นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Ico24 มาตรการการตัด/ลดเงินรายได้ของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์

Ico48
วรรณรัช สันติอมรทัต [IP: 113.53.3.191]
03 กรกฎาคม 2554 13:29
#66382

[[ อยากถามคณะฯง่ายๆว่า "หนูทำอะไรผิดเหรอ?" ทั้งสอน ทั้งวิจัย ทั้งบริการวิชาการ ]]

[[ เพื่อพยายามให้เป็น duck (ต้องทำได้ทุกอย่าง) แล้วทำไมจึงทำเช่นนี้ เหมือนลงโทษกันชัดๆ]]

ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของคณะฯ และขอเพิ่มเติมความคิดเห็นดังนี้

การที่คณะฯมีรายมากกว่ารายรับ ขอแสดงความคิดตามที่อาจารย์รุ่นอาวุโสน้อย

ที่เคยได้โอกาสดูงานบริหาร และรู้สึกว่าอึดอัดที่ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่คิด คิดแบบนี้ค่ะ

1.การกระทำใดๆที่กระทบต่อบุคลากรหรือทรัพยากรที่สำคัญขององค์กร ควรกระทำเป็นลำดับสุดท้าย

(อยากให้ข้อที่ 1 เป็นข้อที่จะต้องตระหนักก่อนจะมีมาตรการใดๆ)

2.ได้หารายได้เพิ่มเติมหรือยัง ? ด้วยมาตรการกระตุ้นให้ได้ KPI จึงมีรายจ่ายเพิ่ม แต่ได้ดำเนินการเพื่อหา

รายได้เพิ่้มด้วยหรือเปล่า รายได้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเงินงบประมาณอย่างเดียวค่ะ เคยที่จะพูดคุยกันจริงจัง

ที่จะเพิ่มไหม? หรือคุยกันแต่ในวงคณะผู้บริหาร ? จะถึงเวลาที่จะเปิดกว้างความคิดเห็นจากทุกๆคนหรือยัง

ที่จะหารือการช่วยเพิ่มรายได้ เปิดกว้างให้คิด และเปิดกว้างให้ทำด้วยน่ะค่ะ (ไม่ใช่คิดแล้ว ไม่เห็นด้วย

ไม่สนใจ ไม่เกี่ยวกับเรา แล้วไม่เปิดใจ กลัวจะดีกว่า กลัวจะเสียหน้า ฯลฯ)

อีกทั้งอยากบอกน่ะค่ะว่า ถ้าเงินเข้ายังเท่าเดิมต่อให้ท่านจะเกลี่ยเงินไปซ้ายไปขวา ยังไงก็เปิดปัญหาเป็นลูกโซ่อีก

หรืออาจจะไม่เกิดเพราะท่านไม่สนใจปัญหาที่จะไปเกิดตรงจุดอื่น เพราะว่าเป็นจุดที่ท่านไม่สนใจอยู่แล้ว

3. การลดรายจ่าย คิดว่าเหมาะสมหรือยังแบ่งเป็นข้อๆดังนี้

3.1 การลดรายจ่ายที่เป็น fixed cost เช่นเงินเดือน ค่าตอบแทน มันง่ายเกินไปค่ะ มันได้ท้าทายในการบริหารจัดการ

หรือแก้ปัญหาใดๆเลย ดังนั้นการลดพวกนี้จึงควรจะใช้ลำดับท้ายสุดจริงๆ หลังจากที่ผู้บริหารได้พยายามแล้ว

ทำไมจึงคิดว่าไม่เห็นความพยายามหรือค่ะ (ดูข้อต่อไป)

3.2 ถ้ามีรายได้ไม่พอ เราควรบริหารงานเชิงรุกเพื่อหาเงิน แต่ถ้ายังหาไม่ได้ มันควรบริหารแบบรัดเข็มขัด

แต่ที่ผ่านมาคณะฯ ไม่ได้บ่งบอกว่ารัดเข็มขัดจริงๆ เช่น การลงทุนสิ่งก่อสร้าง สร้างทางข้ามเท่าไหร่ ทางเดินเท่าไหร่

ใช่ค่ะว่ามันจำเป็น แต่มันจำเป็นที่สุดหรือยังค่ะ ถ้าเราคิดว่าสถานะทางบ้านเราไม่ดี แต่ยังสร้างโน่นนี่ที่ไม่ก่อให้เกิด

รายได้จะทำไปทำไมค่ะ?? ลูกๆในบ้านเข้าใจถ้าเราจะไม่ได้ห้องใหม่ หรือตกแต่งบ้านใหม่ในยามที่บ้านเรามีปัญหา

เพราะเห็นว่าท่านรัดเข็มขัด ด้วยการ

- เพิ่มเงินประจำตำแหน่งผู้บริหาร

- ให้ net book ผู้บริหาร

- เพิ่มเงินประจำตำแหน่งหัวหน้าหน่วย เลขาฯภาคฯ

- รับคนส่วนกลางเพิ่ม ... ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ผู้บริหารอาจจะมองว่ามันเป็นเงินไม่เท่าไหร่ สู้การตัดเงินก้อนใหญ่ๆ ตัดง่ายๆดีกว่า

3.3 เรื่องเงินค่าสอน ถ้าท่านจะปรับน่ะค่ะ ควรจะทำตัวเลขให้ชัดเจน แต่ละภาคฯมีธรรมชาติไม่เหมือนกันด้วย

ดังนั้นจะต้องเลียดกว่าเสนอตัวเลขของคณะฯพยาบาลมาแล้วตั้งเกณฑ์ตัด ส่วนตัวที่ประสบ

ค่าโหลดที่พุ่งขึ้นสูงมันเกิดมาจากเพราะมีโหลดต่ำระดับผู้บริหาร แต่งานสอนเท่าเดิมเงินก็พุ่งแล้วค่ะ

เป็นปัญหาค่า อย่างแรกต้องสอนเพราะอาจารย์สาขานั้นๆไม่เพียงพอ ท่านผู้บริหารก็จะต้องกลับคนในสาขานั้นๆให้สอดคล้อง

กับงาน สาขานี้หมายรวมถึงสาขาย่อยในภาคฯด้วย อย่างที่สองโหลดของผู้บริหารก็ไม่ได้ปรับลด ซึ่งจริงๆ

ผู้บริหารในทุกตำแหน่ง ท่านๆจะต้องสอนน้อยลงเพื่อมีเวลาในการบริหาร ตามเงินประจำตำแหน่งที่ท่านได้รับ

แต่สำหรับในธรรมชาติของภาคฯอื่นๆ ก็อาจจะไม่เป็นเช่นนี้ ดังนั้นการตัดเงินค่าสอน อยู่ในวิสัยที่ทำได้

คือจะต้องปรับให้สอดคล้องกับงานจริง ผู้บริหารก็ได้จากงานบริหาร อย่าให้ได้หลายด้ง ดั้งนั้นการปรับค่าสอน

จึงเริ่มจากต้อง boundary สำหรับผู้บริหารในทุกระดับชั้นก่อนค่ะ

3.4 การไม่เป็นธรรมของการปรับลด อยู่จาก model ที่ท่านทำมาเพื่อปรับค่าสอนและค่าตอบแทน

อย่างง่ายๆค่าสอน ท่านก็ไม่แบ่งระหว่างผู้บริหารกับอาจารย์ทั่วไป ไม่สนใจว่าภาคฯไหน ธรรมชาติของแต่ละภาคฯ

ในการเบิกไม่เหมือนกันน่ะค่ะ ท่านมี model ของแต่ละภาคฯหรื่อไม่ อาจารย์ที่ภาคฯจะต้องสอน 4 sec จึงจะได้เงิน

ค่าสอนถึงเกณฑ์ที่ท่านจะตัด 4 sec เยอะน่ะค่ะ(แต่ละ sec อาจจะเป็นคนละวิชาด้วยซ้ำ)

ค่าตอบแทนท่านเอาเกณฑ์เงินมาตั้ง เคยคิดบ้างไหมค่ะว่า ในคณะฯเรามีกี่ระบบ? ท่านมีมาตรฐานข้าราชการและพนักงานฯ

อย่างชัดเจน พนักงานป เอก เข้าใหม่ก็เงินเดือนถึงไม่ต้องเบิกแล้วล่ะค่ะ 4,000 มันยุติธรรมจริงเหรอกับ model ที่ท่านเสนอ

พนักงานเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ จะต้องจ่ายเงินประกันสังคมเองทุกเดือน ข้าราชการจ่ายตรงได้ พนักงานต้อง

ออกเงินก่อนแล้วมาเบิก มาเบิกแล้วเจอเจ้าหน้าที่การเงิน block อีก โน่นเบิกไม่ได้ นี่เบิกไม่ได้ สรุปคือพนักงานเป็นพนักงาน

ของบริษัท มอ เป็นชนชั้นสอง พนักงานได้ขึ้นเงินเดือนปีละครั้ง ข้าราชการสองครั้ง ถ้าเป็นตำแหน่งวิชาการพนักงานได้

5,600 บาท ในขณะที่ข้าราชการได้10,000 บาท (ผศ น่ะค่ะ) ท่านอย่าบอกน่ะค่ะว่า เพราะพนักงานได้เงินเยอะกว่า

ไม่จริงเพราะท่านคำนวณเงินเดือนของพนักงานบนพื้นฐานที่ท่านไม่ได้ให้บำนาญ เท่าเอาเงินบำนาญมาคิดกระจายใส่ไปในแต่ละ

เดือนให้พนักงาน ดังนั้นเหมือนดูมากน่ะค่ะ (1.3 เท่าของเงินเดือน) แต่จริงๆมันได้เงินเหมือนกับข้าราชการ

แต่สวัสดิการแย่กว่า เงินสนับสนุนต่ำกว่าแถมประเมินพนักงานตั้งเกณฑ์พนักงานไว้สูงจะต้องแบบนั่นแบบนี้

พนักงานจึงเหมือนเอาเงินในอนาคตมาใช้ ถ้าเราใช้ไม่ระวัง ไม่คิดก็หมดค่ะ แต่ข้าราชการเหมือนท่านออมเงินให้เขา

เพื่อจ่ายตอนเป็นบำนาญ

3.5 model ท่านจะต้องศึกษาและทำให้ดีกว่านี้น่ะค่ะ มันหยาบมากๆ ถ้าเกาไม่ตรงจุด มันไม่หายคันน่ะค่ะ

กลับจะก่อให้เกิดแผลตรงจุดที่ไปเกาซะอีก

4.การกระทำของคณะฯถือเป็นการสวนทางกับแนวทางของมหาวิทยาลัยและประเทศอย่างชัดเจนได้แก่

ด้วยปัญหาภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลฯพยายามที่จะขยับค่าแรงขั้นต่ำขึ้น แต่คณะฯกลับสวนกระแสอย่างรุนแรง

และตามมาด้วยสิ่งที่มหาวิทยาลัยพยายามอยากจะมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพฯ (ทั้งวิชาการและจิตใจ)

ผลักดันให้คณาจารย์ทำวิจัย มีผลงานระดับนานาชาติ ดังนั้นจึงพยายามออกทุกนโยบายเพื่อให้ได้ Journal

จะสนับสนุนเงินวิจัยหรืออะไรก็เป็นกฎเกณฑ์ที่จะต้องให้มี journal ต้องมี impact factor จึงชักนำการวิจัย

ด้วยเงิน! ทำวิจัยแบบนี้จึงจะสนับสนุน ทำ journal แล้วจะได้เงินรางวัล ปัจจัยเหล่านี้จะต้องตระหนัก

เพราะมันเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม ในขณะที่รายได้เราคงที่ จึงมีการหักเงินเข้ากองทุนวิจัย หักเงินส่วนแบ่ง

ของรายได้ต่างๆ (เดี๋ยวจะออกไปยาว เพราะยังมีปัญหาเรื่องระบบงานวิจัยอีกเยอะ) สรุปสั้นๆคือ จะเอาแบบ

นั้นแบบนี้แต่กลับไม่ทำให้ปากท้องของคนทำงานอิ่ม (จะเอาๆ ) อืม... แล้วที่ได้ๆ วิ่งไล่ตามกระแสไปมันทำให้

คนทำงานมีความสุขไหม? สุขที่จะทำงาน สุขที่จะทำวิจัยด้วย motivation ที่อยากจะทำวิจัยไม่ใช่เพราะ

ปัจจัยอื่นๆ เมื่ออยากได้ KPI สิ่งที่เราจะต้องเสียมันเยอะ ตามมา สิ่งแรกคือเงินค่ะ ค่ารางวัลเท่าไหร่ ยังไม่รวม

ต้องเสียเงินเวลาลง journal อย่างมี impact factor หรูๆ ฉบับละไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท มันธุรกิจวิชาการชัดๆ

แต่ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการตีพิมพ์น่ะค่ะ การทำ journal มันช่วยให้งานเรามีคุณภาพขึ้น แต่สิ่งที่เป็นอยู่

คือกระบวนการธุรกิจทางวิชาการจริงๆ

ขอบคุณค่ะ