นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

อั้ม
Ico64
ความเคลื่อนไหวล่าสุด
  • ไม่มี
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 0

อ่าน: 3489
ความเห็น: 2

การบริหารเวลา (Time Management) (2)

เราควรจัดสรรเวลาไว้เพื่อรับมือกับธรรมชาติของสถานการณ์บางอย่าง

การบริหารเวลา (Time Management) (2)

ในเบื้องต้นนี้ เราควรจัดสรรเวลาไว้เพื่อรับมือกับธรรมชาติของสถานการณ์บางอย่าง เช่น

1. ควรมีเวลาว่างเพื่อรับงานที่ไม่คาดคิดบ้าง (Availability) เพราะวันหนึ่งๆไม่ได้หมายถึงว่าเราจะควบคุมทุกอย่างได้หมด อาจมีการเรียกประชุมด่วน ลูกน้องน้อยใจต้องการให้ปลอบใจ นายต้องการให้ทำงานแทนกระทันหัน นายเปลี่ยนความคิดให้เปลี่ยนวิธีการทำงาน ฯลฯ สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้ และถ้าเรามีเวลาที่ไม่แน่นเกินไป เราก็พร้อมรับมืองานพวกนี้ได้บ้าง และนั่นหมายถึงความยืดหยุ่นและความเป็นมืออาชีพ

ในการบริหารเวลาของเรา

2.จำกัดเวลาให้กับสิ่งที่มารบกวนเราไม่ให้มากเกินไป (Limiting Available) เช่น การใช้โทรศัพท์ มีคนโทรมาตื้อขอให้เราทำบัตรเครดิตหรือทำประกันชีวิต เราอาจบอกว่าแล้วเราจะติดต่อกลับไป คนมาขอข้อมูล

คนเดินมาพบโดยไม่นัดล่วงหน้า พวกประเภทพอดีมาเจอเลยอยากเล่าเรื่องโน่นเรื่องนี้ให้เราฟัง เราต้องตอบรับบ้าง แต่หากยืดเยื้อก็อาจบอกว่าเราจะโทรกลับไปทีหลังหรือแวะไปหาทีหลัง คือ เราต้องมีข้อจำกัดให้กับสิ่งต่างๆ ที่เราจะทำ ไม่ใช่รอหรือยอมรับเหตุการณ์เหล่านี้โดยไม่มีทิศทาง เราอาจให้เวลาน้อยสำหรับการขัดจังหวะพวกนี้ หากเกินขีดจำกัดหรือเรารู้สึกว่ามากไป เราก็ขอตัวและจะติดต่อกลับไปภายหลัง

3. จำกัดหรือกำหนดช่วงเวลาที่จะทำงานชิ้นหนึ่งๆ หมายความว่าเราควรประมาณการว่าเราจะใช้เวลาทำงานนั้นนานเพียงใด เหมือนการกำหนดเป้าให้ตัวเอง เมื่อเราใช้เวลามากเกินไปแล้ว เราต้องรีบถามตัวเองว่าเราจะยอมเสียเวลาต่อไปไหม คุ้มไหม ถ้าคิดว่าพอแล้วเราก็จะหยุดและสรุปเท่าที่ทำได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราอาจเสียเวลาไปกับสิ่งต่าง ๆที่ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป

4. ให้ความสำคัญกับงานนั้นๆ มีความสำคัญในระดับใด บางทีเมื่อเรารู้ว่าเราใช้เวลามากแล้วแต่ได้ผลน้อย ก็อาจต้องพิจารณา เพราะงานทุกอย่างไม่ใช่สำคัญเท่ากัน ความสำคัญกับความเร่งด่วนนั้นแตกต่างกันมากเราต้องดูที่ความสำคัญเป็นหลัก และให้เวลามากๆ กับสิ่งที่สำคัญ อาจใช้กฏของ Pareto’s Principle 80/20 Rule คือ ให้เราคิดว่างาน 100 ชิ้น จะมี20 ชิ้นเท่านั้นที่สำคัญๆ และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นให้เวลาที่จำกัดกับงานที่ไม่ต้องการเลิศลอย แม้หากมีเวลาเกิน เราก็ต้องถามว่าถ้าใช้เวลาเกินเท่านี้แล้ว มันคุ้มกับที่เสียไปไหม ทำอย่างอื่นคุ้มกว่าไหม และเอาเวลาไปให้กับสิ่งที่สำคัญมากกว่า

5. เกี่ยวพันกับเราแค่ไหน (Limiting Involvement) คือต้องวิเคราะห์ว่างานนั้นเกี่ยวพันกับเราแค่ไหน หากไม่เกี่ยวพันมากอย่ารับปากหรืออาสาทุกเรื่อง และที่สำคัญคืออย่าทำเองทุกเรื่อง ปล่อยให้คนที่เกี่ยวพัน

เรื่องนั้นมากกว่า รับภาระเรื่องนั้นไป แต่ถ้าเกี่ยวพันกับเราก็อาสารับทำเรื่องนั้นเลย

6. มาตรฐานที่จะทำในเรื่องนั้น ๆ (Limiting Standard) คือเราจะไม่กำหนดว่าทุกงานต้องเลิศลอย บางงานแค่พอใช้ก็พอ บางงานต้องพิถีพิถันตามแต่ที่เราพิจารณา เราต้องตระหนักว่างานทุกชิ้นไม่สำคัญเท่ากันหมดหรอก และที่สำคัญในความสำคัญนั้นๆ ก็ยังมีระดับที่สำคัญแตกต่างกันด้วยเราต้องกำหนดมาตรฐานที่จะทำเรื่องนั้นๆ ด้วย

7. วิเคราะห์ความเร่งด่วนของงาน (Limiting Urgency) ถ้างานนั้นไม่เร่งรีบให้นำงานนั้นมาวางแผนทีหลัง เพราะเรายังมีเวลาสำหรับการวางแผนอยู่ ถ้าเป็นงานเร่งด่วนต้องถามก่อนว่าเราจะทำไหม จะใช้เวลามากไหม คุ้มค่าที่จะทำไหม ถ้าเสียเวลาไม่มากก็อาจจะทำถ้าต้องใช้เวลามากและไม่คุ้มก็ยกเลิกไป

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 14 มกราคม 2551 18:50 แก้ไข: 03 ตุลาคม 2551 14:22 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

บันทึกนี้ดีมากเลย
Ico48
akejung [IP: 202.28.66.23]
26 มีนาคม 2551 13:47
#25649

เอื้อ เราชอบเกี่ยวกับ Time Management ที่เอื้อเอามาเล่าสู่กันฟังมากๆ เลย

อันเนื่องมาจากเรารู้สึกว่า ตัวเองจัดการเวลายังไม่ดีพอ :P~

แล้วจะแวะมาติดตามงานเขียนอีกนะ สู้ๆ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.238.184.78
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ