นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2278
ความเห็น: 3

ตอนที่ 10 กิจกรรมนักศึกษา (ต่อ)

ถ้าจะเปรียบว่าชมรมการพูดการเขียนเป็นเสมือนการตั้งเสาเอกของกิจกรรมก้าวหน้าใน ม.อ.เรา ชมรมอาสาพัฒนาก็เปรียบเสมือนพื้นบ้าน บุคคลและกลุ่มกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายหลังเป็นส่วนสำคัญก่อนที่จะต่อเติมขึ้นฝา ขึ้นหลังคาเป็นรูปบ้านที่สวยงามในที่สุด

(โดย วัชรินทร์ พุทธพรไพสิฐ  14 มิ.ย. 2550)    แนะนำกันก่อน


ผมคิดว่า สำหรับนักศึกษา ม.อ. แล้วการออกไปทำงานเพื่อสังคมภายนอกคงจะหยั่งรากลึกไปในแนวคิดของแต่ละหน่วยงาน กิจกรรมของ ม.อ.เราในปีการศึกษา 2515 นั้น สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินโครงการแนะแนวการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมปลายทั่วทุกจังหวัดในภาคใต้ โดยเชิญเพื่อนนักศึกษาจากวิทยาลัยวิชาการศึกษาสงขลาและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศูนย์รูสะมิแลร่วมด้วย มีการแบ่งกลุ่มผู้แนะนำออกเป็น 3 กลุ่มซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาจากทั้งสองสถาบันออกไปทางชายฝั่งทะเลตะวันตก ภาคใต้ตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง โรงเรียนต่างๆ ให้การต้อนรับคณะนักศึกษาเป็นอย่างดี เป็นที่กล่าวขวัญชื่นชมของสื่อต่างๆ จากนั้นยังมีการจัดแนะแนวการศึกษาที่ห้องแอล 1 เป็นการปิดท้ายอีกครั้ง ปรากฏว่านักเรียนมาฟังจนล้นทะลัก ต้องจัดวิทยากรอีกหนึ่งชุดที่สำรองไว้บรรยายที่ห้องแอล 2 อีกหนึ่งห้องพร้อมๆ กัน

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีเพื่อนต่างสถาบันการศึกษาทางปักษ์ใต้ที่ยังคบหาสมาคมกันอยู่ส่งงานเขียนในอดีตของผมที่เขียนด้วยลายมือโย้เย้คืนมาให้ เพราะไปหลงติดอยู่กับงานเขียนของเขา กลอนชิ้นนี้เขียนในปี 2515 ตีพิมพ์ในหนังสืออะไรตอนนั้นผมจำไม่ได้แล้ว ผมเขียนขึ้นจากความประทับใจที่ได้เห็นนักศึกษาหญิงหลายคนเข้ามามีบทบาทในชมรมการพูดการเขียน ในชมรมอาสาพัฒนา และได้รู้จักกับเพื่อนนักศึกษาหญิงต่างสถาบันในจังหวัดสงขลาที่มีความคิด ซึ่งผมเห็นว่าก้าวหน้าและรักความเป็นธรรม เป็นงานเขียนในยุคที่รัฐบาลเผด็จการครองอำนาจและนักศึกษาเริ่มตื่นตัวไม่ยอมจำนน ตอนนั้นผมเห็นว่านักศึกษาหญิงของเราและสถาบันอื่นในปักษ์ใต้มีความเข้มแข็ง และกล้าแสดงออก จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานเขียนชิ้นนี้ขึ้น ความจริงผมก็อายนะที่เอามาให้อ่านกันใหม่ เพราะเป็นงานเขียนในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่นักศึกษาตื่นตัวขึ้นมาเรียนรู้ความเป็นจริงของสังคม และไม่ยอมให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องดำรงอยู่ในยุคต่อมา งานเขียนชิ้นนี้มีดังนี้ครับ


"ให้เธอเป็นเทพธิดาฟ้าทักษิณ เป็นดอกไม้เหนือดินแห่งถิ่นหวัง
บานกลีบแย้มอยู่นี่ตราบจีรัง เป็นพลังคนรุ่นใหม่ในสังคม
ฉันชายหนุ่มผ้หน่ายความพ่ายแพ้ มีบาดแผลความหลังครั้งขื่นขม
เหนื่อยหน่ายกับมายาแห่งอารมณ์ เคยหกล้มลงไปในรอยคาว

เธอคือคนรุ่นใหม่ในวันนี้ พร้อมจะพลีเลือดเนื้อเหงื่อหนุ่มสาว
ลบจุดมืดรอยหมองของดวงดาว ก้าวละก้าวทอดผ่านธารศรัทธา
ให้เธอเป็นนักฝันอันยิ่งใหญ่ ก่อเปลวไฟในกมลอย่างคนกล้า
ช่างคิดช่างสร้างสรรค์ตามสัญญา ในแววตาสั่งสมอุดมการณ์

ด้วยความคิดอิสระอภิวัฒน์ บัญญัติรัฐแบบใหม่ให้ไพศาล
ปลดแอกบทอธรรมอำนาจมาร วางรากฐานแห่งสิทธิ์ความคิดตน
ให้เธอเป็นนางฟ้าบนลานฟ้า เทิดคุณค่าแห่งธรรมนำทุกหน
เธอผู้พลีหยาดเหงื่อเพื่อมวลชน ฉันคือคนที่มารู้ค่าเธอ"

ความจริงชมรมการพูดการเขียนมีนักเขียนฝีมือดีหลายคน โดยผมเป็นคนอ่อนด้อยที่สุดของกลุ่ม สามารถมีบทความ แนวคิดมาติดที่แผงประกาศของชมรมฯ ในคาเฟทีเรียไม่เคยขาด และชมรมฯ มีบทบาทสูงในการเสนอทัศนะ แนวคิดและเสนอกิจกรรมที่ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว เป็นที่ยอมรับว่านักคิดนักเขียนของชมรมมีคุณภาพ โดยเฉพาะพี่ประสาท มีแต้มยังมีผลงานทางด้านงานเขียนเพื่อเสนอทัศนะและเปิดเผยข้อเท็จจริงเชิงวิเคราะห์ได้ลุ่มลึกจนถึงปัจจุบัน

ถ้าจะเปรียบว่าชมรมการพูดการเขียนเป็นเสมือนการตั้งเสาเอกของกิจกรรมก้าวหน้าใน ม.อ.เรา ชมรมอาสาพัฒนาก็เปรียบเสมือนพื้นบ้าน บุคคลและกลุ่มกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายหลังเป็นส่วนสำคัญก่อนที่จะต่อเติมขึ้นฝา ขึ้นหลังคาเป็นรูปบ้านที่สวยงามในที่สุด ผมจำไม่ได้ว่าชมรมอาสาพัฒนามีสมาชิกเท่าไร แต่เห็นว่ากิจกรรมที่ต่อเนื่อง แม้กระทั่งวันหยุดช่วงสั้นหรือปิดภาคการเรียนภาคแรก ชมรมฯ ก็มีกิจกรรมอาสาพัฒนาประจำ การนำนักศึกษาออกไปพบปัญหาที่แท้จริงในชนบทเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะทำให้ได้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมไทยซึ่งแม้แต่เมืองหลวง กับต่างจังหวัดก็มีความแตกต่างมากมายอยู่แล้ว แต่ถ้าไปเทียบกับชนบทที่ห่างไกลยิ่ง คงเป็นเรื่องของความแตกต่างของหน้ามือกับหลังเท้า โดยทั่วไปนักศึกษามีจิตใจที่รักความเป็นธรรมอยู่ทุกคน การพบความแตกต่างที่ไม่เป็นธรรมจึงก่อให้เกิดพุทธิปัญญาเห็นแจ้ง ยิ่งยุคนั้นเป็นยุคเผด็จการครองเมืองเพราะอยู่ใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ทำให้เกิดการโหยหาเสรีภาพ และความต้องการลดช่องว่างในสังคม ขณะเดียวกันการคลื่อนไหวของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยในการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น การคัดค้านทหารที่เอาเครื่องบินของรัฐไปล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวร ก่อให้นักศึกษาสมัยนั้นได้เรียนรู้สภาพความเป็นจริงของสังคมมากขึ้น ในระยะต่อมาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 มีกลุ่มและชมรมที่มุ่งสร้างจิตสำนึกเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ การหันเข้าร่วมแก้ปัญหาชาวบ้านจึงมีมากขึ้นๆ ผมคงมีโอกาสเล่าในคราวต่อไปภายหน้าหรืออาจมีเพื่อนนักศึกษาในสมัยนั้นช่วยกันเขียนเล่าให้เรียงร้อยต่อกัน กาลเวลาผันผ่านไปหลังเหตุการณ 6 ตุลาคม 2519 ชมรมต่างๆ แม้กระทั่งชมรมการพูดการเขียนก็ยุบตัวไปไม่ได้ฟื้นกลับคืนมา ยกเว้นชมรมอาสาพัฒนาที่สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง และยังมีผู้รับช่วงต่อภารกิจจนถึงปัจจุบัน

ครั้งหนึ่งสมัยที่นายแพทย์สวัสดิ์ สกุลไท ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มีกลุ่มบัณฑิตอาสาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสมาชิกจะเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสมัครใจเข้าอบรม แล้วออกไปปฏิบัติงานเป็นบัณฑิตอาสาในชนบทมาศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยของเรา อาจารย์นายแพทย์สวัสดิ์ สกุลไท กล่าวต้อนรับคณะดังกล่าวที่ห้องเรียน ณ ตึกฟักทองด้วยความภาคภูมิใจว่า ใน ม.อ.เรานั้นนักศึกษาจำนวนมากทำกิจกรรมอาสาพัฒนาตั้งแต่อยู่ปีหนึ่งจนปีสี่ ที่จริงอาจารย์นายแพทย์สวัสดิ์กล่าวในวันนั้นก็เป็นความจริง เพราะนอกจากชมรมอาสาพัฒนาจะทำกิจกรรมดังกล่าวแล้ว คณะวิศวฯ ก็เคยจัดออกค่ายอาสาไปสร้างระบบไฟฟ้าสายเดี่ยวให้หมู่บ้านในชนบท คณะวิทยาศาสตร์ก็รับน้องใหม่ด้วยการพากันไปออกค่ายอาสาพัฒนาบำเพ็ญประโยชน์เป็นช่วงสั้นๆ สโมสรนักศึกษาก็จัดรับน้องใหม่ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์เช่นกัน ดังนั้นโดยภาพรวม ม.อ.ของเราสมัยนั้นจึงมีนักศึกษาที่ออกปฏิบัติกิจกรรมอาสาพัฒนาช่วงสั้นบ้าง ยาวบ้าง แล้วแต่โอกาสจะเอื้ออำนวยเป็นจำนวนมาก สำหรับชมรมอาสาพัฒนานั้น ผมอาจไม่สามารถกล่าวถึงรายละเอียดกิจกรรมใดๆ ได้ เพราะไปร่วมกิจกรรมในลักษณะเยี่ยมค่ายตอนปิดภาคการศึกษาปลายปีในช่วงสั้นๆ เท่านั้น จำได้ว่าช่วงเมษายน 2516 คือปลายปีการศึกษา 2515 นั้นมีการออกค่ายอาสาพัฒนาในลักษณะเดียวกับโครงการพัฒนาเยาวชนไทยในระบอบประชาธิปไตยของ น.อ.ท. คุณประจักษ์ มโนธัม(ม.อ-6 วศ)เป็นประธานค่าย คุณวิสูตร ศุทธาดิศัย ดำเนินการด้านวิชาการ ค่ายนี้อยู่ในจังหวัดสงขลา ผมจำไม่ได้ว่าที่ไหน น่าจะอยู่ในอำเภอรัตภูมิ ปิดภาคของปี 2516 หรือเมษายน 2517 นั้น จำไม่ได้ว่าออกค่ายกันที่ไหน แต่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งปฏิบัติภารกิจร่วมกับนักศึกษาสถาบันอื่น ตามโครงการออกสู่ชนบทหลัง 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งมีอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2518 หรือปิดภาคฤดูร้อนของปีกาศึกษา 2517 ชมรมอาสาพัฒนาออกค่ายอาสาพัฒนาที่ธารน้ำฉา นครศรีธรรมราช ภาคขยายในรายละเอียดของชมรมอาสานั้นเป็นตำนานที่เล่าขานกันได้ไม่รู้จักจบ ผมจะรอพี่น้องที่เป็นสมาชิกชมรมอาสาพัฒนาตัวจริงเสียงจริงมาเล่าให้ฟังต่อไป

กลับมาเรื่องของชมรมการพูดการเขียนซึ่งผมเป็นสมาชิกโดยตรงและได้คลุกคลีอยู่กับชมรมมาตลอดที่ศึกษาที่ ม.อ.นั้น ในปี 2515 ที่พี่ประสาท มีแต้มรับหน้าที่เป็นประธานชมรมนั้นมีความคึกคักไม่น้อย เพราะมีสมาชิกเก่าใหม่ที่เข้มแข็งหลายคน พี่อรทัย ไวยวุทธิ่ยังคงช่วยงานในชมรม แล้วมี่คุณอัจฉรา ชัยนันท์(ม. อ.5-วท)เข้ามาเป็นเลขานุการ มีบอร์ดโชว์งานเขียนติดอยู่ในคาเฟทีเรียสำหรับผู้ที่สนใจติดตาม มีการเชื่อมโยงกับเพื่อนนักเขียนต่างสถาบันบางครั้ง พี่ไกรธีระ กิตติศรีไสว ยังคงให้คำแนะนำและร่วมผลิตงานเขียนไม่ขาด ในช่วงต่อต้านสินค้าญี่ป่นซึ่งดำเนินการนำโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยนั้น ทางชมรมจัดพิมพ์หนังสือ 1 เล่มชื่อหนังสือ"ปฏิวัติ" มีเนื้อหาต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ต่อต้านสงครามเวียดนาม คัดค้านรัฐบาลเผด็จการ แต่เนื่องจากอยู่ในยุครัฐบาลเผด็จการนำโดยจอมพลถนอม กิตติขจรที่สั่งการให้มีการตรวจตราคุมเข้มมิให้มีการต่อต้าน หนังสือเล่มนี้เลยถูกขอร้องเชิงบังคับโดยมหาวิทยาลัยให้ทำลายเสียด้วยการเผา แต่ก็ยังพอมีเล็ดลอดแจกจ่ายในหมู่เพื่อนทั้งใน ม.อ.และนักทำหนังสือมือดีในวิทยาลัยวิชาการศึกษาสงขลาสมัยนั้น(มหาวิทยาลัยทักษิณในปัจจุบัน) คนทำหนังสือด้วยกันย่อมเข้าใจกัน เดือนถัดมานักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษาสงขลาออกหนังสือภายในสถาบันในรูปแบบคล้ายคลึงหนังสือ "ปฎิวัติ" ปกหนังสือก็เป็นกระดาษประเภทเดียวกัน ในหนังสือส่วนที่เป็นปกด้านในผมจำไม่ได้ว่าเป็นด้านในปกหน้า หรือด้านในปกหลัง มีข้อความสั้นๆ เขียนว่า

"เธอบอกว่า เขาเผาหมดแล้ว
เขาจะเผาอะไร ก็ย่อมได้
แต่เขาไม่มีวันเผาความคิดของเรา"

(หมายเหตุ: อาจมีอะไรผิดเพี้ยนไปบ้างเพราะผมจำทั้งหมดไม่ได้ แต่ความหมายเป็นตามที่ผมยกมา)

งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของชมรมการพูดการเขียน คือ มีการประกวดเรียงความระดับมัธยมศึกษาในหัวข้อ "ถ้าข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรี" โดยทางชมรมออกหนังสือเชิญชวนไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้ให้ส่งเรียงความเข้าแข่งขัน รางวัลเป็นอะไรนั้นผมจำไม่ได้แล้ว จำได้แต่มีนักเรียนส่งเข้ามาเป็นจำนวนมากจนคณะกรรมการกลั่นกรองชุดแรกซึ่งมีผมร่วมอยู่ด้วยนั้น แทบให้คะแนนไม่ทัน สำหรับคณะกรรมการตัดสินชุดใหญ่ซึ่งนำเรียงความที่คัดสรรแล้วโดยคณะกรรมการกลั่นกรองมาให้คะแนนอีกครั้งประกอบด้วยอาจารย์โกศล เจริญทอง คณะวิทยาศาสตร์ พี่ที่เป็นประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยผมจำชื่อไม่ได้ และอาจารย์ดอกเตอร์บันลือ ถิ่นพังงาจากวิทยาลัยวิชาการศึกษาสงขลา

ช่วงนั้นพี่ไกรธีระ กิตติศรีไสวกับพี่ประสาท มีแต้ม คิดการใหญ่อยากจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าในมหาวิทยาลัย มีการชักชวนนักศึกษาที่คาดว่าจะเป็นฟันเฟืองสำคัญก่อหวอดเป็นกรรมการ โดยประชุมที่ชั้นบนของคาเฟทีเรีย พี่นัยรัตน์ อมาตยกุล ถูกเสนอให้เป้นประธานจัดงานแล้วก็มีตำแหน่งอื่นๆ อีกหลายคน ส่วนฝ่ายวิชาการที่จะต้องจัดสัมมนาและบรรยายในงานนั้น พี่ๆ ยกมาให้ผมช่วยดำเนินการ แต่ที่สุดแล้ว งานนี้มิได้มีการจัดเพราะดูเหมือนทางราชการในจังหวัดมีแนวคิดจะจัดในลักษณะนี้เหมือนกัน อาจจะมีเหตุผลอื่นด้วยที่ผมจำไม่ได้แล้ว ภายหลังเมื่อปี พ.ศ.2530 ครบ 20 ปีมหาวิทยาลัยพี่ไกรธีระ มาเป็นนายกสมาคมนักศึกษาเก่า ม.อ. พี่ไกรธีระได้สานฝันให้เป็นจริงโดยมีการจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้าที่ ม.อ.อย่างยิ่งใหญ่สมฐานะมหาวิทยาลัยโดยทางมหาวิทยาลัย
ร่วมดำเนินการด้วย

ปีการศึกษา 2516 พี่สมชาย แซ่เตีย รับหน้าที่เป็นประธานชมรมการพูดการเขียน นอกจากกิจกรรมการเขียนหนังสือแล้ว มีการจัดโต้วาทีโดยให้ชุมนุมแกรมม่าโร แลมด้า ชุมนุมแอลฟา ซิกมาไพน์ และชุมนุมซีต้า ซีต้า ซีต้า เข้าแข่งขันแทนที่จะเป็นการแข่งขันกีฬาอย่างเดียว โดยใช้ชั้นบนของคาเฟทีเรียเป็นเวทีปะทะฝีปาก การแข่งขันโต้วาทีนี้ได้รับความสนใจจากเพื่อนนักศึกษาจำนวนมาก จากนั้นสมาชิกของชมรมก็ออกไปมีกิจกรรมต่อต้านเผด็จการ กิจกรรมเพื่อความเป็นธรรมร่วมกับนักศึกษาสถาบันอื่นในชนบทตอนปิดภาคการศึกษา กิจกรรมในชมรมจึงลดลง ในปี 2517 นั้นคุณจำนง สรพิพัฒน์รับหน้าที่เป็นประธาน งานชิ้นใหญ่คือทำหนังสือเชิญอาจารย์ดอกเตอร์ป๋วย อึ้งภากรณ์ มาบรรยายเรื่องเศรษฐกิจที่มหาวิทยาลัย ต่อมาอาจารย์ดอกเตอร์ป๋วย ก็ประสานกับมหาวิทยาลัยมาบรรยายจริงๆ ท่ามกลางความสนใจของนักศึกษาและอาจารย์จำนวนมากเต็มห้องแอลหนึ่งตึกฟักทอง ปีต่อไปใครเป็นประธานชมรมผมจำไม่ได้ แล้วชมรมก็ถูกยุบหลังเหตุการณ์ 6 ตลาคม 2519 เมื่อพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ยึดอำนาจการปกครอง แล้วพวกเราหลายคนก็ย้ายเวทีต่อสู้ไปสู่ป่าเขาลำเนาไพร หลังจากนั้น ชมรมการพูดการเขียนก็ถูกยุบเช่นเดียวกับองค์กรนักศึกษาอื่นๆ...


ตอนต่อไป ... ตอนที่ 11 กิจกรรมนักศึกษา ปี 2516

บันทึกย้อนหลัง

แนะนำกันก่อน
ตอนที่ 1 ก้าวแรกที่ ม.อ.
ตอนที่ 2 กิจกรรมใน ม.อ.
ตอนที่ 3 ย่างก้าวสู่ภายนอก
ตอนที่ 4 บ้านของเรา-ระหว่างจินตนาการกับความจริง
ตอนที่ 5 คาเฟทีเรีย(อิ่มอร่อยกับอาหาร-สนุกกับการทำกิจกรรม)
ตอนที่ 6 หอพักนักศึกษายุคแรก
ตอนที่ 7 ดอกศรีตรังช่อใหม่
ตอนที่ 8 อาคารเรียนและสภาพแวดล้อมยุคแรก
ตอนที่ 9 กิจกรรมนักศึกษา

สร้าง: 24 เมษายน 2551 18:01 แก้ไข: 06 กรกฎาคม 2551 16:13 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

  • อาจารย์เขียนเยอะจัง
  • ไว้อ่านต่อวันหลัง
  • :)

 

พยบ.6  รหัส 21...รายงานตัวค่ะ  เห็นราก ต้น ใบ เห็นดอกศรีตร้งครบแล้ว  2-4  พ.ค.51นี้ อยากคุยกับคนเขียนแล้วซิ  มีโอกาสหรืเปล่า   อดใจรอ...

      

2-4 พ.ค. นี้ พบกันที่หอ 5 ครับ

 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.198.122.70
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ