นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2792
ความเห็น: 2

ตอนที่ 8 อาคารเรียนและสภาพแวดล้อมยุคแรก

มหาวิทยาลัยสมัยนั้นมีตึกไม่มาก แต่ตั้งบนพื้นที่กว้างขวาง ส่วนของหอพักนักศึกษาอยู่ติดกับศูนย์วิจัยการยาง มองผ่านหน้าต่างห้องพักออกไปแลเห็นต้นยางเป็นทิวแถว ส่วนบ้านพักอาจารย์และแฟลตพักสมัยนั้นอยู่ริมอ่างน้ำกับพื้นที่เชิงเขา ไม่มีความร่มรื่นเพราะต้นไม้มีไม่มาก...

(โดย วัชรินทร์ พุทธพรไพสิฐ  5 มิ.ย. 2550)    แนะนำกันก่อน

ตอนที่ผมไปถึงมหาวิทยาลัยครั้งแรกเมื่อปี 2515 นั้น อาคารเรียนที่สร้างเสร็จแล้วมีอาคารของคณะวิศวกรรมศาสตร์ส่วนที่เป็นภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า เครื่องกล โยธา ตึกสี่ชั้นและสถานีวิทยุ(ยังไม่ได้ใช้งาน) ตึกสำนักงานอธิการบดีกำลังก่อสร้าง ดังนั้นสำนักงานอธิการบดีเลยใช้ชั้นล่างของตึกวิศวฯอยู่ ส่วนต่อเติมที่เป็นของภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และโลหะการ ภาควิชาวิศวกรรมเคมีนั้นเกิดขึ้นภายหลัง นอกจากนั้นก็เป็นอาคารศูนย์ปาฐกถารวมที่เรียกกันว่าตึกฟักทองมีห้อง 5 ห้อง ห้องแอล 1 คือห้องที่จุได้ 500 ที่นั่งสำหรับใช้ประชุมใหญ่ในสมัยนั้นซึ่งมีความพอเพียง ส่วนห้องแอล 2 ถึงแอล 5 นั้นเป็นห้องสำหรับการเรียนการสอน บางทีนักศึกษาและคณาจารย์ก็ใช้ห้องแอล 1 เป็นห้องจัดกิจกรรมด้วย เช่น จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนชั้นมัธยม จัดกิจกรรม "ดนตรีเพื่อชีวิต"โดยสโมสรอาจารย์ซึ่งตอนนั้นนายกสโมสรอาจารย์ได้แก่ อาจารย์เดชา อรรถสาร จำได้ว่าสโมสรอาจารย์ได้เชิญ ดร.ปรีชา เปี่ยมพงษ์ศานต์ซึ่ง ขณะนั้นมาทำงานในหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและสังคมในภาคใต้แล้วมาขอใช้ห้องใน มหาวิทยาลัยเป็นที่ทำการให้มาเล่นอีเลกโทนหลายครั้งโดยมีนักร้องรับเชิญร่วมรายการด้วย จำได้ว่าครั้งสุดท้ายก่อนดอกเตอร์ปรีชา เปี่ยมพงษ์ศานต์จะย้ายกลับไปทำงานที่ กทม. เมื่อเล่นดนตรีเสร็จ อาจารย์ได้กล่าวร่ำลาแล้วแซวสนุกๆ ว่า ที่เรียกรายการนี้ว่า ดนตรีเพื่อชีวิตนั้น มันไม่ใช่ เพราะเป็นดนตรีเพื่อความบันเทิง ถ้าเป็นดนตรีเพื่อชีวิตนั้นจะต้องมีบทเพลงเนื้อหาเกี่ยวกับความทุกข์ยากของ ประชาชน ดอกเตอร์ปรีชา เปี่ยมพงษ์ศานต์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากเยอรมัน ตอนหลังไปสอนหนังสือในคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ

ตึกเรียนของคณะวิทยาศาสตร์ที่สร้างแล้วเสร็จได้แก่ ตึกเคมี และกำลังสร้างอาคารอื่นต่อจำได้ว่า บริษัทที่สร้างอาคารของคณะวิทยาศาสตร์ นั้นได้แก่ บริษัทปัญญามิตร ส่วนตึกสำนักงานอธิการบดีต่อมาก็สร้างจนแล้วเสร็จ พูดถึงตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์และตึกฟักทองนั้นออกแบบโดย ดร.รชฏ กาญจนวณิชย์และคุณอมร ศรีวงศ์ เป็นรูปทรงสถาปัตยกรรมที่แปลกตาและทันสมัยมากในเวลานั้น จนกระทั่งทำให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวนอกจากเป็นแหล่งทางวิชาการเพราะมีคณะท่องเที่ยวจากมาเลเซีย สิงคโปร์นั่งรถทัวร์แวะเวียนมาชมกันไม่ขาด ส่วนคณะจาก กทม.ซึ่งเป็นข้าราชการมาดูงานก็มีบ้างเหมือนกัน บางครั้งทางมหาวิทยาลัยก็ให้นักศึกษาช่วยนำคณะฯเข้าเยี่ยมชมอาคารต่างๆ ด้วย

สำหรับการเรียนการสอนของ ม.อ.นั้นมีเรื่องที่แปลกเรื่องหนึ่งคือ โดยปรกติมหาวิทยาลัยทั่วไปจะทำการเปิดคณะที่สอนวิชาพื้นฐานก่อน อย่างเช่นคณะวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นจึงจะทำการเปิดสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์ภายหลัง แต่ปรากฏว่าที่มหาวิทยาลัยของเรานั้นทำการเปิดสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นคณะแรก ส่วนคณะวิทยาศาสตร์เปิดเป็นคณะที่สาม ช่วงแรกกว่าที่จะมีอาจารย์บรรจุเข้ารับราชการในมหาวิทยาลัย ต้องทำการโอนย้ายมาจากสถาบันอื่นกันอุตลุด แต่ทั้งรุ่นพี่และมหาวิทยาลัยก็สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ โดยบางครั้งรุ่นพี่ต้องเรียนในวันหยุดหรือตอนหัวค่ำโดยมีอาจารย์จากสถาบันอื่นมาสอน อาจารย์เล่าให้ฟังว่า รุ่นพี่บางทีต้องเรียนทั้งเจ็ดวันในหนึ่งสัปดาห์ แล้วแต่ว่าจะหาอาจารย์มาสอนได้ในช่วงไหน

ความประทับใจของผมอีกเรื่องหนึ่งคือ นอกเหนือจากอาจารย์อาวุโสระดับผู้ใหญ่ซึ่งมีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูบา อาจารย์สูงยิ่งแล้ว อาจารย์ท่านอื่นๆ ที่ทำการสอนนั้น มีอายุห่างจากนักศึกษาไม่มาก บางท่านอยู่ในวัยเดียวกับพี่รุ่นหนึ่งรุ่นสองที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาในขณะนั้น ทำให้สำหรับใน ม.อ.แล้วแทบไม่มีช่องว่างระหว่างวัย ไม่เคยมีเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเด็กหรือเด็กขัดใจผู้ใหญ่อะไรทำนองนี้ บางครั้งตอนเย็นนักศึกษากับอาจารย์ก็นั่งรถตุ๊กๆ เข้าไปหาอะไรกินในหาดใหญ่ด้วยกัน ซึ่งนับเป็นภาพที่ผมประทับใจไม่เคยลืม

มหาวิทยาลัยสมัยนั้นมีตึกไม่มาก แต่ตั้งบนพื้นที่กว้างขวาง ส่วนของหอพักนักศึกษาอยู่ติดกับศูนย์วิจัยการยาง มองผ่านหน้าต่างห้องพักออกไปแลเห็นต้นยางเป็นทิวแถว ส่วนบ้านพักอาจารย์และแฟลตพักสมัยนั้นอยู่ริมอ่างน้ำกับพื้นที่เชิงเขา ไม่มีความร่มรื่นเพราะต้นไม้มีไม่มาก โดยมีต้นยางเป็นหย่อมๆ ระหว่างตึกวิศวฯ กับตึกฟักทองมีพื้นที่ที่เราเรียกกันว่าดงยาง เพราะมีต้นยางอยู่หลายต้น นอกจากนั้นมีไม้ยืนต้นอยู่ห่างๆ ดอกศรีตรังไม่เคยมีให้เห็นนอกจากในหนังสือ แม้ว่าศรีตรังจะเป็นต้นไม้ประจำสถาบัน ผมตื่นเต้นกับมหาวิทยาลัยมาก ผมเป็นคนภาคตะวันออกที่เพิ่งมาภาคใต้เป็นครั้งแรก ได้หัดฟังสำเนียงใต้แท้ๆ จากคนงานและได้เรียนรู้วัฒนธรรม ความเชื่อของท้องถิ่นใต้ไปเรื่อยๆ โดยผมมีความรู้สึกสนุกสนานกับการเรียนรู้นี้ บางครั้งก็ทำให้คนงานหรือแม่บ้านที่เป็นคนท้องถิ่นตกอกตกใจเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เช้ามืดวันหนึ่งผมตื่นนอนแล้วลงบันไดมาชั้นล่าง ตอนนั้นผมพักอยู่ห้อง C 317 เดินผ่านห้องกลางซึ่งใช้สำหรับรีดผ้าพบว่าหน้าห้องมีคางคกตัวใหญ่มาก ใหญ่กว่าคางคกที่ผมเคยเห็นในภาคกลางหลายเท่า ผมเลยเคาะประตูห้องเพื่อนที่อยู่แถวนั้นให้ออกมาช่วยกันดู ทุกคนมีความแปลกใจเช่นเดียวกัน แล้วก็เลยช่วยกันจับใส่กล่องกระดาษ รอเวลาตอนสายพากันไปหาอาจารย์ที่สอนวิชาชีววิทยา อาจารย์หยิบตำราภาษาอังกฤษออกมาค้นหาคางคกประเภทนี้ พบว่ามีอยู่ในท้องถิ่นปักษ์ใต้และมาเลเซีย โดยในหนังสือบอกว่าเคยพบตัวขนาด 23 กิโลกรัมในมาเลเซีย แล้วก็เลยจับใส่โถดองเก็บไว้ในห้องวิทยาศาสตร์เสียเลย ตอนกลางวันผมกลับมาที่หอพักพบแม่บ้านซึ่งเป็นผู้ดูแลให้บริการทั่วไป พอแม่บ้านทราบเรื่องแกก็เอามือทาบอก ท่าทางตกใจเป็นอย่างมาก แกอธิบายว่า คุณวัชรินทร์นี่ช่างไม่รู้ประสีประสา นี่เค้าเรียกว่า "กง" ถ้าเค้ามาที่ไหนก็จะให้ลาภที่นั่น ถ้าเข้าไปที่บ้านไหนจะต้องจัดกะละมังใส่น้ำให้เค้าเล่น ไปทำร้ายเค้านี่บาปมากนะ ผมก็เพิ่งทราบความเชื่อของชาวบ้านเรื่องนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกว่าแม่บ้านจะเสียดายแทนผมที่ทำลายลาภที่พึงมีเพราะไม่ได้ดูแลให้การ บริบาลคางคกตัวใหญ่ที่เรียกว่า "กง" ตามความเชื่อของแม่บ้าน

เมื่อมาอยู่ ม.อ.ในความแห้งแล้งเพราะขาดต้นไม้ อาจารย์หญิงท่านหนึ่งชื่ออาจารย์ชะลอ วิเศษเสนีย์ ท่านก็มาชักชวนนักศึกษาให้ช่วยกันปลูกต้นไม้โดยท่านได้ติดต่อกับหน่วยงานป่าไม้ที่น้ำตกเขากะช่อง จังหวัดตรังขอกล้าไม้ต่างๆ ที่มากที่สุดได้แก่ ต้นศรีตรังเพื่อเอามาช่วยกันปลูก ตอนนั้นผมนั่งรถอีแก่ไปกับอาจารย์และพี่ๆ เพื่อนๆ หลายครั้งเพื่อช่วยกันขนต้นไม้ มีพี่บุญฤทธิ์ วิริยะพานิช (ม.อ4-วท) พี่มพล มงคลพิทักษ์สุข(ม.อ.4-วม) คุณเบญจมาศ กุลพงษ์ศรี(ม.อ.5-วท) คุณวิสูตร สุทธาดิศัย(ม. อ.-5วศ) แล้วก็อีกหลายคนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง แล้วพวกเราก็ใช้เวลาว่างช่วยกันในตอนเย็นขุดดิน ปลูกต้นไม้โดยยึดแนวริมถนนจากหอพักไปยังอาคารเรียน โดยมีนักศึกษาจำนวนมากมาช่วยกันดำเนินการโดยเฉพาะน้อง ม.อ. 6 น่าจะได้ช่วยปลูกต้นไม้กันทุกคน

การปลูกต้นไม้ทำให้ผมได้เรียนรู้การทำงานที่เป็นระบบเพราะจะต้องมีการเตรียมต้นไม้ เตรียมดิน ขุดหลุม บางครั้งเมื่อขุดลงไปเจอหินแข็งจนไม่สามารถขุดต่อได้ ก็ต้องประเมินว่าคุ้มไหมกับความเหนื่อยที่จะต้องหาอุปกรณ์ที่แข็งกว่าจอบ เสียม เช่น อีเตอร์มาขุดทะลายหิน หากไม่คุ้มเพราะไม่แน่ใจว่าต้นไม้จะหยั่งรากลงไปพ้นหินข้างล่างได้ก็ต้องเลื่อนหลุมให้ห่างออกไปแล้วขุดใหม่ เมื่อปลูกต้นไม้เสร็จก็ต้องติดตามดูแลรดน้ปักไม้ผูกยึดลำต้นไว้มิให้ล้มเพราะแรงลมหรือด้วยสาเหตุอื่น รวมทั้งคิดไปข้างหน้าว่าเมื่อแดดร้อนจัดอาจทำให้ต้นไม้เฉาก็ต้องทำร่มบังให้ ต้นไม้ที่อาจารย์ชะลอคอยช่วยแนะนำพวกเราให้ดำเนินการ ผมเลยได้ศึกษาปรัชญาการทำงานไปในตัวผมว่าเวลาทำงานอะไรขั้นตอนก็ไม่ได้ผิดแผกจากนี้เท่าไรนัก

อาจารย์ชะลอเป็นอาจารย์สอนในภาควิชาชีววิทยา ท่านมีความรักและห่วงใยลูกศิษย์ทุกคนที่ท่านรู้จักแม้ว่าจะไม่ได้เรียนวิชาที่ท่านสอน ผมเคยประสบกับตัวเอง คือ มีอยู่คืนหนึ่งผมนอนหลับแล้วเกิดอาการที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า "ผีอำ" ทั้งที่หลับอยู่ก็เหมือนตื่น รู้สึกคล้ายมีคนมานั่งทับอก ลืมตาดูเห็นชายผิวดำทับอยู่บนอกผม ผมดิ้นส่งเสียงอึกอักเพราะหายใจไม่ออก เพื่อนร่วมห้องพักของผมเขายังนอนไม่หลับเลยมาเขย่าตัวผมให้ตื่น ผมเล่าให้เพื่อนฟังว่าคงฝันไป เรื่องนี้เพื่อนผมเล่าให้คนอื่นฟังแล้วเลยขยายจากปากสู่ปากจนไปถึงอาจารย์ชะลอ ท่านก็ตามหาด้วยความกังวล คนงานไปบอกท่านว่าที่นี่เจ้าที่แรง คนที่บอกให้อาจารย์ทราบเรื่องขอให้อาจารย์มาเกลี้ยกล่อมผมให้ไปหาพระที่นั่งทางในตรวจสอบ อาจารย์ท่านทราบว่าถ้ามาบอกผมก็คงทำไม่รู้ไม่ชี้ ท่านเลยไปหาพระที่เขาแนะนำกันเสียเอง ผมมาทราบภายหลังโดยอาจารย์เล่าให้ฟังว่า พระท่านนั่งทางในพบว่าเจ้ากรรมนายเวรของผมติดตามมาให้คุณให้โทษ ต้องสะเดาะเคราะห์ด้วยการร่วมทำบุญต่อเรือถวายวัด ซึ่งอาจารย์ท่านก็นึกอยู่ในใจว่าถ้ามาบอกให้ผมไปทำบุญแบบนั้นผมก็คงไม่เชื่อถือ ความที่ท่านห่วงลูกศิษย์ท่านเลยไปทำบุญให้แทนผมโดยเรียบร้อย

ในปี 2515 นั้นตอนปลายปีคณะวิศวกรรมศาสตร์เปิดภาควิชาเพิ่มเติมสองภาควิชาคือ ภาควิชาวิศวกรรมเคมีและภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ส่วนคณะวิทยาศาสตร์เตรียมรับนักศึกษาใหม่ของคณะซึ่งจะมีส่วนหนึ่งถูกคัดไปเรียนแพทยศาสตร์ภายหลัง นอกจากนี้จะมีการรับนักศึกษาพยาบาลเพื่อมาทำงานในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ที่จะเปิดในอนาคต โดยจะไปฝากเรียนกับวิทยาลัยพยาบาลสงขลา ทำให้ในปี 2516 นั้นมีสีสันไม่น้อยทั้งด้านการเรียนและด้านกิจกรรม

สำหรับผมแล้ว ตึกเรียนของคณะให้ความประทับใจต่อผมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม อย่างเช่นตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์นั้นในปี 2515 ทางคณะอนุญาตให้ใช้ห้องๆ หนึ่งของภาควิชาไฟฟ้าเป็นห้องทำงานของสโมสรนักศึกษา เวลามีการประชุมเพื่อกำหนดกิจกรรมก็อาศัยห้องในตึกเรียนเป็นห้องประชุมทั้ง ตึกวิศวฯ และตึกวิทยาศาสตร์ แม้แต่เครื่องถ่ายเอกสารในสำนักงานอธิการบดีหากนักศึกษาต้องถ่ายเอกสารเพื่อใช้ในงานกิจกรรมทางมหาวิทยาลัยก็อนุญาตให้ใช้ได้

บ่อยครั้งในตอนเย็นหลังเลิกเรียนเมื่อเดินผ่านหน้าตึกจะได้ยินเสียง เครื่องดนตรีไทยจากการฝึกซ้อมของนักศึกษาในชมรมดนตรีไทยแว่วมาชวนให้หยุดฟัง เสียงอันไพเราะ และบางครั้งก็เป็นเสียงดนตรีจากชมรมดนตรีสากล บางครั้งเราก็อาศัยบริเวณใต้ถุนตึกฟักทองเป็นที่นั่งจับเข่าคุยกันหารือ เรื่องการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นเดียวกับเป็นที่ติววิชาการเวลาใกล้สอบ ตอนสมัยหลังที่กิจกรรมนักศึกษามุ่งสู่กิจกรรมเพื่อประชาชน สถานที่แถวตึกเรียน และบริเวณดงยางก็กลายเป็นที่ให้พวกเราได้ชุมนุมรวมกลุ่มเปิดเวทีปราศรัย ครั้งแล้วครั้งเล่า

ปีนี้เป็นปีที่ 40 ของมหาวิทยาลัย ทราบว่าวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2550 คณะวิศวกรรมศาสตร์จัดงานคืนสู่เหย้า ส่วนคณะอื่นนั้นผมยังติดตามข่าวสารอยู่ ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องที่อยู่ในมหาวิทยาลัยช่วงใกล้เคียงกับปี 2515 ยังจดจำความสุข ความสนุกสนานด้วยบรรยากาศอันงดงามด้วยความรัก น้ำใจ และทุกสิ่งทุกอย่างในสมัยนั้นได้ และคงได้ร่วมรำลึกถึงความหลังครั้งเก่าในช่วงนั้นอีกครั้งในโอกาสกลับมา เยือน ม.อ.ของเราหลังจากที่ห่างมาหลายสิบปี ผมเชื่อว่าศิษย์เก่า ม.อ. ได้ซึมซับความรักความประทับใจจากมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งประสาทวิชาการให้พวกเรา ไม่ว่าจะนานมาแล้วกี่ปีคงไม่มีใครลืมได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ส่วนไหนของแผ่นดิน
ตอนต่อไป ... ตอนที่ 9 กิจกรรมนักศึกษา

บันทึกย้อนหลัง

แนะนำกันก่อน
ตอนที่ 1 ก้าวแรกที่ ม.อ.
ตอนที่ 2 กิจกรรมใน ม.อ.
ตอนที่ 3 ย่างก้าวสู่ภายนอก
ตอนที่ 4 บ้านของเรา-ระหว่างจินตนาการกับความจริง
ตอนที่ 5 คาเฟทีเรีย(อิ่มอร่อยกับอาหาร-สนุกกับการทำกิจกรรม)
ตอนที่ 6 หอพักนักศึกษายุคแรก
ตอนที่ 7 ดอกศรีตรังช่อใหม่

สร้าง: 25 มีนาคม 2551 15:11 แก้ไข: 24 เมษายน 2551 17:13 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ขยันเขียนนะคะ...สนใจติดตามอ่านทุกตอนค่ะ...ขนาดไม่ใช่ศิษย์ เก่าที่นี่ยังชมชอบ เห็นบรรยากาศทุกตอน...นี่น่าเชียร์ให้เป็น...จาก blog สู่ Book เล่มแรกเลยนะเนี่ย......

ที่จริงน่าจะให้หลายๆ คนที่อยู่ในบรรยากาศ..เขียน..รวมเล่มแจกเป็นที่ละลึกในงาน ที่วิศวะจะจัดคืนสู่เหย้าได้นะคะ...

งานคืนสู่เหย้าได้จัดไปแล้วครับ และตอนนั้นก็ทำไม่ทัน รวมทั้งอาจจะคิดไม่ทันด้วย ...

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.162.15.31
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ