคัญที่ตีกรอบจำกัดการเคลื่อนไหวต่อสู้กับอำนาจรัฐของแนวทางเสรีประชาธิปไตยคือกฎหมาย

2) แนวทางอารยะขัดขืน (civil disobedience) หรืออหิงสาของคานธี:กรอบไม่ใช่กฎหมาย กล่าวคือพร้อมจะสู้ในกรอบกฎหมาย แต่ก็พร้อมจะสู้นอกกรอบกฎหมายด้วย เพราะหลักการที่สำคัญคือสัจธรรม ซึ่งถือว่าสูงส่งเหนือกว่ากฎหมาย อย่างไรก็ตาม มีข้อแม้สำคัญคือต้องสู้อย่างสันติวิธี แปลว่าผู้ประท้วงพร้อมจะถูกทำร้ายจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐหรือฝ่ายตรงข้าม แต่จะไม่ยอมยกมือทำร้ายคนอื่นกลับเด็ดขาด

และเมื่อต่อสู้โดยล่วงละเมิดกฎหมาย ก็พร้อมจะให้ทางการลงโทษตามกฎหมายโดยไม่หนีไม่บ่ายเบี่ยงด้วย เพราะเป้าหมายสำคัญคือตีลงไปตรงจุดอ่อนที่สุดของอำนาจ ได้แก่จิตใจของผู้กุมอำนาจฝ่ายตรงข้าม

อาศัยการเสียสละยอมแบกรับความรุนแรงและการลงโทษจากรัฐ ด้วยเลือดเนื้อร่างกายและชีวิตของตน มาสะเทือนใจและเปลี่ยนใจคู่ต่อสู้ มาสะเทือนใจและเปลี่ยนใจประชาชนผู้ดูเพื่อให้พวกเขาละทิ้งอสัตย์อธรรม หันมาเห็นสัจธรรม และเปลี่ยนแปลงระบบระเบียบกฎหมายที่ผิดร้ายเสีย

ในความหมายนี้เส้นแบ่งสำคัญที่ตีกรอบจำกัดการเคลื่อนไหวต่อสู้กับอำนาจรัฐของแนว ทางอารยะขัดขืนหรืออหิงสาคือสันติวิธี (ถือหลักวิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย) และการยอมเสียสละแบกรับความรุนแรงและการลงโทษจากรัฐไว้เอง (อภัยวิถี = อย่ากลัวเราเลย เราไม่ทำร้ายหรือเป็นภัยต่อท่านดอก)

3) แนวทางอนารยะ/อนาธิปไตย (anarchism): อย่างไรก็ตาม แนวทางการเคลื่อนไหวของขบวนการมวลชนฝ่ายต่างๆ หลายปีหลังนี้กลับออกมาในลักษณะอนารยะ/อนาธิปไตย ไม่ เพียงล้ำเส้นกฎหมาย แต่ยังล้ำเส้นสันติวิธีและหลักอภัยวิถี มีการติดอาวุธ ทำร้ายกันไปมา และก่อความกลัวแก่ฝ่ายตรงข้ามและประชาชนผู้ดูทั่วไป ซึ่งขัดกับทั้งหลักเสรีประชาธิปไตยและหลักอารยะขัดขืนหรืออหิงสา-สันติวิธี อันกลับส่งผลเสียในระยะยาว คือทำให้ง่ายต่อการถูกป้ายสีจากฝ่ายตรงข้าม และโดดเดี่ยวจากสาธารณชน อาจเพลี่ยงพล้ำและพ่ายแพ้ทางการเมือง แม้ว่าอาจบรรลุผลขัดขวางการดำเนินงานตามปกติของภาครัฐและภาคเอกชนในระยะสั้นก็ตาม

อนึ่ง แนวทางอนาธิปไตยนี้อาจล้ำเส้นไปสู่การก่อการร้ายทางการเมือง (political terrorism) ได้หากครบองค์ประกอบพื้นฐาน 4 ประการคือ :

ก) ใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่คุกคามว่าจะใช้ความรุนแรง (Violence)

ข) ต่อเป้าหมายพลเรือน (Civilian Targets)

ค) ก่อให้เกิดความหวาดกลัวสยดสยองทั่วไปในหมู่สาธารณชน (Fear)

ง) เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง (Politics)

สรุปก็คือ Political Terrorism = V+C+F+P นั่นเอง

ฝ่ายค้านในระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายของอำนาจเสียงข้างมาก จึงสามารถต่อสู้คัดค้านถ่วงทานได้ตามแนวทางเสรีประชาธิปไตย หรือกระทั่งแนวทางอารยะขัดขืน/ อหิงสาสันติวิธี แต่ควรระวังป้องกัน หลีกเลี่ยงกระทั่งต่อต้านห้ามปรามการต่อสู้คัดค้านในแนวทางอนารยะ/อนาธิปไตยซึ่งก่อผลทำลายเสียหายอย่างร้ายแรงต่อส่วนรวมในรอบหลายปีที่ผ่านมา

แน่นอน หากมองนอกกรอบระบอบเสรีประชาธิปไตยออกไป คือไม่คิดหรือไม่แคร์ที่จะผดุงรักษาระบอบการเมืองนี้ไว้ การต่อต้านคัดค้านก็อาจออกมาในรูปล้มล้างระบอบการปกครองเสรีประชาธิปไตยโดยตรง เช่น รัฐประหารอย่างที่ คปค.ทำเมื่อปี 2549 และใครบางคนยังป่าวร้องให้ทำอีกๆ ไม่ขาดปากตราบเท่าถึงทุกวันนี้ เป็นต้น

เนื้อหาเต็ม: จุดยืน