นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

โจโมะน้ำตาล
Ico64
มณียา แซ่เซียง

การจัดการศัตรูพืช คณะทรัพยากรธรรมชาติ
Network
Members · Following: 0 · Followed: 0

อ่าน: 1892
ความเห็น: 0

บทสัมภาษณ์อาจารย์วสันณ์

ทำงานของตนเองให้เต็มที่ เรียนรู้งาน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ก้าวก่ายงานของคนอื่น ช่วยกันส่งเสริมงานร่วมกัน

 

 

 

 รองศาสตราจารย์ ดร.วสันณ์  เพชรรัตน์ 

 

ประวัติส่วนตัวและประวัติการทำงาน

  รองศาสตราจารย์ ดร.วสันณ์   เพชรรัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน   พ.ศ. 2497 ที่จังหวัดราชบุรี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากภาควิชาโรคพืช คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2519 และได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์ตรี ที่หน่วยวิชากีฏวิทยาและโรคพืช (ปัจจุบันภาควิชาการจัดการศัตรูพืช) คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2519 ในปี พ.ศ. 2520-2522 ได้รับทุนมูลนิธิมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ให้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ภาควิชาโรคพืชคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2525 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2527 ได้รับทุนไปฝึกอบรมด้านการอารักขาพืช (Plant Protection) ที่ประเทศสาธารณรัฐอาหรับแห่งอียิปต์เป็นเวลา 3 เดือน ในปี พ.ศ. 2528-2531 ได้รับทุนเซียร์ก้า (SEARCA) ไปศึกษาปริญญาเอกด้านโรคพืชวิทยา ที่มหาวิทยาลัยประเทศฟิลิปปินส์ลอสบันยอส หลังสำเร็จการศึกษาได้มีโอกาสไปฝึกอบรมด้านราวิทยาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 1 เดือน และด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 เดือน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น     รองศาสตราจารย์ ในปี พ.ศ. 2535 เป็นหัวหน้าภาควิชาการจัดการศัตรูพืช ระหว่างปี พ.ศ. 2556-2558 และเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558 รวมระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในคณะทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเวลา 39 ปี 4 เดือน

  ด้านครอบครัวรองศาสตราจารย์ ดร. วสันณ์ เพชรรัตน์     สมรสกับ รองศาสตราจารย์ ดร.จิราพร เพชรรัตน์ (ราชปรีชา) มีบุตร 2 คน

 

อาจารย์เข้ามาทำงานใน

คณะทรัพยากรธรรมชาติ ได้อย่างไร 

ตอนนั้นจบปริญญาตรีใหม่ ๆ ยังไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยจะเรียนต่อ เริ่มไปขอทำงานกับอาจารย์ได้ 4-5 วัน ในช่วงนั้นทาง อาจารย์กุลฉวี   ลีละพนัง ซึ่งเป็นอาจารย์ ของคณะทรัพยากรธรรมชาติรุ่นแรกไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่ามีตำแหน่งอาจารย์ตรีว่าง 1 ตำแหน่งต้องการคนจบโรคพืช หากสนใจก็ไปเอาใบสมัครมาเขียนและลงไปทำงานได้เลย ก็เลยตัดสินใจมาเลยทั้งๆที่ไม่เคยมาภาคใต้ นั่งรถไฟ (ชั้น3) มาที่หาดใหญ่ มีสัมภาระคือกระเป๋าเพียง 1 ใบ

  ตอนที่อาจารย์เข้ามาทำงานแรก ๆ ระบบข้าราชการยังเป็นระบบชั้นตรี โท เอก และชั้นพิเศษ ทุกคนมีโต๊ะประจำตำแหน่งด้วย เป็นครุภัณฑ์ติดตัว ของชั้นตรีก็จะตัวเล็กมาก อาจารย์ก็ใช้มาหลายสิบปีจนกระทั่งจบปริญญาเอก ต่อมาภาควิชา ฯก็ใช้เงินรายได้ ซื้อให้ใหม่

 

การทำงานในระยะแรก ๆ เป็นอย่างไร 

ในปีแรกที่ทำงาน คณะ ฯ เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ยังไม่มีนักศึกษา ในปี พ.ศ. 2519 คณะ ฯ ยังไม่มีสำนักงานของตนเอง ไม่มีที่ดิน เป็นช่วงที่คณะ ฯ เตรียมหลักสูตร เวนคืนที่ดิน จัดหาสถานีฝึกภาคสนาม ออกแบบห้องปฏิบัติการ งานต่าง ๆ ช่วยกันทำ ทุกคนต้องเรียนรู้ระเบียบราชการ    ต่าง ๆ การเขียนของบประมาณครุภัณฑ์ การขอตำแหน่ง และอื่น ๆ ในส่วนของอาจารย์เองรู้สึกว่าจะโชคดีในปีแรกที่ทำงาน ไม่ค่อยต้องรับผิดชอบงานใหญ่ ๆ โดยตรง เพราะเพิ่งจบปริญญาตรี ความเครียดจึงไม่เคยมี งานที่ทำก็เป็นช่วยงานคนอื่น เช่น ออกไปช่วยวัดที่ดิน จ่ายเงินค่าเวนคืนที่ดิน ไปสอบตรงนักศึกษาต่างจังหวัด และอื่น ๆ ไม่ค่อยอยู่สำนักงาน สมัยก่อนอาจารย์ใน มอ. มีไม่กี่คนส่วนใหญ่ก็รู้จักกัน พอคณะ ฯ เริ่มรับ นศ. รุ่นที่ 1 ก็ลาไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท

 

 การปฏิบัติงานงานหลังจบปริญญาโท (TOR) 

จบปริญญาโทใน ปี พ.ศ. 2522  เริ่มสอนวิชาโรคพืชเบื้องต้น เริ่มช่วยกันร่างหลักสูตรการจัดการศัตรูพืช การทำงานสมัยก่อนไม่มีการกำหนด TOR ว่าจะต้องทำอะไร ทุกคนทำงานตามสายงานของตนเอง สร้างงานของตนเอง ช่วงปิดเทอมก็จัดอบรมเห็ดให้เกษตรกรบ้าง ไปอบรมนักศึกษาฝึกงาน ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องทำงานวิจัยกี่เรื่อง ทุกคนทำเพราะต้องการรู้มาสอน การทำวิจัยเป็นการฝึกตนเอง พบโรคพืชใหม่ ๆ ก็นำมาศึกษา บางโครงการไม่มีเงินก็ทำ อาจารย์สนใจเรื่องการเพาะเห็ดด้วย ก็ศึกษาไป ทำหลักสูตรก็บรรจุวิชาการเพาะเห็ดในหลักสูตรการจัดการศัตรูพืชด้วยและเปิดสอนทุกปีจนถึงปัจจุบัน ในช่วงนี้คณะ ฯ ให้มาช่วยงานพัสดุ ฝ่ายอาคารสถานที่และยานพาหนะก็มาทำ ทำไปเรียนรู้ระเบียบไป

หลักการทำงาน 

ทำงานของตนเองให้เต็มที่ เรียนรู้งาน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ก้าวก่ายงานของคนอื่น ช่วยกันส่งเสริมงานร่วมกัน

 

ประสบการณ์ทำงานด้านการสอน 

การได้รับโอกาสเข้ามาทำงานตั้งแต่ปริญญาตรีทำให้รู้ตัวตนเองว่าจะต้องพัฒนาตนเองในด้านใด อาจารย์ก็เหมือนกับคนอื่น ๆ มีความรู้สึกว่าจบปริญญาตรี จะเอาอะไรมาสอนนักศึกษา เมื่อได้รับโอกาสไปเรียนต่อจึงรีบไป มีจุดมุ่งหมาย หลักสูตรเก่า ๆ ต้องลงเรียนวิชา ต่าง ๆ เยอะมาก มีทั้งวิชาเอก วิชาโท และวิชาที่เกี่ยวข้องอีกมาก อาจารย์เรียนวิชาเอกโรคพืชและวิชาโทจุลชีววิทยามาตลอด เมื่อกลับมาสอนก็สามารถสอนได้เกือบทุกวิชา วิชาต่าง ๆ ที่เรียนมาก็นำมาใช้ประโยชน์ได้หมด ตอนเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ปี 1 เป็นปีแรกที่รับรวมไม่แยกเป็นคณะ ทุกคนต้องเรียนเขียนแบบ ก็ยังสงสัยว่าให้เรียนทำไม (วะ) 

ปรากฏว่าก็นำมาใช้ประโยชน์ได้มากสามารถดูแบบโครงสร้าง อาคาร บ้าน พอรู้เรื่องโดยเฉพาะช่วงที่ต้องทำงานด้านอาคารสถานที่ในระยะแรก นักศึกษาภาควิชาฯมีน้อยประมาณ 2-10 คนต่อปี ดูแลนักศึกษาได้ทั่วถึง นักศึกษาขยันเรียนปฏิบัติการมาก บางทีต้องสอนถึงหกโมงเย็น มีความสนิทสนมกัน ปัจจุบันมีนักศึกษามาก 40-70 คนต่อปี แต่ไม่ค่อยชอบเรียนปฏิบัติการ บ่ายสามโมง นศ.ก็กลับหมดแล้ว อาจารย์มีน้อยกว่าเดิม วิชาที่รับผิดชอบโดยตรงคือด้านที่เกี่ยวข้องกับเชื้อรา การเพาะเห็ด แต่บางช่วงก็ต้องสอนไส้เดือนฝอย แบคทีเรีย เนื่องจากอาจารย์มีน้อย บางครั้งไปเรียนต่อหรือไม่อยู่ อาจารย์ทุกคนสอนแทนกันได้

 

ประสบการณ์ทำงานด้านการวิจัย 

ในสมัยก่อน การทำงานวิจัยไม่มีการกำหนดว่าต้องทำอะไร ปีละกี่เรื่องทุกคนทำวิจัยเพราะต้องการรู้ ทำเองไม่มีเงินจ้างผู้ช่วยวิจัย ทำเพื่อฝึกฝีมือตนเอง และนำมาใช้ประกอบการสอน หากมีเรื่องตีพิมพ์มากพอก็สามารถขอตำแหน่งทางวิชาการได้ แต่ตำแหน่งวิชาการสมัยก่อนไม่ได้มีเงินประจำตำแหน่งให้ มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้กำหนดเวลาที่จะต้องขอตำแหน่งวิชาการเมื่อใด ดังนั้นบางคนก็ไม่ทำวิจัย การวิจัยของอาจารย์ ก็ทำเน้นด้านเชื้อรา และเห็ดทำทุกเรื่องที่ต้องการรู้ บางเรื่องไม่มีเงินก็ทำเพี่อเอาข้อมูลมาประกอบการสอน ส่วนใหญ่ศึกษาความหลากหลายของเชื้อรา เห็ด การเพาะเห็ด ในระยะหลังก็เน้นด้านการควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี สำรวจเชื้อราและเห็ดใน มอ.ทุกกลุ่ม ระยะหลังอาจารย์เลิกเก็บ stock เชื้อรา เวลาสอนก็รู้ว่าจะไปเอาตรงไหน เวลาใด คนชอบมาขอเชื้อราบ่อยแต่ไม่เคยได้เพราะไม่มี stock บางคนคิดว่าอาจารย์หวง การทำวิจัยก็มีข้อที่เบื่อหน่ายเป็นอย่างมากคือ การกรอกข้อมูลบางทีทำเสร็จไปตั้งหลายปีก็ยังต้องกรอกข้อมูลให้ ในปัจจุบันดีขึ้น การกรอกข้อมูลน้อยลง มีแหล่งทุนวิจัยมากขึ้น การทำวิจัยในปัจจุบันสามารถจ้างผู้ช่วยวิจัย อาจารย์บางคนไม่เคยลงมือทำเอง ผิดกับสมัยก่อนอาจารย์ต้องลงมือทำเอง ไม่มีนักศึกษาปริญญาโท-เอก ช่วย และไม่มีเงินวิจัยมากพอจะจ้างผู้ช่วยวิจัยได้ แต่ปัจจุบันหัวข้อวิจัยต้องทำตามยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดบางครั้งไม่ตรงกับหัวข้อที่เราสนใจ

ความประทับใจในคณะทรัพยากรธรรมชาติ 

ได้รับโอกาสให้เข้าทำงานและได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาตนเองในทุกๆด้าน เช่นการทำวิจัย ดูงาน ประชุมวิชาการและการศึกษาต่อ สามารถพัฒนาตนเองจากผู้ไม่รู้ เป็นผู้พอรู้เรื่องในหลายๆด้าน มีความประทับใจในความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย ฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะทรัพยากรธรรมชาติที่สังกัดอยู่ บุคลากรทุกท่านได้ร่วมมือปฏิบัติงานเริ่มต้นจากการไม่มีอะไรเลย ไม่มีที่ดิน ไม่มีอาคารสำนักงานของตนเอง ไม่มีบุคลากรสายสนับสนุน อาจารย์ทุกคนต้องเรียนรู้งานทุกด้าน เช่น การเงิน การพัสดุและการเจ้าหน้าที่ เป็นต้น แต่ทุกท่านก็ร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติงานอย่างไม่ย่อท้อ จนกระทั่งคณะ ฯ เป็นปึกแผ่น สามารถผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไม่ด้อยกว่ามหาวิทยาลัยอื่น ๆ

 

ทำไมไม่ขอต่ออายุราชการ 

หลายคนถามว่าไม่ต่ออายุราชการเหรอประเดี๋ยวเหงา มีโอกาสขอต่อ ทำไมไม่ขอต่อ ?อาจารย์คิดว่าอายุ 60 ปี ทำงานมานานถึงเกือบ 40 ปี ได้ทำงานต่าง ๆ ที่อยากรู้เพียงพอแล้วอย่ายึดติดกับตำแหน่ง อายุเกิน 60 ปีประสิทธิภาพต่างๆก็ลดลงเทียบกับคนหนุ่มสาวไม่ได้ งานต่าง ๆ มีอาจารย์รุ่นใหม่ที่ active รับผิดชอบได้ เท่าที่สังเกตนักศึกษาก็จะชอบเรียนกับอาจารย์ใหม่มีช่องว่างระหว่างวัยน้อย อาจารย์อาจคิดไม่เหมือนใคร ลองหันไปดูประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศที่ให้ข้าราชการเกษียณ อายุ 55 ปี ปัจจุบันเป็นประเทศเจริญดีมากในระดับต้น ๆ ของอาเซียน แต่ประเทศที่ให้ข้าราชการเกษียณอายุ 65 ปี ความก้าวหน้าของประเทศกับตกต่ำลงกว่าเดิมมาก

  ส่วนประเทศที่ให้ข้าราชการเกษียณอายุ 60 ปีจะอยู่กลางๆ อาจารย์ว่ามันน่าจะเกี่ยวกับอายุข้าราชการ

 

มีข้อแนะนำในการปฏิบัติงานอย่างไร 

คงไม่มีอะไรแนะนำมาก แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจหน้าที่ และบทบาทของตนเองให้ดี สิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ การทำงานในฐานะอาจารย์คงไม่ใช่สอนและวิจัยเท่านั้น งานส่วนรวมของภาควิชา ฯ และคณะ ฯ ก็ต้องช่วยกันปฏิบัติ

การใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไร 

ก็คงใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวแบบสบาย ๆ ปลูกต้นไม้ พักผ่อน อยากกินอะไรก็กิน (ที่ไม่มีไขมันและมีน้ำตาลน้อย) นั่งนับเงิน (ว่าเดือนนี้พอใช้หรือไม่) อยากไปเที่ยวไหนก็ไป ตามกำลังทรัพย์ที่เหลือ

 

คำสดุดี  นาย สุพจน์     แก้วประสิทธิ์ 

นาย สุพจน์    แก้วประสิทธิ์ หรือ  "ลุงพร้อม"  บุคลากรประจำแปลงทดลองของ        ภาควิชาการจัดการศัตรูพืช ที่ร่วมบุกเบิกและพัฒนาแปลงทดลองของภาควิชาการจัดการศัตรูพืช เป็นบุคลากรรุ่นแรก ๆ ของคณะทรัพยากรธรรมชาติ ทำงานด้านงานเกษตรพื้นฐาน ช่วยงานด้านการเรียน การสอนและวิจัย ด้านศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง ทำให้สะสมประสบการณ์ด้านศัตรูพืชทั้งด้านโรคและ แมลงศัตรูพืช จนระยะหลังสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ ต่าง ๆ ให้กับนักศึกษาได้ นอกจากงานเกษตรแล้ว คุณ สุพจน์ แก้วประสิทธิ์ ยังมีความรู้พื้นฐานด้านช่าง โรงเรือนและอาคารชั่วคราวหลายโรงเรือนของภาควิชา ฯ สำเร็จได้ด้วยการออกแบบและร่วมก่อสร้างโดย  "ลุงพร้อม"       

ในโอกาสที่ คุณ สุพจน์    แก้วประสิทธิ์ เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2558  ในนามของบุคลากรภาควิชาการจัดการศัตรูพืช ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย     จงบันดาลให้คุณ สุพจน์    แก้วประสิทธิ์ และครอบครัวมีความสุข มีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขตลอดไป   

 

                       

สัมภาษณ์โดย

รองศาสตราจารย์   งามผ่องใส (หัวหน้าทีม)

ดร.ปฏิมาพร  ปลอดภัย, นายสุระพงศ์  สายบุญ, นางสิริพร   ศรีเจริญ

นางสาวปัทมพร   อินสุวรรโณ (ผู้ติดต่อประสานงาน)

นางสาวมณียา  แซ่เซียง (คุณลิขิต)

นางสาวศศิธร  ลิ้มจู้ (ผู้บันทึกภาพ)



หมวดหมู่บันทึก: ประวัติศาสตร์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 15 สิงหาคม 2558 15:56 แก้ไข: 27 สิงหาคม 2558 14:40 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Monly, Ico24 บิวตี้, และ Ico24 โจโมะน้ำตาล.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.230.143.40
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ