นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

pjo talk
Ico64
Jhayanin Oui Prachyanusorn
อาจารย์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ความเคลื่อนไหวล่าสุด
  • ไม่มี
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 0

อ่าน: 1582
ความเห็น: 3

ความชั่วเล็กน้อย ความดีเล็กน้อย

เดี๋ยวนี้เราใช้ค่าเฉลี่ย การไม่ใช้ค่าจริงทำให้ไม่เห็นความจริง เรื่องเกี่ยวกับความดีความชั่ว มีบางคนเชื่อว่า "คุณธรรมวัดไม่ได้"

ด้วยสังคมที่รีบเร่ง เราทำงานด้วยฐานคิดเรื่องประสิทธิภาพ และต้องเป็นอะไรที่วัดได้ พอถึงตอนประเมิน ผู้บริหารก็ไม่สามารถจะดูในรายละเอียดได้ ด้วยว่ามีจำนวนมากเกินไป จึงเลือกดูค่าเฉลี่ย(ถัวๆ)

การใช้ค่าเฉลี่ย การไม่ใช้ค่าจริง ทำให้ไม่เห็นความจริง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ผลผลิตทั้งหมดเกิดจากสมองของคนแต่ละคน กลับถูกละเลย

ค่าเล็กค่าน้อยละเลยกัน ด้วยเห็นว่าไม่สำคัญ

โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความดีความชั่ว มีบางคนเชื่อว่า  "คุณธรรมวัดไม่ได้" (ที่มหา'ลัยข้างๆ กรรมการมหา'ลัยมีความเชื่ออย่างนี้ ดังนั้นในการสรรหาผู้บริหาร แม้จะมีข้อประเมินเรื่องคุณธรรมก็จึงตกลงกันไม่ประเมินเรื่องนี้ โดยเสียงข้างมาก(นิ่งเงียบ-ไม่มีปาก) เสียงค้านสองสามเสียง อีกจำนวนหนึ่งไม่มาประชุมแม้จะทราบว่าวาระนี้สำคัญมาก)

วันนี้อ่านไทยรัฐ คุณกิเลน ประลองเชิง อ้างถึงคุณประสิทธิ์ ฉกาจธรรม เล่าเรื่องพินัยกรรมของเล่าปี่ มีคำสอนที่ดีมาก ดังนี้

อย่าเห็นแก่ความชั่วเล็กน้อย จึงได้กระทำ

อย่าเห็นว่าเป็นความดีเล็กน้อย จึงไม่กระทำ

มีเพียงสติปัญญาและคุณงามความดีเท่านั้น

จึงจะเอาชนะใจผู้คนทั้งปวง

 คุณกิเลนสรุปว่า "ผู้นำพวกที่นิยมใช้ 'คุณทรามความชั่ว' เหยียบย่ำทำลายน้ำใจผู้คน ไม่เพียงเอาชนะในสมรภูมิตรงหน้าไม่ได้ ตอนตายก็อาจไม่มีดินกลบหน้า  อย่าว่าแต่จะดิ้นรนหาแผ่นดินอยู่"

คนสมัยนี้ ที่คิดแบบค่าเฉลี่ย(ถัวๆ) หรือที่บางคนเชื่อว่าคุณธรรมวัดไม่ได้ ก็คงมีปัญหาในทางปฏิบัติ

เรื่องนี้ในเมืองไทยวันนี้ มองไปทุกที่ทุกกิจการทุกกิจกรรม  ดูเหมือนจะมีความเข้าใจไม่เท่ากันในคุณธรรมความดีความงาม 

หมวดหมู่บันทึก: ประกันคุณภาพ ตัวชี้วัด ประเมินผล
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 07 เมษายน 2553 11:31 แก้ไข: 07 เมษายน 2553 11:31 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งโลก ทรงสอนไว้ว่า ....ขึ้นชื่อ ว่าความชั่ว แม้เล็กน้อยก็อย่าประมาท ไม่ทำเสียเลยดีกว่า ปลอดภัยกว่า เพราะผลจากความชั่วนั้นจะทำให้เกิดทุกข์ต่อไปทั้งในปัจจุบันและอนาคตอีกยาวนาน แม้กระทั่งหลังจากตายไปจากชีวิตนี้  ตรงกันข้ามขึ้นชื่อว่าความดี หรือบุญกุศล แม้เล็กน้อยเพียงใด ก็อย่าประมาท ก็ให้รีบทำโดยเร็ว เพราะจะทำให้เกิดความสุขต่อไปอีกยาวนานเช่นกัน

 

 การทำบาปแล้วไม่สามารถล้างบาปได้ครับ แต่อาจทำความดีให้มากกว่ามาก ๆ เพื่อให้ความทุกข์ที่เป็นผลของบาปนั้น ส่งผลได้ไม่ถนัดนัก เปรียบได้กับ บาปเป็นเกลือ บุญเป็นน้ำ   หากมีน้ำมากเป็นโอ่ง เกลือเพียงช้อนชาก็ไม่อาจส่งผลให้เกิดความเค็มได้มากครับ

ถ้าใช้คำว่าคุณธรรม ดูแล้วอาจวัดไม่ได้  ลองใช้คำว่าศีลธรรม  วัดได้แน่ครับถ้ากล้าวัด  วัดกันที่จำนวนข้อของศีลของแต่ละคนก็ได้ครับ (เป็นเบื้องต้น)

ส่วนดัชนีชี้วัดขององค์กร หากพยายามช่วยกันก็น่าจะหาได้ครับ  (ยกเว้นว่าองค์กรไม่ใส่ใจ หรือมีความรู้ทางด้านนี้  ซึ่งก็จะเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งว่าบุคลากรขาดความรู้ทางทฤษฎี ซึ่งก็เป็นการยากที่จะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติครับ)  ยกตัวอย่างเช่น จำนวน case ของการลักขโมย   จำนวน case ของการทะเลาะวิวาท   จำนวนชั่วโมง/วัน ของบุคลากรที่ได้มีการอบรม ปฏิบัติทางด้านคุณธรรม  ฯลฯ  

เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ เรื่องเกี่ยวกับบาปบุญ

แต่เรื่องการวัดคุณธรรมนี่ ถ้าวัดด้วยจำนวนข้อศีล ว่าอย่างแรงๆนะครับ ผมว่า หลายคนที่ศีลขาดเป็นประจำ คนนั้นก็จะไม่ใช่คนปกติ เป็นคนต่ำกว่ามาตรฐานของความเป็นมนุษย์ (มาตรฐานของคนเพื่อเป็นมนุษย์ต้องมีศีล ๕) ถ้า อ. ใช้เกณฑ์นี้วัด ผมว่ายุ่งแน่ เพราะเราคงจะคบหาเขาไม่ได้ เช่น ผู้บริหารชายที่แต่งงานแล้ว แต่ก็มีการโจทกันทั่วว่าเขาไปมีเพศสัมพันธ์กับพนักงานสาวที่แต่งงานแล้ว จนในที่สุด พนักงานสาวนั้นก็หย่าพร้อมกับได้รับการเชิดชูก้าวหน้าในที่ทำงาน ถ้าเอาศีลมาวัด ผลคงไม่เป็นเช่นตัวอย่างนี้

เรื่องศีล พระพุทธองค์ได้บอกไว้ว่า เหตูหนึ่ง(และเป็นเหตุที่สำคัญมาก)ที่ทำให้คนเราทะเลาะกัน ก็คือ ความไม่เสมอกันด้วยศีล (ศีลสามัญญตา) ความบกพร่องในศีลข้อหนึ่ง (โดยละเลยและพยายามหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร) จะส่งผลให้พื้นฐานความคิดในทุกด้านบิดเบือนไป จนพร้อมที่จะทำ-พูด-คิดในทางที่ผิดได้ทั้งหมด รวมทั้งในเรื่องหน้าที่การงานด้วย และเมื่อศีลไม่เท่ากัน ใครพูดทักท้วงอธิบาย ก็ย่อมจะไม่มีทางที่จะเข้าในตรงกันได้ เพราะพื้นศีลไม่เท่ากัน 

ทีนี้ถ้าเรายังต้องอยู่กับเขา เช่นต้องทำงานร่วมกัน ผมก็ยังยืนยันว่า เราควรจะต้องเชื่อว่าคุณธรรมวัดได้ และจะต้องให้มีผลในทางปฏิบัติ

ก็ดีครับที่ อ. เสนอหาวิธีที่จะวัดในเชิงปริมาณ และที่ต้องทำต่อหลังจากวัดได้แล้วละ เผยแพร่เป็นข้อมูลรวมๆแบบถัวเฉลี่ยใช่ไม๊ครับ ผมเชื่อว่าเสร็จแล้วก็มีผลกระทบน้อยมาก

นี่ละครับ ผมถึงว่า ค่าเฉลี่ยใช้ประโยชน์ไม่ได้

วิธีทำงานตามรากเหง้าการคิดแบบเอเชีย จุดบกพร่องเพียงจุดเดียวก็ต้องแก้ไข ถ้าเราได้เรียนแนวคิดการบริหารแบบญี่ปุ่น ก็จะเห็นแนวคิดนี้ยังสืบทอดต่อ

คุยกันต่อนะครับ ขอบคุณครับ 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.205.176.85
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ