นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 3235
ความเห็น: 8

โครงสร้างสามมิติของจีโนมมนุษย์

บทรำพึงแบบพหุวิทยาการ

อ่านข่าวนี้ เรื่องการค้นพบเรื่องโครงสร้างสามมิติของจีโนมมนุษย์ (3-D Structure Of Human Genome: Fractal Globule Architecture Packs Two Meters Of DNA Into Each Cell) ซึ่งข่าวรายงานว่า มีการพบว่าจีโนมมีการพับทบซ้อนเป็นสามมิติแบบกณิกนันต์ (fractal globule)

 

File:Julia set (indigo).png

ตัวอย่างภาพลาย fractal จาก wikipedia

คุณสมบัติทางคณิตศาสตร์ของลวดลายกณิกนันต์ที่น่าสนใจคือ ถ้าเป็นเส้น ก็สามารถม้วนความยาวใกล้อนันต์ให้อยู่ในที่แคบ ๆ ได้ ถ้าเป็นผิวสองมิติ ก็จะทำให้มีผิวสัมผัสมากใกล้อนันต์ได้ แม้มีพื้นที่ให้นิดเดียว

เวลาเราพันเก็บสายหูฟัง แล้วจะเห็นว่า ขนาดสั้นนิดเดียว เมื่อพับม้วนแล้ว เราก็ยังแทบจะคลี่ให้คืนรูปแบบปรกติไม่ได้ หากยาวกว่านั้น เช่น เส้นด้ายยาว หากขดเก็บม้วนไว้ให้เป็นก้อนโดยไม่มีโครงเริ่มไว้ เราคาดว่าจะต้องเกิดขมวดปมนุงนังเสมอ

แต่ที่น่าทึ่งคือ สายพันธุกรรมสามารถขดตัวเองได้อย่างกระชับ และไม่ขมวดเป็นปมเมื่อคลี่ออกมา ทั้งที่สายนี้ยาวมากนับพันล้านคู่เบส

เคยอ่านบทความเจอว่า มีผู้เชื่อว่า ผิวสัมผัสเซลล์ในร่างกาย เช่นในปอด ในทางเดินอาหาร ก็อาจมีโครงสร้างแบบนี้ ซึ่งทำให้มีผิวสัมผัสได้เยอะมาก ในรูปทรงที่มีปริมาตรหรือพื้นที่จำกัด

การค้นพบนี้ ยืนยันข้อเท็จจริง "พื้น ๆ" ว่า ไม่ใช่สักแต่ว่ามีลำดับ genetic base pair แล้วจะทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต แต่ต้องมีอะไรมากกว่านั้นอีกมาก ที่จำเป็นไม่แพ้กัน จึงจะเติมเต็มเกิดเซลล์ เกิดชีวิต

ใครคิดว่า มี DNA ก็เหมือนมีทุกสิ่งครบ ก็เหมือนกับเชื่อว่า ถ้าประเทศแถว ๆ อาฟริกาที่ฆ่าล้างบางกันรายวัน อยู่ ๆ มีคนครึ้ม เขียนรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา แล้วจะทำให้ประเทศสงบร่วมเย็น มีสันติสุข ประเทศเข้มแข็ง คนมีอารยธรรม ได้ในพริบตา อะไรปานนั้นแหละ

ในทำนองเดียวกัน ระบบคุณภาพก็ไม่ใช่คณิตศาสตร์นามธรรมที่จะฟันธงได้ว่า นี่เท่านั้นถูก

ในแวดวงคณิตศาสตร์ Kurt Gödel ใช้ incompleteness theorems ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่สิ่งที่ดูสมบูรณ์แบบทางคณิตศาสตร์ บางที มันก็มีรอยปริร้าวได้เหมือนกัน

แม้ DNA ของระบบคุณภาพทั้งหลาย จะมีระบบเอกสารอยู่เป็นยาดำ แต่ไม่ใช่ว่า ผลิตเอกสารออกมา แล้วคุณภาพจะพึงบังเกิดมีโดยพลัน

วัฒนธรรมแบบนั้น เขาเรียก Cargo Cult Science ครับ

ผมแปลเองว่า "มนต์เรียกเครื่องบิน"

แต่ถ้าใช้ภาษาไทยดั้งเดิม น่าจะแปลว่า เถรส่องบาตร

ใน computer science มีวลี

"garbage in, garbage out" (="ขยะมา ก็ขยะไป")

ใน แวดวงคนตัวเล็ก ๆ ที่ถูกชี้นิ้วสั่งเป็นประจำเรื่องขอข้อมูลด่วนทั้งปี (ไปเจอตอนออกพื้นที่ คุยกับ อสม) ก็มีวลีที่ไม่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

"(ใคร)อยากได้กระดาษ (เขา)ก็จะได้กระดาษไป"

คนที่เกี่ยวข้องกับระบบคุณภาพ พึงใคร่ครวญประโยค "อยากได้กระดาษ ก็จะได้กระดาษไป" ว่า อาจมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่คาด

เพราะบางที ผู้ปฎิบัติงาน คิดไำปไกลพู้นนนนน ... กว่านั้น...

"ขยะมา ก็ขยะไป"

...

จริงใจกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว

 

หมวดหมู่บันทึก: ประกันคุณภาพ ตัวชี้วัด ประเมินผล
คำสำคัญ (keywords): qa  ระบบคุณภาพ  tqf
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 11 ตุลาคม 2552 17:31 แก้ไข: 29 ตุลาคม 2552 09:05 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
External Links [IP: 58.9.19.84]
12 ตุลาคม 2552 01:59
#49251

ข้าพเจ้าอ่านความเป็นมาของการประกันคุณภาพ QA จากการเขียนของ Tom Taormina เรื่อง "Virtual Leadership and the ISO 9000 Imperative" หน้า 22-23 เล่าว่า

ในปี 1979 ...ISO ได้ตั้งคณะกรรมการ TC-176 ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศต่างๆโดยมีอังกฤษเป็นประธานทำหน้าที่ร่างมาตรฐานสากล ISO 9000 และประกาศใช้เมื่อปี 1987 สาระสำคัญของการออกแบบระบบมีอยู่ว่า

  • Write down what you do
  • Do what you write down
  • Verify that you are doing it

โดยมีประเด็นต้องการให้องค์กรเขียนเป็นเอกสาร(Document it)..และก็ใช้เป็นตัวชี้วัด(Measure it) นี่คือพื้นฐานของ QA ในระยะเริ่มแรกที่ไม่เคร่งนัก

ต่อมาเริ่มเข้มงวดให้มีการปรับปรุงคุณภาพ(Process Improvement) เมื่อ TC-176 ได้พัฒนาให้ ISO 9000:2000 เป็น TQM (Total Quality Manafement) และให้ใช้การวางแผนยุทธศาสตร์บนพื้นฐานของ PDCA และมีการทบทวนแผนทุก 3 เดือนใน ISO 9000:2008 ที่เรียกว่า Hoshin Kanri(ดูคำนี้ใน google)

หัวใจของการประกันคุณภาพของ ISO 9000 คือ"ระบบ"ที่เรียกว่า Quality system ออกมาในรูปคู่มือ(Quality Manual) หรือ ระเบียบวิธีปฏิบัติงาน Work Instruction

หัวใจของการประกันคุณภาพการศึกษาอยู่ที่"ระบบ"ดังที่บัญญัติในมาตรา 47 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 และฉบับแก้ไข 2545 ให้มี"ระบบ"การประกันคุณภาพการศึกษา

หัวใจของการปฏิรูปการเมือง(ปฏิรูประบบราชการ)อยู่ที่"ระบบ"ดังที่รัฐธรรมนูญ 2550 ม.78(2) ให้รัฐจัด"ระบบ"การบริหารราชการ

หัวใจของมาตรฐานบอลริจ MBNQA, TQA, และ PMQA คือ "ระบบ" เช่นเดียวกัน

ดังนั้น มาตรฐานสากล ISO 9000...การปฏิรูปการศึกษา และ การปฏิรูปการเมืองมีหัวใจดวงเดียวกันคือ"ระบบ"

ระบบดังกล่าวคือชุดแสดงวิธีปฏิบัติงาน Set of management practices ออกมาในรูประเบียบวิธีปฏิบัติงานหรือคู่มือดังกล่าวข้างต้น

ความล้มเหลว: การปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปการเมืองเหมือนฝาแฝด เพราะล้มเหลวเหมือนกันหลังจากใช้ความพยายามลองผิดลองถูกมาประมาณ 10 ปี และที่น่าประหลาดคือ..มีสาเหตุของความล้มเหลวเหมือนกันด้วย คือ ทั้ง ศธ.และ ก.พ.ร. ออกแบบระบบ(System design)ไม่เป็นทั้งคู่

ตัวอย่างเช่น: หัวขบวนของการบริหาร QA คือ ผู้นำ Leadership ที่เป็นตัวผลักดัน ระบบ ต่างๆ เข่นระบบตามเกณฑ์อีก 6 ข้อของ PMQA (รวมมีเกณฑ์ 7 ข้อ)

1. ก.พ.ร. ใช้วิธีลองผิดลองถูกกับมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศอย่างมือใหม่หัดขับ นอกจากไม่ประเมินที่ Leadership แล้ว...ยังสับสนให้ทำ PMQA แล้วยังให้ทำ SAR อีกด้วย ทั้งๆที่ทุกมิติของ SAR มีครบอยู่ใน PMQA แล้ว

2. สมศ. เกณฑ์ 7 ข้อของ สมศ.นอกจากไม่มีหัว Leadership แล้ว(หัวขาด) เกณฑ์ข้อต่างๆไม่ได้ทำเป็น"ระบบ"เพราะขาดเป้าหมาย(Aim/Purpose)และขาดขั้นตอนวิธีปฏิบัติ(Set of management practices)...เมื่อเกณฑ์การประเมืนของ สมศ.มิใช่"ระบบ" จึงไม่สามารถใช้ในการประเมินได้ เพราะกฏหมายบัญญัติให้มี"ระบบ"การประกันคุณภาพการศึกษา

 

  • แหม ทำไมอ่านใจผมออก เอ๊ย เดาสะเปะสะปะ ว่าผมพูดถึงเรื่องนั้นล่ะ ถูกใจ เอ๊ย แปลกใจจัง ^ ^!
  • ปรัชญาที่เขาทำ อาจคิดว่า เป็น adaptive process control ที่ทำไปแล้ว สักวันหนึ่ง มันจะเข้าสู่ asymptotic equilibrium ได้ด้วยตัวเอง
  • เพียง แต่เวลาแก้สมการที่อธิบาย adaptive control มันจะทำนายว่า อาจจะเกิด transient หรือสัญญาณ"หวีดกระฉูด" นำมาก่อน ขึ้นกับเงื่อนไขตั้งต้น และความแรงของมาตรการ
  • นึกไม่ออกเหมือนกันว่า เราจะเห็นปรากฎการณ์ทางสังคมอะไร ที่เทียบเท่า transient ที่ว่านี้ ?

อันดับแรกคือถูกใจประโยคนี้ครับ 

ใครคิดว่า มี DNA ก็เหมือนมีทุกสิ่งครบ ก็เหมือนกับเชื่อว่า ถ้าประเทศแถว ๆ อาฟริกาที่ฆ่าล้างบางกันรายวัน อยู่ ๆ มีคนครึ้ม เขียนรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา แล้วจะทำให้ประเทศสงบร่วมเย็น มีสันติสุข ประเทศเข้มแข็ง คนมีอารยธรรม ได้ในพริบตา อะไรปานนั้นแหละ

คือผมเชื่อว่าคนใกล้ๆตัวของผมคิดแบบนี้เยอะครับ เริ่มต้นด้วยการกำหนดนโยบายบนกระดาษให้สวยหรูไว้ก่อน(ฮา)

บันทึกนี้เพิ่มความมันส์ จากความเห็นของคุณ external links มากขึ้นไปอีกเท่าตัว

ผมอยู่หน่วยงานที่ทำ iso 9000 จาก version 1994, 2000 จนมาถึง 2008 พอจะซาบซึ้งในระบบพอสมควร

ระบบที่ดีควรเกิดขึ้นสอดคล้องกับวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ

สังคมตะวันตกคงเริ่มต้นได้ง่ายจาก write down what you do แต่สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบเขียนให้มันยุ่งยากเข้าไว้ ให้มันตีความได้หลายๆทาง แล้วก็ชื่นชมคนเขียนว่าเขียนได้เก่ง ชื่นชมคนตีความได้ถูกต้องว่าเก่ง (ฮา) คนไทยเป็นสังคมที่ไม่ชอบเขียนครับ ไม่ชอบกฎเกณฑ์ตายตัว บอกว่ามันอึดอัด ชอบหลวมๆยืดหยุ่น จะได้ดิ้นแถกไปได้เรื่อยๆ ใช้โวหารเข้าเชือดเฉือนเพื่อเอาชนะกันมากกว่าใช้การปฏิบัติ

คงอีกนานนะครับ เพราะระบบขับเคลื่อนหลักของไทยคือระบบราชการ ที่ทั้งเป็นตัวช่วยเหลือและตัวขัดขวาง เพราะไม่ได้ทำงานแบบสอดคล้องกัน

ระบบราชการไทยคือ ใครใคร่ทำก็ทำไป ใครไม่เห็นด้วยก็แย้งไป (กตร. ฟัดกันนัว) หัวหน้าอยากทำก็ช่างหัวหน้า ลูกน้องไม่อยากทำก็นั่งเฉยๆไปได้

จะเอาโทษลูกน้องต้องตั้งกรรมการ ชี้มูลความผิดที่ชัดเจน หากผิดขั้นตอนก็แสดงว่าลูกน้องบริสุทธ์

ผมไม่มีอะไรกับลูกน้องนะครับ แต่เห็นระบบสืบสวน สอบสวนที่ตั้งกรรมการ ประชุมกรรมการ สวบกัน 6 เดือน 1 ปี แล้วผลออกมาตัดเงินเดือน 3 เดือน แล้วมองไม่ออกว่ามันจะคุ้มค่าได้อย่างไร

ไปทะเลไกลโพ้นตามความคิดที่ไหลเข้ามาครับ

จะสรุปว่าเราไม่ค่อยได้คิดที่จะอยู่กับความเป็นจริงนี่ครับ เราตั้งความฝันเชิงอุดมคติมากไป ไม่สอดคล้องกับหลัก attainable with "stretch" เลยครับ  

 

  • เข้าใจว่า คุณ External Link เคยไปเขียนต่อท้ายไว้ใน เว็บข้อมูล TQF
  • (ดูจากสไตล์ น่าจะใช่ท่านเดียวกัน)
  • อ่านแล้วได้แรง...
Ico48
External Links [IP: 58.9.21.214]
12 ตุลาคม 2552 14:19
#49278

เรียนอาจารย์วิบุลที่นับถือ

  • ใช่แล้วเป็นคนเดียวกับ"ความเห็น"ที่สนใจสถาบันนี้เพราะเห็นความยิ่งใหญ่ของ ม.อ.เรื่อง Publication Technologies เป็นสถาบันแห่งเดียวที่เชื่อว่าสามารถปฏิรูปประเทศไทยทุกเรื่องให้พ้นจากความล่มจมได้...ข้าพเจ้าเป็นคนนอกแต่เลื่อมใสศรัทธา จึงอยากมีส่วนร่วม
  • เรื่อง"ระบบ"บริหารที่โลกเปลี่ยนแปลงเข้าใจยากมาก...รัฐธรรมนูญ 2540 ม.75 และ ฉบับ 2550 ม.78(2)เขียนไว้ชัดเจน แต่ไม่มีผู้นำประเทศท่านให้ความสนใจ..การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปแผนเศรษฐกิจและสังคมจึงล้มเหลวซ้ำซาก เพราะขาดระบบรองรับ

           นายกรัฐมนตรีเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำให้ การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปแผนเศรษฐกิจและสังคมประสบความสำเร็จได้ ที่ล้มเหลวมา 10 ปีก็เพราะไม่มีนายกรัฐมนตรีท่านใดที่ให้ความสนใจเรื่อง"ระบบ"

  • สังคมรัฐบาลสหรัฐเน้นที่เขียนระบบ write down what you do ที่ง่าย ชัดเจน กระทัดรัด ถูกต้องและแก้ไขปรับปรุงได้ แต่วัฒนธรรมไทยเขียนให้ยุ่งยากเพื่ออวดตัวว่ารู้มาก เช่น TQF มาจาก NQF.(National Qualification Framework) โดยมีรากมาจาก NVQ.(National Vocational Qualification) สมัยปี 1981 ที่ประเทศอังกฤษปฏิรูปการศึกษาให้มีระดับคุณวุฒิสอดคล้องกับระดับงานสาบอาชีพต่างๆ ดังนั้นNQF.ต้องการปรับระดับคุณวุฒิของเครือประเทศอังกฤษที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับคุณวุฒิการศึกษา(Level)4 และ 5 เมื่อปี 2004 ให้สอดคล้องกับสายอาชีพต่างๆในตลาดแรงงาน...คนที่มีประสบการณ์สามารถทำ TQF อย่างมีคุณภาพได้ไม่เกิน 4 หน้ากระดาษ(มิใช่น้ำท่วมทุ่งถึง 80 หน้า)และไม่ต้องรบกวนให้ผู้อื่นเสียเวลามาเขียนเอกสารประกอบให้ยุ่งยาก
  • ม.อ.มีอันดับโลก Webometrics ทิ้งห่างจุฬาฯที่ข้าพเจ้าเป็นนิสิตเก่ากว่า 200 อันดับ...แต่จุฬาฯก็ยังเป็นที่ 1 ในการจัดอันดับของ THE-QS อย่างไรก็ตาม หาก ม.อ.ให้ความสนใจเรื่องการ"บริหารระบบ" โดยเฉพาะ Baldrige Criteria แล้ว ม.อ.จะติดไม่เกินอันดับที่ 50 ของทั้ง Webometrics และ THE-QS ในเร็วๆนี้

          สาเหตุที่ไม่แนะนำ PMQA ทั้งๆที่มีเกณฑ์ 7 ข้อเหมือน   MBNQA เป็นเพราะ ก.พ.ร.เป็นมือใหม่หัดขับที่ไม่สันทัดและสับสนเรื่องการบริหารระบบ อีกทั้งมีจุดอ่อนที่ พ.ร.ฎ. การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีที่มิใช่การบริหารระบบ สำหรับลูกพี่ของ ก.พ.ร.เรื่องนี้ คือ สำนักงานเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ค้นตำหรับ TQA ก็มีปัญหาที่ทำไม่ได้ คือ การออกแบบระบบ(System design)

  • กำลังรวบรวมเรื่องการออกแบบระบบ(System design)ที่เคยมีประสบการณ์กับ US.Federal Government โดยนำตัวอย่างที่เน้นระบบ Competence-based Training โดยจะส่งให้สำนักแผนและสำนัก QA ของ ม.อ.เพื่อพิจารณานำไปประกอบการออกแบบระบบต่อไป คาดว่าจะส่งมาได้ภายใน 45 วัน
  • เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ
  • เรื่องระบบประกันคุณภาพ หวังกันว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาสังคม เดี๋ยวนี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเสียเองไปเรียบร้อย ถ้าอยู่ในมือของคนที่ทำไม่เป็น
  • เมื่อคืนนี้ มีแขกมาจากขอนแก่น ไปทานข้าวด้วย เขาเล่าว่าเขาไปวางแผนยุทธศาสตร์ให้โรงเรียนแห่งหนึ่ง เขาจี้ว่า เกณฑ์ใครก็ช่างเถอะ ไม่มีความหมายหรอก เขาท้าว่า ขอเพียงตั้ง KPI ว่าเด็กจบประถมแล้วอ่านออกเขียนได้ 100 % ตัวเดียว เขาก็มองว่า มันสุดยอดแล้ว
  • แต่ไม่มีใครรับคำท้า ด้วยเหตุผลที่ฟังแล้วจุกอก แต่จริงจังมาก ว่าเอาเกณฑ์ที่ถูกบังคับมาให้ผ่านก่อนเถอะ เด็กอ่านหนังสือไม่ออก-เขียนไม่ได้ ก็ช่างมัน รอได้
  • ฟังแล้วก็อุทานในใจว่า โอ้ว...
Ico48
External Links [IP: 58.9.20.166]
13 ตุลาคม 2552 15:51
#49329
  • ยินดีมากที่ได้แลกเปลี่ยนความเห็น
  • ระบบคุณภาพคือหัวใจสร้างความสำเร็จให้การปฏิรูปการบริหารทุกประเภท..ทั้งปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการเมือง ฯลฯ
  • ปฏิรูปการบริหารของไทยล้มเหลวทั้งภาครัฐและเพราะภาคเอกชนเพราะไม่เริ่มที่"สร้างหัวใจ"(System design)
  • การปฏิรูปการศึกษารอบแรกรวมทั้งงานของ สมศ. และงานของ สกอ. TQF การปฏิรูปการเมือง PMQA และ SAR รวมทั้ง TQA ของสำนักงานเพิ่มผลผลิตฯที่สอน PMQA ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้นเพราะไม่มีหัวใจ.. KPI และทุกมิติของ Balanced Scorecard ก็ต้องมีระบบรองรับ เพราะ BSC.มีระบบคุณภาพ MBNQA เป็นฐาน
  • Quality Manuals หลายพันองค์กรที่ได้ ISO 9000 ล้วนเป็นหัวใจปลอม เนื่องจากนำไปปฏิบัติไม่ได้ผลดีจริง
  • ความสำเร็จอยู่ที่การออกแบบระบบที่สามารถเทียบกับระบบที่เคยใช้ได้ผลดีเลิศมาแล้ว(Benchmarking Best Practice)เท่านั้น และต้องเลือกทำระบบให้เกณฑ์มาตรฐานที่ดีที่สุดซึ่งได้แก่ Baldrige Criteria.

บังเอิญเคยสะสมระบบประเภท Best Practices ไว้และกำลังรวบรวมพร้อมเขียนวืธีออกแบบระบบโดยย่อ  ตั้งใจจะส่งมาพร้อมตัวอย่างให้สำนัก QA และสำนักวางแผนของ ม.อ.ภายในปลายเดือน พ.ย.ศกนี้ และจะสำเนาให้อาจารย์วิบุลช่วยตรวจสอบดูว่า ระบบดีจริงตามที่คุยไว้หรือไม่

  • ขอบพระคุณครับ
  • เอกสารถ้าส่งมาให้ผม อาจเป็นการย่ำยีของดีเสียเปล่า ๆ (แม้ว่าตัวเองอยากจะเห็นเป็นอาหารตามากเพียงใดก็ตาม) เพราะผมไม่ได้ทำงานบริหารครับ และไม่มีประสบการณ์ที่จะช่วยตรวจสอบ
  • ที่เขียนบล็อก เป็นการแสดงความในใจออกมาเสียมากกว่า
  • ผมเคยเขียนถึงความเชื่อของผมในบันไดวิวัฒนาการของการจัดการเอกสาร
  • ความเชื่อที่ไม่ได้เขียนคือ ผมไม่เห็นด้วยที่จะใช้มนุษย์เป็นทาสระบบเอกสาร ไม่ว่าจะมีชื่อหรูหราว่าอะไรก็ตาม ที่ประโยชน์ที่เกิด (output) น้อยกว่าความพยายามที่ใส่เข้าไป (input) อย่างเทียบกันไม่ได้
  • ผมมองว่า เวลา เป็นทรัพยากรที่ราคาแพงมาก ถ้าเราลงทุนเวลา แล้วไม่สามารถเก็บเกี่ยว return on equity ตรงนี้ออกมาให้คุ้ม ก็ไม่ใช่แค่เสียเวลาเปล่า
  • ที่ตัวเองทำอยู่ ก็เป็นระบบจัดการ ไม่ใช่ระบบบริหาร มีงานเอกสารที่ต้องยุ่งเกี่ยวด้วยปีนึงก็ไม่กี่หน้า และมุ่งเป้าให้คนที่ทำงานให้ ลดงานเอกสารที่ไม่จำเป็นลงมาให้น้อยใกล้ศูนย์
  • แต่ถ้ากรุณาส่งมาให้จริง ๆ ผมก็มีคนในแวดวงใกล้ตัวที่เขาจะตรงสายงานกว่าในเรื่องการนำไปใช้ประโยชน์ ผมก็จะส่งต่อให้คนอื่นครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.80.219.236
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ