เชิญชวนร่วมเขียนเรื่องราวความสุขของท่าน ผ่าน Share.psu.ac.th โดยใส่คำสำคัญ PSU.QWL

panyarak
Ico64
นาย ปัญญรักษ์ Aaron งามศรีตระกูล
อาจารย์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 4 · ผู้ติดตาม: 6

อ่าน: 3133
ความเห็น: 0

ตอนที่ 7 ดอกศรีตรังช่อใหม่

...สิ่งหนึ่งที่มากระตุ้นต่อมความคิดของพี่ๆ ก็คือแผ่นปลิวที่เสนอความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของพวกเราในขณะ นั้นโดยใช้ชื่อว่า "สวะ 6" ....

(โดย วัชรินทร์ พุทธพรไพสิฐ  1 มิ.ย. 2550)    แนะนำกันก่อน

วันที่น้อง ม.อ.6 อันได้แก่ น้องคณะวิศวกรรมศาสตร์รุ่น 6 และน้องคณะวิทยาศาสตร์รุ่น 4 เดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยนั้นในคาเฟทีเรีย มีบทกลอนต้อนรับน้องใหม่บทหนึ่งเขียนไว้ว่า

" ก่อนนั้นน้องอยู่ไหนพี่ไม่รู้
รู้แต่อยู่ห่างไกลมองไม่เห็น
เดี๋ยวนี้เราร่วมทุกข์สุขลำเค็ญ
รวมกันเป็นลูกสงขลานครินทร์"
แต่เวลาที่อาจารย์ดอกเตอร์ประดิษฐ์ เชยจิตร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์กล่าวต้อนรับน้องใหม่ ท่านแปลงบทกลอนเสียใหม่เป็น "ก่อนนั้นน้องอยู่ไหนพี่ไม่รู้ รู้แต่อยู่ห่างไกลมองไม่เห็น มาอุดอู้ในหอพักอันลำเค็ญ รวมกันเป็นลูกสงขลานครินทร์" สาเหตุที่ว่ามาอุดอู้ในหอพักอันลำเค็ญ คงเป็นเพราะทุกคนจะต้องอยู่ในหอพักห้องละ 3 คนนั่นเอง
ช่วงที่น้อง ม.อ. 6 มาถึงนั้น พี่ๆ ทุกคนดีใจที่สายเลือด ม.อ.มีมากขึ้น และคงจะเพิ่มสีสันให้กับมหาวิทยาลัยมิใช่น้อย ทั้งด้านการเรียนและด้านกิจกรรม สำหรับผมเองนั้นพักอยู่ในหอพักกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน และมีน้องวิศวฯ รุ่น 6 มาอยู่ด้วยอีก 1 คนคือ คุณศักดิ์ชัย สมบุญวงศ์ ตอนหลังไปเรียนภาควิชาวิศวกรรมโยธา คุณศักดิ์ชัยเป็นตัวเชื่อมโยงให้ผมได้รู้จักกับน้องวิศวฯ อีกคนในเริ่มแรก คือ คุณวุฒิพร ศรีวัฒนะ(เรียนไฟฟ้า) จากนั้นก็ค่อยๆ เชื่อมโยงไปรู้จักกับน้องคนอื่นๆ รวมทั้งข้ามไปรู้จักกับน้องคณะวิทยาศาสตร์รุ่น 4 ด้วยอาทิ คุณสัมพันธ์ ศรีนันท์( เรียนสำเร็จแล้วเปลี่ยนนามสกุลเป็นผกาวรรณ) ฯลฯ น้องๆ ม.อ. 6 ได้เข้ามามีบทบาทในกิจกรรมด้านต่างๆ มากมายและเป็นพลังสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยในขณะนั้น
ขอย้อนกลับไปถึงพี่ๆ สักเล็กน้อย กล่าวคือในปลายปีการศึกษา 2514 หรือเดือนมีนาคม 2515 มีบัณฑิตใหม่ทางวิศวกรรม ม.อ.รุ่น 2 จำนวน 22 คน(ผมว่าผมจำไม่ผิดนะ)จบวิศวกรรมโยธา 5 คน วิศวกรรมเครื่องกล 11 คน และวิศวกรรมไฟฟ้า 6 คน ที่คิดว่าจำได้ไม่ผิดเพราะมีผู้เรียนสำเร็จน้อยราย ส่วนจำนวนการรับนักศึกษาวิศวฯ ชั้นปี 1 นั้น ปี 2510 รับ 50 คน ปี 2511 รับประมาณ 50 คน ปี 2512 รับประมาณ 65 คน ปี 2513 รับประมาณ 80 คน ปี 2514 รับประมาณ 80 คน และปี 2515 ก็มีน้องใหม่วิศวฯ ประมาณ 80 คนเช่นกัน สำหรับน้องใหม่คณะวิทยาศาสตร์นั้นผมจำตัวเลขได้ไม่แน่นอน น่าจะอยู่ประมาณ 60 – 70 คน ผมมาเรียน ม.อ.นั้นไม่เคยได้รู้จักพี่ที่สำเร็จเป็นบัณฑิตรุ่นแรก เพราะเรียนจบตั้งแต่ผมยังไม่ได้เข้า ม.อ. ส่วนพี่บัณฑิตรุ่นที่ 2 นั้นตอนที่พี่เรียนปี 4 ที่หาดใหญ่ ผมเป็นน้องปี 1 ต้องเรียนอยู่ที่ กทม. เลยไม่ได้รู้จักเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผมได้รู้จักพี่ ม.อ.รุ่น 1และ 2 ที่เรียนสำเร็จแล้วบรรจุเป็นอาจารย์ใน ม.อ.สมัยนั้นและได้เรียนวิชาที่รุ่นพี่สอนหลายท่าน พี่ๆ เหล่านี้ได้แก่ พี่สมชัย โภชนาจันทร์ พี่มนัส เกื้อกูลกิจการ พี่สุรพล เอี่ยมจิตเมตตา พี่สมพร เหรียญมโนรมย์ ทั้ง 4 ท่านเป็นพี่รุ่นหนึ่ง ส่วนพี่รุ่น2 ได้แก่ พี่วิทยา จงเจริญ พี่สุพัทธ์ พู่ผกา ผมต้องขอก ราบขอบพระคุณพี่รุ่นหนึ่งและรุ่นสองทุกท่านที่เมื่อเรียนสำเร็จแล้วยังคง เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่ ม.อ.ให้กับน้องรุ่นหลังๆ แม้ว่าระยะต่อมาพี่ๆ บางท่านก็โยกย้ายไปทำงานที่อื่น และผมก็ต้องขอคารวะต่อพี่รุ่น 3 พี่รุ่น 4 เพื่อนรุ่น 5 และน้องๆ รุ่นหลังๆ ทั้งคณะวิศวฯและคณะอื่นๆ ที่ยอมเป็นอาจารย์ทำการสอนอยู่ในบ้านของเรา เนื่องเพราะทุกท่านยัง เป็นดอกศรีตรังที่ผลิบานอยู่ในรั้ว ม.อ.เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์ใหม่ให้เติบกล้าจนทุกวันนี้ดอกศรีตรังได้ผลิบาน กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ แม้ยังไม่มากเท่าสถาบันที่เก่าแก่กว่า แต่เราก็สามารถยืนอยู่อย่างงามสง่าเป็นเวลาถึง 40 ปีและจะเติบขยายต่อไปไม่สิ้นสุด (ผมมิได้ลืมพระคุณของคณาจารย์ที่มิได้จบจาก ม.อ. แต่ก็ยินดีมาทำการสอนใน ม.อ.ของเรานะครับ เพียงแต่ตอนที่ 7 นี้ผมขอเน้นตรงพี่น้อง ม.อ.ของเรา)
ความที่เราไม่ได้อยู่รวมกันนั้นทำให้นักศึกษา ม.อ.สมัยนั้นแตกแนวคิดไปหลากหลาย และไม่มีแนวทางอะไรที่มองเด่นชัด นอกจากความรักความผูกพันที่น้องพี่ในสถาบันเดียวกันพึงมีให้กัน อีกทั้ง ม.อ.ก็เป็นสถาบันใหม่เพิ่งเปิดมาไม่กี่ปี ความคิดต่างๆ ที่ต่างคนต่างมีอยู่จึงยังไม่ตกผลึกออกมาเป็นรูปธรรม ผมเคยจัดพิมพ์หนังสือขนาด 16 หน้ายกใน ม.อ. มีพี่ ม.อ. 4 –วิศวฯ ท่านหนึ่งชื่อพี่วสุ ศรีสนั่น กรุณาส่งบทความมาตีพิมพ์ มีใจความท่อนหนึ่งกล่าวโดยย่อ(เพราะจำเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้) พี่วสุ ศรีสนั่น บอกว่า "คุณเอื้อ สุนทรสนาน หรือสุนทราภรณ์เป็นนักร้องดัง เวลาร้องเพลงไปก็สีไวโอลินไป ท่าทางสีไวโอลินประกอบการร้องเพลงด้วยเสียงแหบๆ ของท่านช่างสุดซึ้งจนได้ฉายาว่า แหบเสน่ห์ เพลงดัง ๆ ที่คุณเอื้อ สุนทรสนานร้องสมัยนั้นได้แก่ เพลงขอให้เหมือนเดิม อุษาสวาท พรานทะเล ฯลฯ ขณะเดียวกัน คุณสุเทพ วงศ์กำแหงก็เป็นนักร้องดัง เสียงนุ่ม ๆ ชวนให้ลุ่มหลงของท่านก็สุดซึ้งไม่แพ้กัน และได้ฉายาว่า นักร้องเสียงขยี้ฟองเบียร์ วันดีคืนดีถ้าเอาไวโอลินใส่เข้ามือคุณสุเทพ วงศ์กำแหงแล้วให้ร้องเพลงสไตล์สุนทราภรณ์ไปสีไวโอลินไป คุณสุเทพก็คงทำอะไรไม่ถูก ส่วนคุณเอื้อ สุนทรสนานให้ไปร้องเพลงของคุณสุเทพ วงศ์กำแหงก็คงตกม้าตาย แล้วพี่วสุก็สรุปว่า ม.อ.ของเราคงจะไปเลียนแบบจุฬาฯ หรือสถาบันอื่นมาคงจะไม่ได้ ม.อ.ก็ต้องเป็นแบบ ม.อ." พี่วสุ ยังไม่อาจบอกได้ว่า ม.อ.ควรจะเป็นเช่นไร เป็นหน้าที่ที่ชาว ม.อ.ทุกคนจะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันสร้างสรรค์
ตอนนั้นเรายังไม่มีอะไรที่เป็นแบบ ม.อ.ทำให้น้องใหม่ที่มองหาพี่เป็นต้นแบบก็งงๆ และอาจไม่รู้สึกอบอุ่นนัก มีการถกเถียง วิพากษ์เชิงสร้างสรรค์กันบ่อยๆ เมื่อมีเวลาว่าง ผมเคยได้เข้าไปพูดคุยและตกอยู่ในวงสนทนาหลายวง ทั้งพี่ๆ และน้องใหม่ อย่างไรก็ดีแม้จะมีเรื่องขัดแย้งกันบ้าง โต้เถียงกันบ้าง แต่ทุกอย่างก็อยู่ในเกม และที่สุดพี่น้องก็หันหน้าพูดคุยกันอย่างพี่น้องเป็นอย่างนี้ตลอดมา
เมื่อตอนต้นปี 2550 คุณพิเชษฐ์ เกียรติเดชปัญญา น้อง ม.อ.6-วิศวฯโทรศัพท์ติดต่อมายังผมว่าน้องๆ วิศวกรรมเคมีจะเดินทางมาร่วมแข่งกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์กับชาววิศวกรรมเคมี ของมหาวิทยาลัยอื่นโดยมีนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวฯ มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นเจ้าภาพ อยากให้ผมไปดูน้องๆ ที่มาร่วมแข่งขัน และร่วมเชียร์ด้วย ผมเลยไปพบกับน้องๆ ขณะที่ผมขับรถไปมหาวิทยาลัยบูรพานั้น ผมพยายามทบทวนความจำถึงน้อง ม.อ.6 ทั้งคณะวิศวฯ และวิทยาศาสตร์และบทบาทของน้องๆ ตอนอยู่มหาวิทยาลัย นึกออกหลายคนรวมทั้งมีบางคนที่พบปะอยู่
ลองไล่เรียงดูที่พอจำได้ มีคุณวุฒิพร ศรีวัฒนะ(วศ) ตอนหลังเป็นนายกองค์การนักศึกษา มีบุคลิกยิ้มแย้มแจ่มใส เข้ามาช่วยงานสารพัดที่พี่ๆ ขอให้ช่วย คุณพิรียุตม์ วรรณพฤกษ์(วศ) มีความจำดี ฉลาดซ่อนคม พร้อมเรียนรู้เรื่องใหม่ได้ทุกเรื่อง เคยเป็นประธานชมรมอาสาพัฒนา คุณพิธาน พืชมงคล(วศ) นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผู้ยืนหยัดไม่ยอมพ่ายแพ้ คุณสัมพันธ์ ศรีนันท์(วท)พร้อมทำงานหนักโดยไม่ปริปากและรักเพื่อนพ้อง เคยดำรงตำแหน่งประชาสัมพันธ์องค์การนักศึกษา คุณชูชัย ปิติเจริญกิจ(วท)นักกีฬาตระกร้อ คุณทศพล พิทักษ์เผ่า(วท) ช่วยทำงานมวลชนในยุคแรกๆ คุณจรรยา ลิ่มบานเย็น(วท)เข้ามาช่วยงานชมรมการพูดการเขียน คุณเพ็ญพรรณ ลิ่มสุขะวัณโณ(วท)บ้านอยู่ในหาดใหญ่ มีอะไรต้องประสานในเมืองจึงช่วยเต็มที่ เช่นเดียวกับ คุณพรเพ็ญ ลี้(วท) คุณปกรณ์ มโนธรรม(วศ) ทำงานในชมรมอาสาพัฒนา และเคยเป็นประธานสภานักศึกษา คุณประจักษ์ มโนธัม(วศ)นักอาสาพัฒนา คุณประวิทย์ ลีลางามวงศา(วท) คุณผดุง บุญสิน(วท) คุณปราโมทย์ ญาณทักษะ(วท) ที่ยินดีช่วยงานตามคำขอทุกอย่างไม่เคยปฏิเสธ สำหรับคุณปราโมทย์ ญาณทักษะนี้เป็นชาวลำปาง แต่เวลาสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยนั้นเลือก ม.อ. เป็นอันดับหนึ่งเพราะอยากมาเรียนไกลบ้าน คุณสมชาย นิติกาญจนา(วศ) สมาชิกสภานักศึกษา คุณสุธีระ ประเสริฐสรรพ์(วศ) จำได้ว่าเคยช่วยกันปลูกต้นศรีตรัง ความจริงยังมีอีกหลายท่านแต่ผ่านมานานมากผมเลยนึกออกไม่หมด
สภาพบรรยากาศการบ้านการเมืองสมัยนั้น ตั้งแต่ตอนที่ผมเข้าเรียน ม.อ.ปี 1 จอมพลถนอม กิตติขจรทำการรัฐประหารตนเองแล้วออกประกาศคณะปฏิวัติลิดรอนสิทธิประชาชนหลายอย่าง ในส่วนของมหาวิทยาลัยทุกแห่งมักจะถูกควบคุมสอดส่องมิให้นักศึกษาต่อต้าน คัดค้านรัฐบาล โดยเฉพาะการออกหนังสือของนิสิตนักศึกษาจะถูกเพ่งเล็งตรวจตราเป็นประจำ ผมเป็นคนชอบหนังสือจึงมักจะชื่นชมผู้ที่ทำหนังสือหรือเขียนหนังสือตลอดจนผู้ที่กล้าแสดงออกทางความคิดเห็นเสมอมา ในช่วงที่ผมเรียนปีสองนี้ก็ยังตกอยู่ในบรรยากาศที่กิจกรรมในมหาวิทยาลัยถูกสอดส่องโดยภาครัฐเช่นเดิม มีน้อง ม.อ.6 ท่านหนึ่ง(ขออนุญาตไม่เผยชื่อและคณะ) เมื่อสนิทสนมกันภายหลังและเข้ามาดูพวกเราทำกิจกรรมแล้ว ก็บอกกับผมและเพื่อนเขาบางคนตรงๆ ว่า เขาทำงานให้หน่วยงานของภาครัฐหน่วยหนึ่งที่มีหน้าที่สอดส่องรายงานกิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แต่เราก็เป็นมิตรกัน เพราะผมถือว่ากิจกรรมที่นักศึกษาทำนั้นเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงไม่เคยคิดกังวลใจ
ท่ามกลางความที่ยังขาดทิศทางทั้งด้านความคิด กิจกรรม ตลอดจนความเป็นอยู่ที่คล้ายกับต่างคนต่างอยู่และไม่มีเอกภาพ จะด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่มากระตุ้นต่อมความคิดของพี่ๆ ก็คือแผ่นปลิวที่เสนอความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของพวกเราในขณะ นั้นโดยใช้ชื่อว่า "สวะ 6" ผมจำเนื้อหาไม่ได้(ถ้าใครยังเก็บเอาไว้ช่วยเอามาเผยแพร่บ้างนะครับ) แต่สิ่งที่ผมชื่นชมประการแรกคือ เป็นการกล้าแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา อันนี้ผมชื่นชมเพราะผมเป็นคนชอบทำหนังสือ ประการที่สองเพราะเป็นการกระตุ้นให้หลายคนได้คิดและตื่นตัวที่จะหันหน้ามาทำประโยชน์อย่างมีการวางทิศทาง มิใช่แค่อยากทำอะไรก็ทำ ประการที่สามเพราะเป็นการแสดงออกของน้องใหม่ทำให้ผมดีใจว่ากิจกรรมนักศึกษาใน ม.อ.จะมีแต่เติบขยายเพราะน้องๆ จะเป็นกำลังสำคัญ

ประการที่สี่ผมภาคภูมิใจในความอ่อนน้อมถ่อมตนของน้องๆ เพราะแม้ความต้องการของน้องจะยิ่งใหญ่ในการออกแผ่นปลิว แต่น้องก็เลือกใช้ชื่อแผ่นปลิวว่า "สวะ 6" ซึ่งถ้าแปลกันตามตัวอักษรก็คงได้ความหมายดังนี้

6 หมายถึง ม.อ.รุ่น 6 หรือวิศวฯ รุ่น 6
สวะ หมายถึง ดอกหญ้าหรือเศษสิ่งที่ลอยเป็นแพในน้ำ

ผม เห็นแผ่นปลิวที่แจกทุกห้องในหอพักนักศึกษา ผมต้องรีบอ่านทันทีแบบรวดเดียวจบ ความรู้สึกของผม คือ ท่ามกลางเนื้อหาสาระที่สอดคล้องกันและมีค่าอันเลิศล้ำสี่ประการที่ผมสรุปเบื้องต้นแล้ว ผู้จัดทำกลับถ่อมตัวว่าเป็นเพียงดอกหญ้าหรือเศษของที่ไม่มีค่าใดๆ นอกจากนี้ผู้ทำยังสื่อให้ผู้อ่านรู้ทันทีว่ามาจากน้องรุ่น 6

ทั้งแผ่นปลิวและผู้จัดทำช่างสง่างามอย่างมีคุณค่าและยิ่งใหญ่กระไรปานนั้น

ตอนต่อไป ... ตอนที่ 8 อาคารเรียนและสภาพแวดล้อมยุคแรก

บันทึกย้อนหลัง

แนะนำกันก่อน
ตอนที่ 1 ก้าวแรกที่ ม.อ.
ตอนที่ 2 กิจกรรมใน ม.อ.
ตอนที่ 3 ย่างก้าวสู่ภายนอก
ตอนที่ 4 บ้านของเรา-ระหว่างจินตนาการกับความจริง
ตอนที่ 5 คาเฟทีเรีย(อิ่มอร่อยกับอาหาร-สนุกกับการทำกิจกรรม)
ตอนที่ 6 หอพักนักศึกษายุคแรก

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 17 มีนาคม 2551 16:35 แก้ไข: 17 มีนาคม 2551 16:38 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.197.211.197
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ