นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 3883
ความเห็น: 1

ตอนที่ 1 ก้าวแรกที่ ม.อ.

"ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ปัตตานีนั้นมีแต่ความโศกเศร้า สนทุกต้น ใบไม้ทุกใบไม่ไหวพลิ้วตามลม ราวกับจะรับรู้การดับสูญไปของ ดร.สตางค์ มงคลสุข นักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่"

(โดย วัชรินทร์ พุทธพรไพสิฐ  15 พ.ค. 2550) 
แนะนำกันก่อน

ปี พ.ศ.2514 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เปิดการเรียนการสอนเป็นปีที่ 5 มีบัณฑิตรุ่นแรกสำเร็จการศึกษาเมื่อปีการศึกษา 2513 จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล 4 คน ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า 5 คนและภาควิชาวิศวกรรมโยธา 4 คน มีคณะทีทำการเรียนการสอนแล้ว 3 คณะได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์

ผมเข้าศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ในปีการศึกษานี้โดยต้องอาศัยตึกของ มหาวิทยาลัยมหิดลตรงข้ามกับโรงเรียนอำนวยศิลป์เป็นแหล่งพักพิงร่วมกับพี่และ เพื่อนคณะวิทยาศาสตร์ ส่วนพี่วิศวะฯนั้นเดินทางมาศึกษายังแคมปัสของมหาวิทยาลัยที่คอหงส์ หาดใหญ่แล้ว ดังนั้นความสนิทสนมของน้องวิศวฯ ปี 1 ตอนนั้นจึงมีให้กับพี่คณะวิทยาศาสตร์ มากกว่าจะเป็นพี่คณะฯ ลึกๆในใจนั้นยังโหยหาบ้านของเราเสมอ และหวังไว้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าเราจะได้มาเรียน ณ ถิ่นของเราที่หาดใหญ่เสมอ สมัยนั้นยังไม่มีคำว่าวิทยาเขตจึงขอใช้คำว่าแคมปัสไปก่อน

ที่จริงมหาวิทยาลัยก็ได้จัดการด้านการเรียนการสอนให้กับนักศึกษาวิศวฯ ปี 1 โดยเรียบร้อย กล่าวคือ การเข้าห้องปฏิบัติการเคมีและฟิสิกส์นั้นไปอาศัยห้องปฏิบัติการของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเช่นเดียวกับเพื่อนคณะวิทยาศาสตร์ ส่วนการปฏิบัติการในโรงซ่อมนั้นไปอาศัยเรียนที่โรงเรียนช่างฝีมือทหารทุกวันเสาร์ พวกเราจึงมีมีวันหยุดแค่เพียงวันอาทิตย์วันเดียว ในด้านวิชาการอื่นๆ นั้นอาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการแขนงต่างๆ ให้ นอกจากนั้นก็อาศัยอาจารย์พิเศษจากสถาบันต่างๆ มาช่วยสอน และอาจารย์พิเศษแต่ละท่านเป็นอาจารย์มีระดับทั้งนั้น อาทิ ดร.ทองศุข พงศทัต สอนวิชาเคมี อาจารย์กีรติ บุญเจือนักปรัชญาชื่อดังสอนวิชาปรัชญาซึ่งเป็นหนึ่งแขนงในวิชามนุษยศาสตร์ ปัจจุบันท่านยังบริหารจัดการและทำการสอนระดับปริญญาเอกด้านปรัชญาที่ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ผมเคยได้โทรศัพท์คารวะท่านหนหนึ่งสักประมาณ 5 ปีที่แล้วตอนที่ลูกศิษย์ของอาจารย์ท่านหนึ่งชักชวนให้ผมเข้าศึกษาระดับปริญญาเอกที่นี่เพราะเขารู้ว่าผมสนใจทางด้านปรัชญา แต่ที่สุดผมไม่ได้เข้าศึกษา อาจารย์ยังจำได้ถึงตอนที่มาสอนนักศึกษาปี 1 คณะวิศวะฯ ม.อ.สมัยนั้น แต่จำผมไม่ได้

ในรุ่นผมคงจะจำอาจารย์กีรติ บุญเจือได้หลายคน เพราะท่านสอนหนังสือสนุกได้หัวเราะตลอดชั่วโมงทุกครั้งที่ท่านเข้าสอน สัปดาห์ก่อนที่จะสอบนั้นท่านก็ประกาศว่าชั่วโมงสุดท้ายที่ท่านสอนนั้นท่านจะบอกข้อสอบให้หมด นักศึกษาอย่าได้โดดเรียนเป็นอันขาด พวกเราก็ได้แต่ถกเถียงกันว่าอาจารย์แกจะหลอกหรือบอกตรงๆ แต่ในชั่วโมงนั้นทุกคนก็มาเข้าเรียนไม่มีใครขาด อาจารย์ท่านก็ถามโน่นถามนี่เรียกเสียงฮาเรียกน้ำย่อยไปเรื่อยๆ จนใกล้จบชั่วโมงท่านก็ประกาศว่า

ต่อไปนี้เป็นคำถามสำหรับที่จะสอบในสัปดาห์หน้า ทุกคนฟังให้ดี ผมจำได้ว่าภายในห้องเรียนเงียบกริบ ทุกคนคอยฟังอาจารย์อย่างจดจ่อ

"จำไว้นะครับข้อสอบจะถามว่า ท่านมีความเข้าใจในปรัชญาว่าอย่างไร จงพรรณนาโดยละเอียด" ทุกคนในห้องหัวเราะลั่น บางคนก็บอกว่ามาให้อาจารย์หลอกอีกแล้ว แล้วก็ปล่อยให้ผ่านไป ถึงตรงนี้อาจมีข้อสงสัยว่าทำไมคณะวิศวฯ ต้องให้นักศึกษาเรียนวิชา มนุษยศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษาท่านบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า เพราะเด็กวิศวฯ อยู่กับเหล็กอยู่กับโลหะ มักจะกระด้างต้องให้เรียนวิชาที่ทำให้จิตใจอ่อนโยนบ้างจะได้ไม่แข็งจนเกินควร

ความโชคดีของคนในรุ่นผมอีกอย่างหนึ่งก็คือ ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นปี 1 กับ ดร.ศิริพงษ์ ศรีพิพัฒน์ และ ดร.วิมลยุตต์ วรรณสว่าง ทั้งสองท่านเป็น ปรมาจารย์ที่สอนได้กระจ่างแจ้ง เข้าใจได้ง่าย และทำให้ไม่เบื่อเป็นการปูพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ที่ดีสำหรับที่จะได้นำไปใช้ในคณิตศาสตร์ชั้นสูงในวิชาด้านวิศวกรรมต่อไปในอนาคต

คนรุ่นผมมิได้โชคดีอย่างเดียว การได้สัมผัสนานาทัศนะของรุ่นพี่ ทำให้รับทราบว่ามหาวิทยาลัยของเรามีอนาคตที่งดงาม เรามีอธิการบดีที่เป็นนักวิชาการและนักบริหารในคนเดียวกัน เหรียญทุกเหรียญมีสองหน้าเสมอ ขณะที่เรามีความใฝ่ฝันที่สวยสดงดงาม แต่เราก็พบกับโชคร้ายครั้งยิ่งใหญ่ นั่นคือ ดร.สตางค์ มงคลสุข อธิการบดี เสียชีวิตโดยกะทันหันไม่มีใครคาดคิด

ผมจำได้ว่าเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายวัน บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเงียบสงบ

ที่จริงช่วงนั้นพี่คณะวิทยาศาสตร์จะพาน้องใหม่ไปร่วมกิจกรรมรับน้องที่ต่าง จังหวัดยังต้องยกเลิกเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับการจากไปของท่านอธิการบดี หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวความเป็นไปในปัตตานีมีใจความท่อนหนึ่งกล่าวว่า

"ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ปัตตานีนั้นมีแต่ความโศกเศร้า สนทุกต้น ใบไม้ทุกใบไม่ไหวพลิ้วตามลม ราวกับจะรับรู้การดับสูญไปของ ดร.สตางค์ มงคลสุข นักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่"

ในการเป็นนักศึกษาปีหนึ่งนั้น เราไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดอาจารย์ดอกเตอร์ สตางค์ มงคลสุข แต่เกียรติภูมิของท่านเป็นที่รู้จักและยอมรับในแวดวงวิชาการทั่วไป และนับว่าเป็นโชคดีของมหาวิทยาลัยที่ได้ท่านมาเป็นผู้นำ แต่พี่ๆ รุ่นก่อนหน้ามีโอกาสได้วิสาสะกับท่านมากกว่า และได้นำคุณงามความดีของท่านมาเล่าให้น้องๆ ฟังเสมอ อาทิ ท่านเป็นผู้ตัดสินใจย้ายคณะวิศวกรรมศาสตร์จากที่เคยกำหนดไว้ที่ปัตตานีมาอยู่ที่หาดใหญ่ ท่านเคยคิดจะตั้งภาควิชานาวาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการต่อเรือ แต่เมื่อท่านถึงแก่กรรมโครงการนี้ก็ต้องพับฐานไป เดี๋ยวนี้ภาควิชาวิศวกรรมต่อเรือเป็นภาควิชาที่ดังมากภาคหนีงของคณะวิศกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่ง ม.อ.ของเราเคยมีโครงการจัดตั้งมาตั้งแต่ก่อนปีพ.ศ. 2515 เสียอีก

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้มีโอกาสฟังพี่ไกรธีระ กิตติศรีไสว พี่รุ่น 2 กล่าวถึง ดร.สตางค์ มงคลสุข พี่เล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นอาจารย์มีโครงการที่จะทำให้แคมปัสที่หาดใหญ่เป็นแคมปัสที่สอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนที่ปัตตานีจะเป็นแคมปัสที่เป็นศูนย์กลางความรู้ด้านสังคม ภาษาและวัฒนธรรม ใครที่จะมารับราชการในภาคใต้จะต้องเข้าไปรับการปรับฐานความรู้ด้านวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อของคนปักษ์ใต้ รวมทั้ง 3 จังหวัดภาคใต้ด้วย ที่สุดความสำเร็จของมหาวิทยาลัยจะอยู่ที่การนำความรู้ด้านต่างๆ มาพัฒนาปักษ์ใต้บ้านเรา

ดังนั้นการที่ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งก่อตั้งขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของคณาจารย์ภายใต้การนำของ ดร.สตางค์นั้นได้รับการขนานนามว่าตึกสตางค์ มงคลสุข จึงเป็นความถูกต้อง เป็นความยิ่งใหญ่และมีเกียรติอย่างยิ่ง

(อ่านต่อ ตอนที่ 2 กิจกรรมใน ม.อ.)

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 01 กุมภาพันธ์ 2551 16:56 แก้ไข: 26 พฤษภาคม 2551 08:34 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
สมาน [IP: 192.168.100.112]
07 กรกฎาคม 2551 10:12
#31906
".....แต่เราก็พบกับโชคร้ายครั้งยิ่งใหญ่ นั่นคือ ดร.สตางค์ มงคลสุข อธิการบดี เสียชีวิตโดยกะทันหันไม่มีใครคาดคิด

ผมจำได้ว่าเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายวัน บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเงียบสงบ

ที่จริงช่วงนั้นพี่คณะวิทยาศาสตร์จะพาน้องใหม่ไปร่วมกิจกรรมรับน้องที่ต่าง จังหวัดยังต้องยกเลิก...."

ขออนญาตบันทึกเสริม ดังนี้ครับ

เป็นเช้าวันที่ 6 กรกฎาคม 2514 ครับ เวลาประมาณ 7:10 น. ขณะที่ทุกคนเตรียมตัวขึ้นรถบัสที่มาจอดรอไป (ประจวบฯ หรืออะไรนี่แหละ) ก็ได้ข่าว ดร. สตางค์ ถูกยิงเสียชีวิต

กิจกรรมดังกล่าวจึงงดไปโดยปริยาย โดยนัดหมายกันตอน 5 โมงเย็นที่วัดธาตุทองแทนครับ

ป.ล. ปีนี้คณะวิศวฯ ได้จัดงานทำบุญให้อาจารย์ ดร.สตางค์ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.ค. เลยทำให้หลายท่านจากคณะวิทย์ ไม่ได้ไปร่วมงานเช่นเคยไปประจำ เข้าใจว่าประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึงครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.92.190.11
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ