นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1474
ความเห็น: 0

ระบบ 5ส ก็เป็น PDCA จริงหรือ?

ระบบ 5ส ก็เป็น PDCA จริงหรือ?

สวัสดีค่ะทุกท่าน

    เดือนนี้ขอนำ Tip ที่เกี่ยวข้องกับ PDCA เกี่ยวข้องอย่างไรกับ 5ส เรามาอ่านบทนี้กันค่ะว่าจริงหรือไม่ที่ว่า ระบบ 5ส ก็เป็น PDCA 

        วงจรของการจัดการคุณภาพ PDCA เป็นที่รู้จักกันดี และมีการนำไปใช้ใน Management Tools ต่างๆอย่างแพร่หลาย แต่น่าแปลกใจที่ไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึง 5ส ในแง่มุมของ PDCA นั่นอาจจะเป็นเพราะเราดูถูกดูแคลน 5ส ว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ถึงขั้นที่จะเป็นวงจรแห่งการจัดการคุณภาพและยกย่องให้เป็น Management Tools เหมือน TQM/TPM หรือ นั่นอาจจะเป็นเพราะ คำที่เราใช้เรียกกันมาแต่เดิมที่ว่า สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และ สร้างนิสัย นั้น ไม่ทำให้มองเห็นความเชื่อมโยงของ ส แต่ละตัว ที่ต่อเนื่องกันเป็นวงจร จึงเห็น ส แต่ละตัว เป็นอิสระจากกัน ไม่เห็นเป็นภาพต่อเนื่องของวงจร PDCA

          แต่ถ้าหากเราเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความหมายที่แท้จริงของ ส แต่ละตัว อย่างเป็นรูปธรรมแล้วละก็ เราจะต้องเห็นภาพของวงจรแห่งการจัดการคุณภาพ PDCA อย่างแน่นอน และถ้าหากได้เพิ่มเติมรายละเอียดของขั้นตอนการดำเนินการเข้าไปแล้วละก็ อาจจะทำให้เห็นภาพว่าที่แท้ 5ส นี้ก็คือ Simplification ของ TQM/TPM

          สำหรับใครก็ตามที่เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้วบอกว่า “รู้แล้วไม่เห็นมีอะไรใหม่” ก็ไม่ต้องอ่านต่อ ให้ไปอ่านบทความอื่นๆ แต่ถ้าใครยังสงสัยหรือยังมองไม่เห็นว่า 5ส จะมองเป็น PDCA ได้อย่างไรกันนะ ก็อ่านต่อไปนะค่ะ

          เท่าที่พบเห็นในการปฏิบัติจริงนั้น ยังมีบางส่วนที่ยังคงยึดติดกับรูปแบบมากกว่าวัตถุประสงค์ นั่นอาจเป็นเพราะว่า การนำมาใช้ ไม่ได้เกิดจากความต้องการของผู้ปฏิบัติงานเอง แต่เกิดมาจากการมอบหมายให้ทำของผู้บังคับบัญชา หรือ เห็นเขาทำกันก็นึกอยากจะทำบ้าง สิ่งที่บ่งชี้ว่าเป็นการทำโดยยึดรูปแบบมากกว่ายึดวัตถุประสงค์ ก็คือ การมีคำถามจากผู้ปฏิบัติงานว่า “ทำ Visual Control ไปทำไม” และโดยส่วนใหญ่ที่พบก็จะเป็น Visual Indicator มากกว่าเป็น Visual Control เพราะทำให้ทราบแต่เพียงสถานะของสิ่งนั้นว่ามีอยู่มากน้อยเพียงใด แต่ยังไม่สามารถทำให้ทราบถึงสภาวะที่แท้จริงของหน้าที่การทำงานว่ายังคงทำงานเป็นปกติหรือว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว และไม่สามารถทำให้ทราบถึงว่าจะต้องดำเนินการแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้อย่างไร

         ความแตกต่างระหว่าง Visual Indicator กับ Visual Control ที่พอจะขยายความให้เข้าใจได้ก็คือ

- Visual Indicator คือ การแสดงด้วยการมองให้เห็นถึงสิ่งที่ทำหน้าที่หรือแนะนำสิ่งที่ควบคุมดูแล
- Visual Control คือ การควบคุมดูแลด้วยการมองที่ทำให้เห็นถึงความผิดปกติ (Abnormal) ในการทำหน้าที่ (Function) ซึ่งควรจะทำของสิ่งที่ต้องการควบคุมดูแล

             ถ้าดำเนินการโดยยึดติดกับวัตถุประสงค์แล้วนั้น Visual Control มักจะเกิดขึ้นภายหลังจากผ่านการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่หน้างานแล้วค้นพบสาเหตุแห่งปัญหาว่าเกิดจากความผิดปกติที่จุดนั้น จึงมีความต้องการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานั้นซ้ำขึ้นมาอีก จึงจัดทำเป็นมาตรการควบคุมให้จุดที่เป็นสาเหตุนั้น เป็นปกติอยู่เสมอ เมื่อจุดที่เป็นสาเหตุนั้นเป็นปกติอยู่เสมอแล้ว ปัญหาก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นจากสาเหตุนั้นได้อีกต่อไป โดยมีเงื่อนไขอยู่ 3 ประการ
1.ต้องเป็นการบำรุงรักษาสภาพที่เป็นปกติโดยที่ไม่มีความกำกวม
2.ต้องเป็นระบบที่มองเห็น แล้วทราบ และสามารถแจ้งเตือนการเกิดความผิดปกติได้
3.ต้องมีความสามารถในการดำเนินการแก้ไขความผิดปกติได้อย่างสมบูรณ์

            Visual Control นั้น หากกล่าวถึงความจำเป็นโดยการพิจารณาจากมุมมองที่สรีระของมนุษย์ หรือ จิตวิทยาในการรับรู้ของมนุษย์แล้ว จะพบว่ามนุษย์มีลักษณะเฉพาะ 10 ประการ
               1.กระทำแบบย่นย่อและตัดบท 
               2.กระทำแบบตอบโต้
               3.ควบคุมแปรเปลี่ยนไปตามสภาพจิต
               4.ไม่สามารถระมัดระวังสิ่ง 2 สิ่งพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
               5.ลืมทันที
               6.ถ้าถูกรบกวนก็จะเสียสมาธิ
               7.ศักยภาพในการระมัดระวังไม่คงที่และมักจะลดต่ำลง
               8.คาดเดาและคิดไปเอง
               9.ดูผิด
               10.ควบคุมด้วยสภาพร่างกาย

นั่นคือ ถ้าหากจะมีความจำเป็นต้องทำ Visual Control ก็คงเป็นเพราะ
               1.คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มักทำผิดพลาด 
→รู้กลไกของการไม่ระมัดระวังและการกระทำในระดับที่ต้องอาศัยความรู้
               2. ความผิดพลาดของคนเป็นผลผลิตของกิจกรรมของเซลสมอง →รู้ความสามารถในการตัดสินใจจะด้อยที่สุด
               
3. ความผิดพลาดของคนถูกควบคุมด้วยการทำงานของสายตา →ขึ้นอยู่กับขอบเขตของสายตาและข้อมูลที่ได้จากสายตา
โดยวัตถุประสงค์แล้ว Visual Control น่าจะแบ่งระดับของการทำได้ดังนี้
           ระดับที่ 1 Visual Indicator มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อแสดงสถานะความมีอยู่ของสิ่งนั้นว่าอยู่ในระดับที่เป็นปกติหรือผิดปกติ แต่ยังไม่ทำให้ทราบว่าสิ่งนั้นทำงานเป็นปกติดีอยู่หรือไม่
               
ระดับที่ 2 Visual Control มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นได้ถึงการทำงานที่เป็นปกติหรือผิดปกติของสิ่งนั้นด้วย
               
ระดับที่ 3 Visual Management นั้น ก็จะมุ่งวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นการจัดการว่ายังเป็นปกติหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้น
               
ระดับที่ 4 Visual Factory มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงสถานะของกระบวนการในโรงงานโดยรวมว่ายังคงความเป็นปกติดีอยู่ หรือ มีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้วที่จุดใดบ้าง

Visual Control จึงเป็น “ระบบที่สิ่งที่ควบคุมดูแลนั้น จะเป็นผู้ตัดสินความผิดปกติเอง และสิ่งที่มีความผิดปกตินี้จะแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลได้รับทราบถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นและให้ผู้รับผิดชอบได้รีบเข้ามาดำเนินการแก้ไขอย่างเหมาะสมทันเวลา

มาตรการในการดำเนินการคือ
1.แสวงหาวิธีทำให้ดูง่าย : 
ทำให้มองเห็นได้ ทำให้เห็น ทำให้โผล่ออกมา ไม่ต้องยุ่งยาก
2.แสวงหาวิธีที่ทำให้ทราบได้ง่าย : 
กำหนดปริมาณความผิดปกติและปกติ ทำให้ทราบ ใช้สี และทำให้ตัดสินได้ด้วยจินตนาการ
3.แสวงหาวิธีแจ้งเตือนให้ทราบโดยทันที : 
ระบบที่สะดุดตา ตกใจหรือผิดวิสัยปกติ

ถ้าจะกล่าวโดยสรุปแล้ว Visual Control ก็คือ
               1.แก่นแท้หัวใจของการมองด้วยตา เป็นการแสวงหาความสะดวกให้กับมนุษย์
               
2.เงื่อนไขที่สำคัญ 3 ประการ คือ
                              
2.1 ไม่กำกวม
                              
2.2 เป็นระบบที่ทำให้มองเห็น ได้ทราบ และแจ้งเตือนให้รู้เพื่อเข้าดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว
                              
2.3 มีความสามารถในการปฏิบัติการแก้ไขให้กลับคืนเป็นปกติได้
               
3.  ทำหน้าที่ควบคุมดูแลรักษาสภาพและควบคุมดูแลเชิงป้องกัน

               Visual Control ควรดำเนินการเฉพาะในจุดที่เป็น Critical ของเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือ กระบวนการ ที่ต้องการควบคุมให้การทำงานเป็นปกติอยู่เสมอเท่านั้น หรือ ควรเป็นจุดที่ความผิดปกติของสิ่งนั้นเป็นสาเหตุรากเหง้าของปัญหา แต่การแก้ไขปรับปรุงยังไม่สามารถกำจัดสาเหตุดังกล่าวให้หมดไปได้อย่างแท้จริง จึงยังคงทำได้เพียงควบคุมการทำงานให้เป็นปกติเท่านั้น เพราะว่า ถ้าหากสามารถกำจัดสาเหตุรากเหง้าของปัญหาใดๆได้อย่างแท้จริงแล้ว ก็จะไม่มีความจำเป็นต้องทำการตรวจหาความผิดปกติใดๆอีก ซึ่งการกำจัดสาเหตุรากเหง้านี้ ควรกำหนดให้เป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกกระบวนการแก้ไขปรับปรุง

            Visual Control ไม่ควรดำเนินการหมดทุกจุด เพราะบางจุดไม่เคยเกิดปัญหา หรือ ความผิดปกติของสิ่งนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุของปัญหา ผลของการควบคุมที่จุดนั้นจึงไม่ช่วยป้องกันปัญหา อีกทั้งการดำเนินการแต่ละจุดมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเสมอ จึงต้องมีการพิจารณาทบทวนถึงวัตถุประสงค์และความคุ้มค่าของการลงทุนเพื่อดำเนินการในแต่ละจุดด้วยเสมอ

            Visual Control ใน 5ส ก็คือ การทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ ส สะอาด ด้วยการพยายามทำให้ทุกสิ่งที่เป็นเงื่อนไขในการทำงานอยู่ในสภาพที่เป็นปกติอยู่เสมอ เพราะว่า “สกปรก” คือ “ผิดปกติ” และ การทำให้ “สะอาด” คือ การทำให้กลับสู่ความเป็น“ปกติ” นั่นเอง

ขอบพระคุณข้อมูลบทความดีๆ จาก : http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=1504&read=true&count=true

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ (keywords): 5ส  คณะวิศวกรรมศาสตร์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 16 ตุลาคม 2555 22:10 แก้ไข: 16 ตุลาคม 2555 22:15 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา, Ico24 เปตอง, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.161.49.216
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ