นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1409
ความเห็น: 4

กลยุทธ์ในการผลิตบัณฑิตปริญญาตรี

สิ่งที่พวกนี้ได้จากมหาวิทยาลัย กลับไม่ใช่ความรู้ในห้องเรียน แต่กลับเป็นความรู้นอกห้องเรียน

มีคำถามว่า 

"ในฐานะที่ท่านเป็นบุคลากรแนวหน้าของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ท่านจะมีกลยุทธ์อะไรบ้างในการผลิตบัณฑิตปริญญาตรีให้เป็นคนเก่งและดี มีความสุข (ทำให้สังคมเป็นสุขได้ด้วย) รวมทั้งมีความอดทน"

ผมมีเพื่อน รวมทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องมากมาย ที่จบจาก ม.อ. ของเรา ที่ได้ดิบได้ดีในสังคม พวกนี้มักจะเรียนไม่เก่ง หรือจะให้พูดตรงกว่านั้น คือพวกนี้ได้รับเกรดไม่ดี สิ่งที่พวกนี้ได้จากมหาวิทยาลัยมากกว่านั้น กลับไม่ใช่ความรู้ในห้องเรียน แต่กลับเป็นความรู้นอกห้องเรียน

ผมคงจะไม่โต้แย้ง ว่าความรู้ในห้องเรียนไม่สำคัญ เพราะนั้นคือหลักสูตรที่ผู้รู้ได้สร้างกันเอาไว้ ว่านักศึกษาสาขาใดสาขาหนึ่ง จะต้องทำอย่างไร ศึกษาเรื่องอะไร มีทักษะอย่างไรจึงจะผ่านหลักสูตร สมควรได้รับปริญญาใบนี้ไป ถ้าเราจะผลิตบัณฑิตให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข ก็ควรจะให้เขาอยู่ในสังคมที่มีแต่คนดี คิดดี พูดดี พัฒนาคุณธรรมของผู้ที่จะ "แนะนำ" เขา เป็นผู้ที่ "แนะ"ดี และ "นำ"ดี สร้างสังคมในมหาวิทยาลัยให้มีความสุข ด้วยความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐาน (Infra-Structure) และสิ่งอำนวยความสะดวก (Facility)


ความรู้นอกห้องเรียนไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม การอยู่ร่วมกับเพื่อนในหอพัก ชีวิตของเด็กที่อยู่หอ (หอใน) ทำให้เขารู้จักปรับตัว ยอมรับคนที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกัน การอยู่หอใน ไม่ใช่ภาวะจำยอม ที่คนไม่มีเงิน จำเป็นต้องอยู่หอใน ไม่มีฐานะพอที่จะออกไปอยู่หอพักเอกชนนอกมหาวิทยาลัย หรือบ้านเช่าส่วนตัว เด็กที่เคยถูกบังคับให้อยู่หอใน จะรู้จักการปรับตัว เรียนรู้คนที่จากต่างวัฒนธรรม เรียนรู้คนที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกัน และจะเกิดการเรียนรู้ "ทักษะชีวิต" อีกมากมายที่เกิดจากการอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย การต่อสู้กับความลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกัน นอกจากนั้นยังมีการทำกิจกรรมนักศึกษา การออกค่าย อาสาพัฒนา พวกเล่นดนตรี พวกเล่นกีฬา พวกที่ฝังตัวอยู่ในห้องสมุด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่นักศึกษาจะได้รับ จากการใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

โจทย์ที่อาจารย์ตั้งมา ผมคงจะตอบว่ามหาวิทยาลัยควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้นอกห้องเรียนในสัดส่วนที่มากกว่านี้ ให้พวกเขากล้าคิด กล้าทำ มีทักษะที่จำเป็นในการออกไปสู่สังคม ออกไปทำงานอย่างสร้างสรรค์และที่สำคัญ ...... ไม่สร้างปัญหาให้แก่สังคม


มีภาพหนึ่งผุดขึ้นมา ภาพที่ผมไม่ได้เห็นมาเนิ่นนาน ภาพของกิจกรรมนักศึกษาเบ่งบาน มันหายไปจากมหาวิทยาลัยของเราได้อย่างไร

เมื่อครั้งงานรับน้องเมื่อปี 2528 ก้าวแรกที่ผมเดินเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีคัทเอ๊าท์ใหญ่ที่รุ่นพี่เขียนไว้อย่างมหึมายาวร่วมยี่สิบเมตร เขาเขียนเอาไว้ว่า

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว…”

 


ช่วงนี้ กระแสของ "จิตตปัญญาศึกษา" กำลังเข้ามา สิ่งเหล่านี้นับเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่งในระบบการศึกษา ผมเคยอ่านบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการศึกษาในนิตยสารของอเมริกาเมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว ว่าเดี๋ยวนี้ อเมริกาเขาไม่เล่นเครื่องไม้เครื่องมือกันแล้ว แต่เขาเล่นเรื่อง "กระบวนการ" มาใช้เป็นนวัตกรรม สิ่งเหล่านี้ได้แก่กระบวนการคิด กระบวนการจิตวิทยา เรื่อง Cognitive Thinking ในสมัยนั้น เป็นคำใหม่ ที่ผมต้องค้นคว้าต่อจากหนังสืออีกหลายเล่มกว่าจะเข้าใจ ในที่สุดแล้ว สิ่งที่ฝรั่งคิด ล้วนตรงกับหลักการสอนของพระพุทธเจ้านี่เอง

ยี่สิบปีต่อมา สิ่งที่เป็นนวัตกรรมของอเมริกาเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ได้นำมาใช้กันแล้ว หลักการคิดแบบจิตตปัญญาศึกษาจะช่วยนักศึกษาของเราได้เป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่านักศึกษาของเราในปัจจุบันเรียนกันอย่างฉาบฉวย เรียนกันหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเอาใบ "ปริญญา" โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวม สังคม ในขณะที่มหาวิทยาลัยของเราก็ยังเห็นดีเห็นงามกับรางวัลชนะเลิศ รางวัลดีเด่น รวมถึงความสำเร็จต่างๆ ที่นำมาเชิดชูกันทำให้สิ่งเหล่านี้ติดตัวนักศึกษาออกไปโดยที่เราก็ไม่ทันระวัง

ดังนั้น เมื่อจบออกไป คนเหล่านั้นจะยังคงมีความสับสนในชีวิต วิชาการก็ไม่แม่นยำ แก่นแท้ก็ไปไม่ถึง เป็นอันตรายต่อการสร้างชาติอย่างยิ่ง เพราะถ้าบุคลากรในประเทศไม่สามารถนำวิชาความรู้มาแก้ไขความทุกข์ซึ่งเป็นเรื่องจริงของชีวิตได้ มิหนำซ้ำยังเอาไปหาประโยชน์ใส่ตัว เบียดเบียนผู้อื่นและเกิดการบริโภคอย่างเกินพอดี ยิ่งจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคม จนกลายเป็นสังคมแห่งความทุกข์ 


จนเมื่อถึงวันหนึ่งที่ความสุขด้านนอกตัวไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริงของคนในสังคมได้แล้วนั่นแหละ จึงค่อยย้อนกลับมาสู่ประตูธรรม หันหน้าเข้าพึ่งพาความรู้ที่ช่วยเยียวยาจิตใจ เช่น หลักศาสนาของตน เป็นต้น 


เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องน่าเสียดาย หากบุคลากรของชาติมัวไปเสียเวลากับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชาติโดยรวม กว่าจะเข้าใจชีวิตและหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ อาจใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต 

(ข้อความสามย่อหน้าสุดท้าย ผมเห็นว่าสอดคล้องกับแนวคิดนี้พอดี เลยคัดลอกมาฝากกัน

จากบทความคอลัมน์ จิตวิวัฒน์ ในหนังสือพิมพ์มติชน

โดย จารุพรรณ กุลดิลก แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) www.jitwiwat.org)

หมวดหมู่บันทึก: พัฒนางานประจำ
คำสำคัญ (keywords): การบ้าน  นบ.ม.อ.2
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 28 สิงหาคม 2552 22:52 แก้ไข: 29 สิงหาคม 2552 09:51 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

สิ่งที่สำคัญคือต้องจัดการระบบการศึกษา ให้ สมดุล

จิตปัญญาศึกษา ต้องทำซ้ำๆๆๆเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เหมือนวัคซีนที่ต้องฉัดตามระยะเวลาที่หมอนัด เช่นเดียวกันกระบวนการบ่มเพา นักศึกษา มิอาจทำเพียงครั้งเดียวได้ หากแต่ต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ฝังในจิต จนกลายเป็นภูมิคุ้มกัน....

Ico48
ทวาทศ [IP: 192.168.100.112]
30 สิงหาคม 2552 15:49
#47798

ประโยคในคัทเอาต์ที่คุณไทยมุงเห็นในปี 28 ยังเป็นประโยคเดียวกับที่ผมเห็นตอนเป็นน้องใหม่ เมื่อ ปี 19 ครับ

แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปี นักศึกษาส่วนใหญ่ถอยกลับเข้าห้องเรียน พร้อมๆ กับที่นักเรียนส่วนใหญ่เริ่มใช้เวลาที่เคยอยู่กับพ่อแม่และเพื่อน ในตอนเย็นและวันหยุด... เข้าห้องเรียนพิเศษ

มีความเป็นห่วงเกิดขึ้นว่าสังคมเขาแคบลง เห็นแก่จิตใจคนอื่นน้อยลง  แต่เขาก็ยังพอพบหน้าเพื่อนใหม่อยู่บ้าง ยังได้ทะเลาะกัน ยังได้ยิ้มให้กัน

วันนี้เด็กรุ่นลูกผมเขานั่งอยู่คนเดียว... ท่องโลกไซเบอร์ไปกับคนที่ไม่เคยสัมผัสนิสัยใจคอ... คุยกันด้วยตัวหนังสือที่เป็นภาษาใหม่ๆ...อยู่กับข้อมูลที่ไม่รู้จริงหรือหลอก

หรือนั่นเพราะมันเป็นยุคของเขาแล้ว

งั้นคงเป็นผมเองที่ต้องถูกฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน

สิ่งที่ผมเขียน ยังคงเป็นเพียงแนวความคิด ความคิดเห็น ผมคนนอก ที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการการสร้างนักศึกษาจึงไม่ค่อยกล้าจะแสดงความคิดเห็นมากนัก ภาระงานของผมก็แค่เฉียดๆ ผิวๆ ดังที่มีคนพิพากษาเอาไว้

ถ้าจะเอาจริงกัน คงจะต้องจัดเสวนาพูดคุยกันหลายๆ รอบ ถึงสถานะปัจจุบัน ว่ามีจุดแข็ง จุดอ่อน อย่างไร มีลักษณะที่พึงประสงค์หรือยัง จากนั้นก็พูดคุยกันเพื่อหา "กลยุทธ์" ดังที่รองฯ วิชาการต้องการ

นั่นคือจะแตกออกเป็น "โครงการ" หรือ "แคมเปญ" ต่างๆ ที่จะสร้าง บรรยากาศ และจิตสำนึกความเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยให้กลับมา

แม้จะไม่เคยเรียนในมหาวิทยาลัย "ปิด" แต่เมื่อเป็นลูก"พ่อขุน" สิ่งที่ได้คือ การเรียนรู้ด้วยตัวเอง ประเมินความสามารถตังเอง วางแผนว่าเทอมนี้จะเรียนวิชาอะไร ต้องค้นคว้า อดทน ควบคุมตัวเองให้ได้เพราะไม่มีใครบังคับหรือจะต้องกำหนด สิ่งเหล่านี้หากมหาวิทยาลัยจะลองจัดการศึกษาให้สมดุล อาจจะช่วยได้บ้าง  บางสิ่งบางอย่างอาจจะต้องปล่อย.... ให้เรียนรู้เอง  เลี้ยงเด็กให้โต ค่ะ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.237.66.86
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ