นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

ทวาทศ
Ico64
ทวาทศ สุวรรณโร
นักประชาสัมพันธ์ ชำนาญการ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 1

อ่าน: 1318
ความเห็น: 5

เล็กๆน้อยๆ จากการเข้าประชุม

ผมเคยถามเพื่อนที่ทำหน้าที่จดรายงานการประชุมที่สำคัญๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น การประชุมคณบดี และ สภามหาวิทยาลัย ว่าทำยังไงถึงได้มีสมาธิที่แน่วแน่ได้ขนาดนั้น เพราะการประชุมบางนัดใช้เวลาเป็นวัน และมีหลายวาระ 

คำตอบก็คือ ให้ฟังแล้วจดอย่างเดียวไม่ต้องคิดตาม ไม่งั้นมัวแต่คิดเดี๋ยวตกประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญ (แต่ยุคนี้สบายหน่อย เพราะบางทีประธานสรุปมติมาให้เสร็จหลังประชุมแค่ 2 ชั่วโมง...อันนี้ผมว่าเองนะครับ) 

ผมเองเป็นคนที่ค่อนข้างสมาธิสั้นเวลาฟังการประชุม เพราะมักจะมีการ คิดตาม และ คิดไม่ตาม(คือเถียงในใจ)คนพูดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ในฐานะคนที่ได้รับมอบหมายให้หาข่าวจากการประชุม ผมเลยต้องทำการบ้านโดยถามหาก่อนว่ามีวาระอะไรน่าสนใจพอจะเป็นข่าวได้บ้าง เพื่อจะได้พยายามรวบรวมสมาธิให้ได้ในวาระนั้น และจะได้ปล่อยอารมณ์ในวาระอื่นๆ ตามหลักการจัดลำดับความสำคัญเรื่องการทำแผนกลยุทธของท่านอาจารย์พัฒนิจ โกญจนาท ที่ว่า อะไรที่มีโอกาสเป็นไปได้มากให้จัดไว้เป็นอันดับแรก ส่วนที่มันไม่สำคัญหรือยังเบลอๆ ให้เอาไว้ทีหลัง หรือไม่ต้องสนใจ  

หรือบางที่ผมก็มักจะคิดเปรียบเทียบความน่าเชื่อถือของคนพูดกับท่านอื่นๆ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นเรื่องของอคติ 

เรื่องคนพูดในเชิงสาระนั้น ผมเห็นความแตกต่างระหว่างคนพูด 2 ประเภท คือคนที่พูดจากประสบการณ์จากหน้าที่ๆ กำลังทำหรือเคยทำ  กับ คนที่ได้มีการศึกษาหาความรู้ด้านนี้มาอย่างดีแต่ยังไม่มีโอกาสลงมาปฏิบัติ 

คนที่ได้มีการศึกษาหาความรู้ด้านนี้มาอย่างดีแต่ยังไม่มีโอกาสลงมาปฏิบัติ จะได้รับความสนใจจากคนฟังมากกว่า เพราะพูดตรงใจคนฟัง สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างตรงไปตรงมา ตอบคำถามก็โดนใจคนถาม และคนฟังจะได้ความรู้เต็มที่ (ยกเว้นพวกทอล์คโชว์ที่เน้นโวหารเป็นหลัก) แต่หลายอย่างเอามาใช้จริงไม่ได้  

ส่วนคนที่พูดจากประสบการณ์จากหน้าที่ๆ กำลังทำ จะพูดดีอย่างไร มีประสบการณ์แค่ไหน ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยโดนใจคนฟังครับ เพราะคนพูดจะวาดฝันมากก็ไม่ได้ เดี๋ยวคนฟังจะมีคำถามว่าแล้วเมื่อไหร่จะทำ จะตำหนิชาวบ้านเพื่อให้ฟังแล้วหรอย คนฟังก็จะย้อนกลับมาถามถึงคุณภาพงานที่กำลังทำ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครทำได้ดี ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หากตั้งใจฟังเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงๆ กลุ่มนี้จะมีประโยชน์มาก  

เราจะเจออย่างนี้ในทุกการประชุม บรรยาย และ สัมมนา ครับ 

ที่คิดเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา คงเป็นเพราะว่าช่วงนี้ อบรม นบ.ม.อ.2 ต้องจดเล็กเชอร์มากไปหน่อย ทั้งที่วัยเลยการเป็นนักเรียนมาหลายสิบปีแล้ว จะเขียนเรื่องวิชาการในบทเรียนเดี๋ยวก็มีคนเขียน เลยเขียนเลียบๆ เคียงๆ เอาอย่างนี่แหละครับ....  

หมวดหมู่บันทึก: ประชาสัมพันธ์
คำสำคัญ (keywords): นบ.ม.อ.2  ประชาสัมพันธ์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 28 มิถุนายน 2552 01:08 แก้ไข: 28 มิถุนายน 2552 01:11 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

คนที่ได้มีการศึกษาหาความรู้ด้านนี้มาอย่างดีแต่ยังไม่มีโอกาสลงมาปฏิบัติ จะได้รับความสนใจจากคนฟังมากกว่า เพราะพูดตรงใจคนฟัง สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างตรงไปตรงมา ตอบคำถามก็โดนใจคนถาม และคนฟังจะได้ความรู้เต็มที่ แต่หลายอย่างเอามาใช้จริงไม่ได้ 

ส่วนคนที่พูดจากประสบการณ์จากหน้าที่ๆ กำลังทำ จะพูดดีอย่างไร มีประสบการณ์แค่ไหน ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยโดนใจคนฟังครับ เพราะคนพูดจะวาดฝันมากก็ไม่ได้ เดี๋ยวคนฟังจะมีคำถามว่าแล้วเมื่อไหร่จะทำ


คุณทวาทศเขียนสลับที่กันหรือเปล่า..คะ ถ้าคุณไม่เขียนสลับที่..ดิฉันก็ขอเห็นต่างหล่ะค่ะ
ดิฉันชอบฟังคนที่มีความรู้จากประสบการณ์มากกว่าคนที่พูดจากการไป อ่านไปจำเขามาค่ะ...

คุณเมตตาอาจจะนึกว่าคุณทวาทศเขียนสลับกัน แต่ผมว่าผมเข้าใจนะ

คนบางคนเป็นนักพูด พูดจนลิงหลับได้ คนเหล่านี้พูดจนคนเชื่อได้ แต่บางที คนที่รู้จริง ฟังแล้วจะรู้ ว่าคนที่เป็นนักพูดนั้น ได้แต่อ่านหนังสือแล้วเอามาพูด จำเขาเอามาพูด เพราะยังมีสิ่งคลาดเคลื่อนอยู่ ซึ่งผมเองพบว่ามีคนเอางานที่ตัวเองทำนั้นไปพรีเซ้นท์เป็นงานของเขาอยู่เสมอๆ นั่นคือโอกาสของคนไม่เหมือนกัน

ถ้าคนทำงานจริง แล้วเล่าประสบการณ์ให้ฟังโดยผ่านการเตรียมการ มีการลำดับเรื่องราว มีการซักซ้อมและผ่านประสบการณ์การถ่ายทอดหรือการพูดต่อหน้าชุมชนมากๆ มีชั่วโมงบินมากขึ้น ก็น่าจะดีขึ้น

คนทำงานดี ทำงานเป็น ทำงานประสบความสำเร็จ แต่จะไม่เจริญก้าวหน้าในการงาน ได้แต่เป็นคนเบื้องหลัง

ปัญหาของคนเหล่านี้คือถ่ายทอดไม่เป็น

ู^-^แต่ผมไม่มองต่าง 

"คนที่​ได้​มีการศึกษา" หลายอย่างเอามา​ใช้​จริง​ไม่​ได

"ส่วน​คนที่พูด​จาก​ประสบการณ"์​การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงๆ​ ​กลุ่มนี้​จะ​มีประ​โยชน์มาก​ 
 

"คนที่​ได้​มีการศึกษา"หา​ความ​รู้ด้านนี้มาอย่างดี​แต่​ยัง​ไม่​มี​โอกาสลงมาปฏิบัติ​ จะ​ได้​รับ​ความ​สนใจ​จาก​คนฟังมากกว่า​ ​เพราะ​พูดตรงใจคนฟัง​ ​สามารถ​วิพากษ์วิจารณ์​ได้​อย่างตรงไปตรงมา​ ​ตอบคำ​ถามก็​โดนใจคนถาม​ ​และ​คนฟัง​จะ​ได้​ความ​รู้​เต็มที่​ (ยกเว้นพวกทอล์คโชว์ที่​เน้นโวหาร​เป็น​หลัก) แต่หลายอย่างเอามา​ใช้​จริง​ไม่​ได้  

"ส่วน​คนที่พูด​จาก​ประสบการณ"์​จาก​หน้าที่ๆ​ ​กำ​ลังทำ ​จะ​พูดดีอย่างไร​ ​มีประสบการณ์​แค่​ไหน​ ​ส่วน​ใหญ่​จะ​ไม่​ค่อยโดนใจคนฟังครับ​ ​เพราะ​คนพูด​จะ​วาดฝันมากก็​ไม่​ได้​ ​เดี๋ยวคนฟัง​จะ​มีคำ​ถามว่า​แล้ว​เมื่อไหร่​จะ​ทำ​ ​จะ​ตำ​หนิชาวบ้านเพื่อ​ให้​ฟัง​แล้วหรอย ​คนฟังก็​จะ​ย้อนกลับมาถาม​ถึง​คุณภาพงานที่กำ​ลังทำ​ ​ซึ่ง​แน่นอนว่า​ไม่​มี​ใครทำ​ได้​ดี​ ​ร้อยเปอร์​เซ็นต์​ แต่หากตั้งใจฟังเพื่อ​ต้อง​การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงๆ​ ​กลุ่มนี้​จะ​มีประ​โยชน์มาก​ 

ดูเหมือนคุณทวาทศจะจำแนกผู้บรรยายออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. นักทฤษฎี พวกนี้มักมองโลก สวยงาม เป็นไปได้ (ตามจินตนาการ) เพราะตัวเองไม่ค่อยได้ลงมือทำ จึงไม่เห็นปัญหาหน้างานที่เกิด และแนวทางแก้ไข มักเสนอแนวทางให้คนอื่นทำ

2. นักปฏิบัติ คนกลุ่มนี้ทำงานมามาก มองเห็นโลกที่แท้จริง ว่าความยากลำบาก อุปสรรคอยู่ที่ไหน ค่านิยมของสังคมที่แท้จริงเป็นอย่างไร ก็เสนอแนวทางที่ไม่หวือหวา แนวทางที่เป็นไปได้ ก็ไม่ตรงใจผู้ฟังที่ชอบความตื่นเต้น อลังการณ์

ก็คงอยู่ที่กลุ่มผู้ฟังละครับ ว่าเป็นคนกลุ่มใด

ถ้ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นนักทฤษฎี เขาก็จะชอบผู้บรรยายที่คันคว้ามาอย่างดี

ถ้าผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นนักปฏิบัติ

ต่อนะครับ

ถ้าผู้ฟังเป็นนักปฏิบัติ เขาคงชื่นชมกับประเภทที่สองมากกว่า

ห้ามถามผมนะครับว่า เป็นผู้บรรยายประเภทใด....

55555 เพราะตอบไม่ได้ครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.238.184.78
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ