นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 326
ความเห็น: 0

สรุปการบรรยายของ Prof. Dipak C. Jain หลักสูตร วตท 24 ณ สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตอนที่ 1

สรุปการบรรยายของ "Prof. Dipak C. Jain" หลักสูตร วตท 24 ณ สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตอนที่ 1

ในภาพอาจจะมี 1 คน, แว่นกันแดด

Akkharawit Kanjana-Opas

15 พฤษภาคม เวลา 7:37 น. · กรุงเทพมหานคร, Bangkok Metropolis

ผมสัญญา..กับหลายท่านว่าจะพยายามถอดบทเรียนจากการฟังการบรรยายโดย Prof.Dipak C Jain ซึ่งมาบรรยายที่หลักสูตร วตท รุ่นที่ 24 ที่ผมเรียนอยู่ในหัวข้อ Global Leadership & Human Capital Development และคิดว่าสิ่งที่ท่านนำมาสอนและถ่ายทอดนั้นลึกซึ้งและเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่สนใจด้วยครับ และเนื่องจากสาระที่ท่านบรรยายนั้นมีเยอะผมอาจจะต้องแบ่งเป็นตอนๆ ครับ


ก่อนอื่น....ผมต้องของเล่าประวัติย่อๆของท่านก่อนนะครับว่าเป็นมาอย่างไรท่านถึงได้มาอยู่ที่ SASIN ต้องใช้คำว่าประวัติอย่างย่อๆ เพราะว่าท่านมีประวัติการทำงานที่ยาวนานและหลากหลายมากมายทีเดียว Prof.Dipak C Jain เกิดที่อินเดียในครอบครัวที่บิดานั้นตาบอด คุณปู่ของท่านจึงให้ชื่อว่า Dipak ซึ่งมีความหมายว่าตะเกียงที่จะส่องสว่างให้กับบิดาที่มองโลกไม่เห็น ท่านเรียนจบทางด้านคณิตศาสตร์และสถิติในระดับปริญญาตรีและโทที่อินเดีย ก่อนจะไปเรียนปริญญาเอกทางด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัย Texas, Dallas จากนั้นท่านก็ทำงานมามากมายไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารที่ United Airlines เป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาของฝรั่งเศสที่ชื่อว่า INSEAD ที่ประเทศสิงคโปร์ การเป็นอาจารย์ที่ SASIN หรือขณะนั้นเรียกว่า GIBA การเป็นอาจารย์ที่ Kelloggs และการรับตำแหน่งคณบดีของ Kelloggs ซึ่งเป็นคณบดีที่อายุน้อยในสมัยนั้น ท่านยังมีตำแหน่งงานอีกมากมายเกินที่จะเล่าได้หมดนะครับ การที่ท่านมาเป็นผู้บริหารของ SASIN ก็ด้วยการที่สมเด็จพระเทพฯได้ทรงเชิญให้ท่านมาช่วยงานที่ SASIN แม้ว่าท่านเองเพิ่งผ่านวิกฤตสุขภาพมาไม่นานมานี้จากการที่เป็นเนื้องอกในสมอง แต่ก็ผ่าตัดออกแล้วเรียบร้อย ท่านยังเล่าอย่างเป็นกันเองว่าตอนนี้ท่านมีปัญหาเรื่องสะโพกเนื่องจากการที่นอนอยู่นานๆ

"หลังผ่าตัดสมอง" แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าตลอดเวลาการบรรยายกว่า 3 ชั่วโมงนั้นท่านยืน เดิน ตลอดเวลา (แม้ว่าท่านจะเพิ่งลงจะเครื่องบินที่กลับมาจากบรัสเซลลส์เมื่อตอนก่อน 6 โมงเช้าวันที่บรรยายนั้นเอง ผมเข้าใจว่าท่านมาตรงจากสนามบินเลยครับเพราะแอบเห็น boarding pass ในกระเป๋าเสื้อด้านหน้าอกซ้ายของท่าน)
ด้วยบุคลิกลักษณะของท่านที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตานั้น ผมว่าหลายๆคนที่นั่งเรียนในวันนั้นสัมผัสได้ถึงความปราถนาดีและการมองโลกในแง่บวกซึ่งเป็นคุณลักษณะของผู้นำที่เยี่ยมยอด ท่านเล่าว่าในสมัยที่ท่านเป็นอาจารย์ที่ Kelloggs นั้นก็มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านนึงบอกว่ามีคนอยากจะให้ช่วยสอนเรื่อง Marketing และการเป็นผู้นำเพราะต้องการที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำของประเทศ ซึ่งท่านผู้นั้นคือนายโอบามา ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกาในที่สุด Prof.Dipak เล่าว่าท่านสอนให้กับโอบาม่า ทุกวันเสาร์ครั้งละ 1 ชม. โดยแลกกับการที่โอบาม่าต้องบรรยายให้นักศึกษาแอฟริกัน-อเมริกันที่ Kelloggs ฟังครั้งละ 45 นาทีหลังจากที่เรียนกับท่านแล้ว เพื่อให้สร้างแรงบันดาลใจในอาชีพและชีวิตให้กับกลุ่มนักศึกษาเหล่านี้ซึ่งถือว่าเป็นminorities หรือผู้ด้อยโอกาส ในประเทศสหรัฐ Prof.Dipak ยังเป็นผู้ที่ริเริ่มโครงการที่ช่วยให้นักศึกษาที่อยากเข้าเรียนที่ Kelloggs ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงนั้นสามารถเรียนได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย โดยการที่ท่านได้ทำข้อตกลงกับธนาคารว่าท่านยินดีเซ็นค้ำประกันการกู้เงินและการันตีว่านศ.เหล่านี้

สามารถที่จะจ่ายเงินคืนภายหลังสำเร็จการศึกษาได้ เพราะบัณฑิตของ Kelloggs มักจะได้งานที่ดีทำ ท่านเล่าว่ามีบ้างไม่กี่คนที่ค้างผ่อนชำระแต่ก็ด้วยเหตุสุดวิสัยที่ไม่ใช่เพราะไม่มีความรับผิดชอบหรือหลีกหนี ซึ่งหากท่านไม่ได้เจรจากับธนาคารและยอมค้ำประกัน นศ.เหล่านี้แล้ว เค้าก็คงไม่มีโอกาสหรือศักยภาพที่จะขอกู้ยืมเงินจากธนาคารด้วยตนเอง และย่อมไม่สามารถเข้าเรียนที่ Kelloggs ได้ในที่สุด และที่ Kelloggs นี้เองที่ท่านได้เป็นอาจารย์ของบุคคลสำคัญในประเทศไทยหลายๆท่าน อาทิเช่น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (รองนายกรัฐมนตรี) ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เจ้าของแนวคิด Thailand 4.0

เอาละครับ...มาเข้าเนื้อหากันดีกว่า ท่านเปิดประเด็นด้วยการเล่าให้เราฟังถึงวิวัฒนาการของธุรกิจในโลก (Evolution of Global Business) ซึ่งผมขอคัดลอกตารางที่ท่านได้สรุปไว้มาประกอบด้วย

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

Time Up to 19th Century 20th Century 21st Century
Focus Land Acquisition “Colonization” Free Market “Capitalism” Human Capital “Entrepreneurialism”
Players Countries Corporations Citizens
Impact Strength Success Significance

โดยสรุป...นั้นท่านเล่าว่าตั้งแต่ ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาจุดเน้นของธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปจากการยึดครอง/เข้าครอบครองทรัพย์สิน ไปสู่ตลาดเสรีซึ่งเป็นยุคของทุนนิยมในศตวรรษที่ 20 แต่ในปัจจุบันนั้นจะเน้นที่ ทุนมนุษย์หรือทรัพยากรบุคคล ซึ่งก็เป็นยุคของการเป็นผู้ประกอบการ ดังนั้นผู้ที่มีบทบาทสำคัญก็เปลี่ยนจาก ประเทศ ไปสู่บริษัท และ ประชาชนธรรมดา (ผู้ประกอบการ) ตามลำดับ ดูจากบุคคลที่มีอิทธิพลต่อโลกในยุคนี้สิครับ เช่น Steve Jobs, Mark Zuckerberg เป็นต้น และผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นก็เปลี่ยนจาก จุดแข็ง และความสำเร็จ มาเป็นความแตกต่าง (Significance) ซึ่งเป็นเรื่องที่อาศัยศักยภาพของบุคคลนั้นเอง และยังสอดคล้องกับหลักการทางการตลาดที่ปรมาจารย์ทางการตลาดชื่อดังกล่าวไว้ว่า

Differentiate or Die (อันนี้ผมเชื่อมโยงเอาเองจากที่ฟัง Prof.Dipak พูดเรื่อง Significance ของแต่ละบุคคลที่จะทำให้องค์กรและธุรกิจที่เค้าเป็นผู้นำอยู่นั้นมีความแตกต่างและอยู่รอดได้) แต่ทั้งนี้ท่านเล่าว่าคนที่จะก้าวไปสู่ความแตกต่างและโดดเด่นได้นั้นนั้นจะต้องผ่านอะไรมามากพอสมควรและประสบความสำเร็จมาก่อนที่จะสร้างความแตกต่างได้ ดังนั้นจึงสำคัญมากที่องค์กรชั้นนำในปัจจุบันจะมุ่งเน้นที่การคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมงาน เพราะหากได้บุคลากรที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาแล้วก็เป็นการยากที่จะทำให้องค์กรเจริญและก้าวหน้าได้ เพราะคนเหล่านี้จะไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ที่ให้ความแตกต่างได้เลย แต่ทั้งนี้ท่านก็ย้ำว่าความแตกต่างและความสำเร็จนั้นไม่ได้อยู่เฉพาะเรื่องธุรกิจและผลตอบแทนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือสังคม (social contribution) อีกด้วย และด้วยการที่ธุรกิจมีวิวัฒนาการเช่นนี้ องค์กรธุรกิจจึงจำเป็นที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน (transformation) อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆดังนี้คือ

- Globalization อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีสมัยใหม่
- การเปลี่ยนแปลงของประชากร ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
- ความไม่แน่นอน (uncertainty) ที่มีอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะเป็น   เรื่องของ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
- การบูรณาการการทำงาน (Integration) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคสังคม ซึ่งจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- Public scrutiny (การตรวจสอบการทำงานของรัฐ) ซึ่งจะส่งผลทำให้เรื่องของความโปร่งใส (transparency) และความน่าเชื่อถือ (accountability) นั้นมีความสำคัญมาก Prof.Dipak แนะนำว่า การกระทำอะไรก็ตามจะต้องคิดเสมอว่า อย่าทำในสิ่งที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ เพราะไม่มีวันที่ความลับจะเป็นความลับไปตลอด แต่ขอให้คิดว่าจะอธิบายเหตุผลในสิ่งที่กระทำลงไปได้อย่างไร

แค่ตอนแรก...ก็แน่นไปด้วยเนื้อหาแล้วนะครับ ผมรับรองว่าตอนต่อไปจะเข้มข้นยิ่งขึ้นครับ

ขอบพระคุณท่านรองเลขา สวทน.ที่อนุญาตให้ผมนำเอาบทสรุปของท่านมาเผยแพร่ โดยเนื้อทั้งหมดไม่ได้มีการตัดตอนใด ๆ ครับ

รอติดตามตอนที่ 2 ซึ่งจะสนุกกว่านี้อีกครับ

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 17 พฤษภาคม 2560 15:28 แก้ไข: 20 พฤษภาคม 2560 16:23 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Zenki และ Ico24 โอ๋-อโณ.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.162.164.247
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ