เชิญชวนร่วมเขียนเรื่องราวความสุขของท่าน ผ่าน Share.psu.ac.th โดยใส่คำสำคัญ PSU.QWL
อ่าน: 1672
ความเห็น: 16

บรรยากาศการประเมินคุณภาพภายใน วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ประจำปีการศึกษา 2551

ระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน 2552

ด้วยระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน 2552 ที่ผ่านมาเป็นเทศกาลการประเมินคุณภาพภายใน วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี  ประจำปีการศึกษา 2551  การประเมินครั้งนี้รู้สึกไม่คึกคักเหมือนปีก่อนๆที่ผ่านมา  ไม่ค่อยมีบุคลากรสายวิชาการเข้ารับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานและรับฟังผลการตรวจเยี่ยมด้วยวาจา

อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณบุคลากรวิทยาเขตสุราษฎร์ธานีทุกท่านที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  ทั้งการเตรียมเอกสาร การให้ข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการประเมินในครั้งนี้ ผลลัพธ์จากการประเมินทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่าง ทั้งจุดอ่อน  และสิ่งที่เราสามารถพัฒนาได้ในอนาคตอันใกล้  เสียดายที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ติดภารกิจ  ไม่สามารถให้ข้อมูลและรับฟังผลการประเมินด้วยตนเองได้

ส่วนรายละเอียดผลการประเมินงานประกันคุณภาพจะแขวนเว็บให้ทราบอีกครั้ง  หลังจากที่มีการกลั่นกรองจากฝ่ายเลขานุการแล้ว  และภาพบรรยากาศการประเมินทุกท่านสามารถดูได้ที่ http://share.psu.ac.th/file/sutisa.a  อยากจะบรรยายภาพให้ดูในส่วนนี้แต่ยังทำไม่เป็น (ไปอบรมแล้วแต่จำไม่ได้)  ผลการประเมินโดยรวมแล้วอยู่ในเกณฑ์ดี  ส่วนใหญ่จะได้รับคำชม ดูเหมือนคณะกรรมการจะเข้าใจบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง  เข้าใจปัญหาอุปสรรคในการทำงานของทุกๆคน  และพยายามเสนอแนวทางแก้ไข  ส่วนการนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงพัฒนาอย่างจริงจัง  คงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารทุกท่านที่ร่วมกันหารือต่อไป  หากมีความคืบหน้าเป็นอย่างไร  จะแจ้งให้ทุกท่านทราบอีกครั้ง

หมวดหมู่บันทึก: ประกันคุณภาพ ตัวชี้วัด ประเมินผล
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 07 กันยายน 2552 15:24 แก้ไข: 07 กันยายน 2552 15:24 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
[IP: 202.29.16.253]
08 กันยายน 2552 22:33
#48150
ได้ข่าวว่ารองฯ วิทยาเขตติดราชการไม่ได้เข้าฟัง...?

ไม่ได้เข้าฟังเหมือนกันครับ

มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้างครับ เล่าให้ฟังบ้างสิ

 

รอฟังอยู่น้า.....

Ico48
ความเห็น [IP: 58.9.18.108]
17 กันยายน 2552 01:21
#48407

ผลการประเมินมหาวิทยาลัยรอบ 2 ที่ประกาศเมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆตั้งข้อกังขาว่าอาจไม่ยุติธรรม เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร(มทม)ได้คะแนน 4.86 ขณะที่จุฬาฯ ได้ 4.62 ธรรมศาสตร์ได้ 4.67 ม.มหิดลได้ 4.53 ม.เกษตรศาสตร์ได้ 4.57 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(NIDA)ได้ 4.33 ฯลฯ

 ข้อสังเกต: ม.สงขลานครินทร์ ที่มีอันดับ 1 ของประเทศไทย อันดับ 2 ของอาเชี่ยนและติดอันดับที่ 175 ของโลกในการจัดอันดับระดับโลกของ Webometrics เมื่อเดือนกรกฎาคม 2552.. ได้คะแนน 4.65 เท่านั้น...ความน่าเชื่อถือของ สมศ. กับ Webometrics นั้นเป็นเรื่องระดับสากลที่แตกต่างกันจนไม่สามารถเปรียบเทียบได้

 

ถึงแม้ สมศ.โดย ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุว้ฒน์ ออกมาชี้แจงทางสื่อวิทยุเมื่อ 12 กันยายน 2552 ยืนยันความยุติธรรมของ สมศ.ก็ไม่ทำให้สิ้นข้อกังขาไปได้ ทั้งนี้เพราะ

1. สมศ.มิได้ใช้"ระบบ"ในการประเมินตามข้อกำหนดของมาตรฐานสากล แต่ สมศ.ใช้มาตรฐาน 7 ข้อที่มิใช่"ระบบ"เป็นเกณฑ์ในการประเมิน

2."ระบบ"คือหลักประกันคุณภาพการศึกษา QA(Quality Assurance)ดังที่กฏหมายการศึกษาแห่งชาติ 2542 ระบุ"ให้มีระบบประกันคุณภาพการศึกษา"

3. เกณฑ์ทั้ง 7 ข้อของ สมศ. มิใช่"ระบบ"เพราะระบบต้องมีเป้าหมายหรือเป้าประสงค์(Aim/Purpose) และแสดงขั้นตอนวิธีปฏิบัติ(Set of management practices)ให้บรรลุเป้าหมาย

"Without an aim" Deming says,"there is no system."

 

เมื่อ สมศ.ขาด"ระบบ"ในการประเมิน เรื่องความยุติธรรมไม่ต้องพูดถึง...ประสิทธิภาพหรือความถูกต้องของการประเมินของแต่ละมหาวิทยาลัยมีไม่เกิน 15% เท่านั้น (อ้างอิง: Deming 85/15 rule...ค้นได้ที่ google หรือ bing)

ปัญหาความล้มเหลวในการประเมินคุณภาพการศึกษาอยู่ที่มิได้ศึกษาการออกแบบระบบ(System design)

 ทางแก้: การออกแบบระบบ และการปรับปรุงระบบอยู่ในความรับผิดชอบของ Process Owner ซึ่งการศึกษาของชาติจำเป็นต้องมีตำแหน่งนี้เพื่อความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาและการประเมินคุณภาพการศึกษา  โดยไม่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษารอบ 3 ใน พ.ศ. 2563 แต่ประการใด

 

Ico48
ความเห็น [IP: 61.90.100.77]
23 กันยายน 2552 01:26
#48630

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ป่วยอาการน่าเป็นห่วงหลายรายด้วยกันที่ผู้ป่วยทุกคนสามารถบำบัดให้หายขาดได้ด้วยยาวิเศษขนานเดียวกันคือ "ระบบ"(Set of management practices หรือ Documented Procedures)

 รายชื่อผู้ป่วย

1. นาย ศธ. ป่วยหนักเป็นโรค"ปฏิรูปการศึกษาล้มเหลว"ทั้งๆที่ใบผีบอกชื่อตัวยาให้แล้ว ใบผีบอก(พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542)บอกไว้ชัดเจนว่ามียาชื่อ"ระบบ"ที่รับประกันว่ารักษาโรคหายขาด  นาย ศธ.ใช้ความพยายามรักษาโรคนี้มาหนึ่งรอบทศวรรษแล้ว...อาการป่วยไม่ทุเลาเพราะออกแบบระบบยา(System design)ไม่เป็น แต่ก็ได้ใช้ความพยายามลองผิดลองถูกมา 10 ปีแล้ว

นายศธ.มีกำลังใจดีมาก ประกาศด้วยความองอาจว่าจะรักษาด้วยวิธีลองผิดลองถูกรอบสองหรือทศวรรษที่ 2  ถ้ายังไม่ตายเสียก้อนหรือชาติยังไม่ล่มจมก็จะลองต่อไปอีกในรอบ 3 พ.ศ. 2562

 

2. นาย ก.พ.ร. ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง"ปฏิรูปการเมือง" รักษาเท่าไรก็ไม่หายทั้งๆที่มีใบผีบอกให้จัด"ระบบ"ถึง 2 ใบ คือ รธน.2540 ม.75 และ รธน.2550 ม.78(2) นาย ก.พ.ร.มองไม่เห็น"ระบบ"เพราะพิการทางสายตา

 อย่างไรก็ตาม นาย ก.พ.ร.พยายามรักษาโรคเรื้อรังดังกล่าวด้วยวิธี"คลำช้าง" และได้แนะนำให้คนตาบอดรายอื่น คือ นายรัฐสภา ให้ใช้วิธีคลำช้างปฏิรูปการเมืองด้วย ซึ่งนายรัฐสภาใช้วิธีแก้รัฐธรรมนูญแทน"จัดระบบ"

 

3. รายที่สามมี 2 คน คือ นาย สศช. และ นายสภาที่ปรึกษาฯ ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์หลงลืมเรื่องระบบ  จนกระทั่งฝรั่ง Mr: ISO.9000:2008 กำหนดให้ใช้ระบบตามแผนโฮชิน(Hoshin Kanri ดูใน google)ซึ่งเป็นการวางแผนอย่างมีระบบ(System of Planning)ที่ต้องเป็นแผน 1 ปี(Annual Plan)และต้องมีการทบทวนแผน(Formal Review)ทุกไตรมาส 3 เดือน.

โรคอัลไซเมอร์ทำให้นาย สศช.ไม่รู้ว่า แผนทั้ง 10 ฉบับที่ได้เคยทำไว้นั้น ได้ผลหรือมีประสิทธิภาพไม่เกิน 15%เท่านั้น เพราะไม่มี"ระบบ"รองรับ

แผนฯ 11 ที่จะทำแผนเป็นระยะสั้น 2 ปีนั้นก็ควรจำแนกเป็นแผน 1 ปี(Annual Plan)ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และต้องมี"ระบบ"ประกอบการแผน(Plan) รวมทั้ง"ระบบ"ประกอบการปฏิบัติตามแผน(Do) อีกทั้งในการตรวจสอบ(Check)หรือการประเมินแผนทุกไตรมาส..ต้องทำเป็น"ระบบ"ด้วย

"ระบบ"เป็นตัวยาที่ช่วยรักษาผู้ป่วยทั้ง 2 ให้หายขาดจากโรคได้

 

ขอขอบคุณ  คุณความเห็น  มากเลยค่ะ  เข้ามาเขียนเรื่องดีๆ ก็รับรู้เรื่องเหล่านี้อยู่เหมือนกัน  แต่ม่เคยคิดลึกซึ้งหรือวิเคราะห์อะไรมากมายเช่นนี้  ชื่นชมค่ะ   เสียดายที่ไม่แสดงตน  จะได้เข้าไปอ่านบทความบ้าง 

แหม! เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามซะพริ้งเลย

ถ้าไม่ดูรูปก็จำไม่ได้แล้วว่า เป็น สุ........กา คนเดิมนี่เอง ฮิ ฮิ

 

เรื่องการประเมินภายในเป็นเรื่องสำคัญครับ ผมไม่ได้เข้าฟัง ก็เลยตามมาอ่านอีกครั้งว่าใคร คิดอะไร กันบ้าง 

 

ความคิดเห็นของคุณ คุณความเห็น น่าสนใจครับ

 

Ico48
ความเห็น [IP: 58.9.18.153]
23 กันยายน 2552 22:53
#48683

สวัสดีครับอาจารย์สุธิษาและอาจารย์สุวิต

 

ขอบคุณมากที่ให้ความสนใจความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ค่อยจะมีความรู้เรื่อง QA เท่าไรนัก แต่มีประสบการณ์เรื่องการบริหารระบบ(คุณภาพ)ค่อนข้างมาก

ขอเล่าประสบการณ์เล็กน้อย...ข้าพเจ้าเคยทำงานกับ US.Federal Government เมื่อหลายสิบปีก่อน ทำงานคลุกอยู่กับ US.Federal Manuals จนชินชาและรู้ตื้นลึกหนาบางในการออกแบบระบบ(System design)พอสมควร

ข้าพเจ้าเป็นคนแรกของประเทศไทยที่ออกแบบคู่มือ (Quality Manual)อย่างเป็นระบบ(ทุกบทมีเป้าหมายและวิธีปฏิบัติ)เป็นภาษาไทยเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ก่อนมี ISO.9000 โดยประยุกต์มาจากคู่มือการบริหารของรัฐบาลสหรัฐ(Management System Manual) แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นความสำคัญของคู่มือถึงขนาดโลกนำไปใช้เป็นหัวใจของการปฏิรูปการบริหารทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนเช่นปัจจุบัน

 

เมื่อสิบปีเศษที่ผ่านมา ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนรักเป็นอาจารย์สอนปริญญาโทอยู่ที่นั่นและขอให้ข้าพเจ้าไปอ่านเรื่อง ISO 9000 เพื่อไปเล่าให้เขาฟังเพื่อนำไปสอนนักศึกษา ข้าพเจ้าเลยรู้ว่าหัวใจของ ISO.9000 คือ Quality Manual ซึ่งใช้เป็นตัวประกันคุณภาพ QA.

จากการศึกษา ISO.9000 ทำให้ข้าพเจ้าทราบว่า พวกที่ตั้งระบบนี้ชื่อว่า คณะกรรมการTC-176 ที่เริ่มร่าง ISO.9000 ระหว่างปี 1980-1987 ก็มีปัญหาเรื่องออกแบบระบบ

เนื่องจาก TC-176 รู้ว่า "ระบบคู่มือ"ที่ดีที่สุดคือคู่มือของรัฐบาลสหรัฐ(US.Federal Government Manual)จึงแนะนำวิธีการจัดทำมาตรฐานสากลตามตัวอย่างมาตรฐานอังกฤษ BS-5750 ซึ่งมีต้นแบบมาจาก MIL-Q-9858A ซี่งเป็นระบบจัดซื้อ(Procurement system)ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ มิใช่ระบบบริหาร

นี่คือจุดอ่อนของสำนักงานใหญ่ ISO สังเกตได้ที่ไม่เคยแสดงให้เห็นตัวอย่างระบบ(Manual)เลยตั้งแต่ประกาศใช้ ISO 9000 เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1987 โดยโยนความรับผิดชอบการออกแบบระบบให้องค์กรที่ขอใบรับรองทำกันเอง ซึ่งภาระนี้ไปตกอยู่ที่องค์กรที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ช่วยทำ Quality Manual ให้ลูกค้า  ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่มีคุณภาพดีพอ เพราะ Manual ที่ดีจริงต้องทำหน้าที่ได้ครบองค์ประกอบ 3 ข้อ

1. เป็นเอกสารที่ชี้นำว่าต้องทำอะไรบ้าง Document what to do.

2. ปฏิบัติตามที่เขียนได้ Do what you documented.

3. .ใช้ระบบตัวนี้เป็นเครื่องมือประเมิน Verify what you are doing it.

ตามที่อาจารย์สุวิตบอกว่า เรื่องการประเมินภาบในเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น คู่มือขององค์กรนั้นต้องมีคุณภาพด้วย เพราะคู่มือเป็นระบบสำคัญที่ใช้ในการประเมินคุณภาพ(ดู Process Audit Checklist ในหนังสือเรื่อง "Productivity and Quality Management" ของ John L.Hradesky,1988)

ปัญหาการตรวจสอบภายในของสถานศึกษาต่างๆในประเทศไทยยังใช้ไม่ได้ เพราะยังออกแบบระบบ(System design)กันไม่เป็น

เพราะขาด"ระบบคู่มือ"อันเป็นเครื่องมือในการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานสากล

วันหลังจะมาเขียนเล่าประสบการณ์ให้อ่านอีก...สวัสดีครับ อาจารย์สุธิษา และ อาจารย์สุวิต

คุณความเห็น  ขอบคุณอีกครั้งค่ะ  ที่เข้ามาต่อยอดอีกครั้ง  ขอแก้ข่าวนิดนึง ดิฉันไม่ได้เป็นอาจารย์ค่ะ เป็นแค่คนทำงาน QA (นักวิชาการอุดมศึกษา)  สังกัดหน่วยงานสนับสนุน  คิดอยากจะทำอะไรด้านระบบประกันคุณภาพให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็ยากค่ะ  หากผู้บริหารไม่เข้าใจ  หมายถึง ไม่เล่นด้วยน่ะค่ะ  ทำได้แค่คิดและมีคำถามกับตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่ทำงานจะมีคุณภาพมากกว่านี้  ท่าน อ.สุวิต  เป็นบุคคลท่านหนึ่งที่ดิฉันนับถือ และชื่นชมในความสามารถค่ะ  ถูกต้องเลยค่ะ ปัญหาสำคัญของการประเมินคือคู่มือที่มีประสิทธิภาพ  ตอนนี้คู่มือใดๆ ยังไม่มีเลยค่ะ มีเพียงคู่มือการเขียนรายงานประเมินคุณภาพ ซึ่งก็ไม่ได้สะท้อนให้เห็นระบบเท่าไหร่นัก  รออ่านประวัติอยู่น่ะค่ะ คุณความเห็น

Ico48
ความเห็น [IP: 61.90.100.176]
24 กันยายน 2552 22:38
#48728

ข่าวที่น่ายินดีของชาว QA คือ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา สกอ.ดำริใช้มาตรฐานบอลริจ(Baldrige Criteria)เป็นระบบประกันคุณภาพการศึกษา ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ซึ่งทำได้ไม่ยาก

ความเฉียบแหลมของการดำริครั้งนี้ นอกจากชะล้างความบกพร่องเรื่อง"ระบบ" และปัญหาเกณฑ์การประเมิน 7 ข้อที่ไม่มีหัวหรือ "ผู้นำ"(Leadership)แล้ว มาตรฐานบอลริจที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นมาตรฐานบริหารการศึกษาที่ดีเลิศ Education Criteria for Performance Excellence จะเป็นตัวสร้างความสำเร็จให้การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง ช่วยล้างคราบด่างของการรับรองมาตรฐารและประเมินคุณภาพการศึกษาในอดีตจนใสสะอาด และที่สำคัญคือ เมื่อใช้มาตรฐานบอลริจจึงไม่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษารอบ 3 ใน พ.ศ.2562

เกณฑ์การประเมินของมาตรฐานบอลริจมี 7 ข้อ คือ

1. ผู้นำหรือภาวะผู้นำหรือการนำองค์กร(Leadership)

2.การวางแผนยุทธศาสตร์หรือการวางแผนเชิงกลยุทธ์(Strategic Planning)..ทำเป็นระบบ

3. เน้นที่ลูกค้าพอใจ(Customer Focus)

4. การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้(Measurement, Analysis, and Knowledge Management)

ข้อนี้ต้องทำเป็นระบบ เพราะต้องวัดทั้งผู้นำ เช่น ผู้บริหารสถานศึกษา วัดแผนยุทธศาสตร์ วัดการบริหารคน วัดการจัดการกระบวนการ วัดความพอใจของลูกค้าและวัดผลลัพธ์

5. เน้นการบริหารคน(Workforce Focus)..ทำเป็นระบบ

6. การจัดการกระบวนการ(Process Management)..ทำเป็นระบบ

7. ผลลัพธ์(Results)

 

การบริหารทั้ง 7 ข้อข้างต้นต้องการผู้มีประสบการณ์ QA หรือ Quality Management(TQM)ซึ่งหาไม่ง่ายนัก ดังนั้น  ข้าพเจ้าจึงมองเห็นอนาคตที่สดใสของชาว QA.

 

 

เรียนถามคุณความเห็น

  • "PMQA" เหมือนหรือต่างจาก "Baldrige Criteria" อย่างไร
    เพราะทราบว่า ก.พ.ร. จะกำหนดให้ทุกมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ดำเนินการ "PMQA" ต้องจัดทำคำรับรองในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

  • เมื่อคณะ/หน่วยทำ "PMQA" หรือ "Baldrige Criteria" ยังคงต้องทำ "SAR" 9 มาตรฐานอีกหรือไม่

 

Ico48
ความเห็น [IP: 58.9.22.102]
25 กันยายน 2552 15:11
#48764

เรียนคุณมันดาลา

 

ขอขอบคุณที่ให้โอกาสข้าพเจ้าได้มีส่วนร่วม และขอออกตัวว่า  คำตอบที่แสดงความเห็นนั้นเป็นเพียงความเห็นของสามัญชนคนหนึ่งที่มองเห็นความยิ่งใหญ่ของ ม.อ.ในอนาคตอันใกล้ ม.อ.เป็นมหาวิทยาชั้นนำอันดับ 1 ของประเทศไทยแล้ว และเป็นอันดับ 2 ของ Asian ในด้าน Education Publication Technology ซึ่งหมายความว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถถ่ายทอดความรู้สู่สังคมได้ทุกสถานที่ทั่วประเทซทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เรื่องการบริหารที่ทันสมัยของโลก

* เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ(PMQA)เป็นเกณฑ์ TQA(Thai Quality Award)ที่สำนักงานเพิ่มผลผลิตแห่งชาติลอกมาจากเกณฑ์ BMNQA ที่ออกตามกฏหมาย Public Law 100-107, August 20,1987- "The Malcolm Baldrige National Quality Improvement Act,1987" ซึ่งเป็นกฏหมาย"ปฏิรูปการเมือง"และ"ปฏิรูปการบริหารธุรกิจ"ของสหรัฐโดยใช้วิธีการจูงใจให้รางวัล

TQA และ  PMQA  ลอกมาจาก Baldrige Criteria ทั้ง 7 ข้อ ดังนั้น PMQA และ Baldrige Criteria ย่อมไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างไร

 

* เมื่อทำตามมาตรฐาน Baldrige Critetia ก็สมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำมาตรฐานการบริหารอื่นใดทั้งสิ้น การที่ ก.พ.ร.ให้ทำมาตรฐาน SAR อีกน่าจะเป็นเพราะความสับสน ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า การทำ SAR เป็นการเสียเวลาและเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ เพราะปราชญ์ QA ของโลกชื่อ Dr.Joseph Juran กล่าวว่า

"Baldrige Criteria เป็นเกณฑ์การบริหาร TQM: Total Quality Management (หรือ QA)ที่ดีที่สุด

 

ความเห็น: ความสมบูรณ์ของเกณฑ์มาตรฐาน QA ระดับสากลเมื่อใช้มาตรฐานบอลริจมาเปรียบเทียบแล้วมีปัจจัย 2 ประการ คือ

1). ความสมบูรณ์ของมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน Baldrige, มาตรฐาน TQA, มาตรฐาน PMQA นั้นสมบูรณ์แล้ว มาตรฐานที่ไม่สมบูรณ์ได้แก่มาตรฐาน 7 ข้อของ สมศ. เห็นได้ชัดที่ขาดตัวผลักดันระบบบริหาร มาตรฐานสมส.ขาด Leadership สำหรับความไม่สมบูรณ์อื่นที่เห็นก็มีมาตรฐานการประเมินของมหาวิทยาลัยบางแห่งที่เรียกว่า วิธีการปฏิบัติที่ดี มีองค์ประกอบ 9 ข้อที่คิดกันเอาเอง ที่เป็นผลร้ายมากกว่าผลดี

1). ความสมบูรณ์ของระบบ ข้อนี้มีปัญหาแม้กระทั่ง TQA ของสำนักงานเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ระบบจะทำได้ดีต้องเปรียบเทียบกับระบบที่ดีที่สุดที่เรียกว่า Benchmarking Best Practices การมีเกณฑ์ที่ดีของ TQA และ PMQA จึงถูกต้องไม่เกินครึ่งเดียว

 

ข้อสังเกต: สำนักงานเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ(และ ก.พ.ร.)เร่งรัดนำมาตรฐาน Baldrige Criteria มาใช้โดยไม่ปูพื้นฐานสร้างระบบหรือสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้เกิดความสับสนในทางปฏิบัติ เช่น ให้ทำ PMQA แล้วยังต้องทำ SAR อีกด้วย ความสับสนจะนำไปสู่ความล้มเหลวอย่างน่าเสียดาย เพราะเริ่มที่มาตรฐานบอลริจนั้นถูกต้องแล้ว

- น่าจะมีหนังสือวิธีปฏิบัติอย่างง่ายๆโดยให้ผู้ที่มีประสบการณ์ QA(มิใช่นักแปล)ได้มีส่วนร่วม หนังสือเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ TQA นั้นยากมากในเชิงปฏิบัติ เพราะใช้วิธีการแปลโดยผู้แปลอาจขาดพื้นฐานการบริหาร TQM นอกจากนี้ควรเล่าประวัติความเป็นมาของ QA เริ่มตั้งแต่การวิจัย 85/15 ของ ดร.เดมมิ่ง(ดู Deming,"Out of the Crisis") ที่เติบโตที่ญี่ปุ่นและสหรัฐ

- น่าทำคู่มือและ/หรือระเบียบปฏิบัติให้เกณฑ์แต่ละข้อเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานและให้ตัวประเมินคุณภาพด้วย คะแนนที่ให้ในการประเมินขอแนะนำให้ใช้ Likert Scale.

ทำไมปฏิรูปการบริหาร(ปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปการเมือง)ช่างยากเย็น: น่าจะเป็นเพราะว้ฒนธรรมที่บรรดานักบริหารชาวไทยเคยชินและเชื่อมั่นในการบริหารคน(HR. Management) แต่การบริหารสมัยใหม่ TQM หรือ QA ใช้การบริหารระบบ(Management System)ทำให้ไม่สามารถรับได้

 

คนและเทคโนโลยีสำคัญมาก แต่ระบบสำคัญกว่า คนและเทคโนโลยีจะบกพร่องถ้า"ระบบ"นำทางให้บกพร่อง(D.Keith Denton)

 

ข้าพเจ้าเชื่อว่า ม.อ.จะมีระบบที่เป็นผู้นำในการสร้างความสำเร็จให้การปฏิรูปการบริหารทุกประเภทของชาติ ทั้งการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปแผนเศรษฐกิจและสังคมและการปฏิรูปการเมือง บุคคลสำคัญยิ่งเรื่องนี้ที่ข้าพเข้ามองเห็น ได้แก่ท่านที่ใช้นามแฝง ล.ลิงฯ ข้างต้นนั่นเอง ข้าพเจ้ายินดีมีส่วนร่วม

 

 

 

เรียน คุณความเห็น

หากมหาวิทยาลัยจะเริ่มทำ Baldrige Critetia ทั้ง 7 ข้อ ทั่วทั้งองค์กรไปพร้อมๆ กัน  ทั้งใน

  • ระดับมหาวิทยาลัย
  • ระดับคณะ

แต่ละระดับสามารถทำไปพร้อมๆ กันได้เลย  หรือในระดับคณะต้องรับนโยบายจากระดับมหาวิทยาลัยก่อน

ในส่วนของการจัดทำคู่มือ  เราต้องลงรายละเอียดถึงแนวทางการดำเนินงานในแต่ละข้อคำถามเลยหรือไม่ 

 

Ico48
ความเห็น [IP: 58.9.22.102]
25 กันยายน 2552 23:07
#48773

เรียนคุณมันดาลา

 ขอแสดงความเห็นแบบคร่าวๆ

1. ระดับมหาวิทยาลัย: การทำบอลริจระดับนี้ให้เริ่มที่การขออนุมัติโครงการจากสภามหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยมีบทบาทในการบริหารสูงสุด หากอธิการบดีเป็นประธานสภามหาวิทยาลัย ก็เป็น leadership ประเภท CEO แต่มหาวิทยาลัยของไทย อธิการบดีเป็นผู้นำในฐานะผู้แทนของสภามหาวิทยาลัย(Leadership Council)

การทำแผนงานโครงการ ขอแนะนำให้บริหารแผน 1 ปี Annual Plan ตามมาตรฐานสากล ISO.9000:2008 (ดู Hoshin Kanri ที่ google) จากนั้นอธิการบดีในฐานะผู้นำองค์กรต้องมีCommitments ว่าจะบริหารระบบ ได้แก่ระบบแผนยุทธศาสตร์ตามแผนโฮชินข้างต้น, ระบบกระบวนการ(Process Management) และระบบบริหารคน(Workforce system) โดยมีเป้าหมายที่ความพอใจของลูกค้า(Customer Focus)และมีผลการดำเนินการที่ดี(Results) โดยมีระบบวัด, วิเคราะห์ผลการบริหารระบบของผู้นำทุกข้อดังกล่าวข้างต้น  รวมทั้งการจัดการความรู้เพื่อปรับปรุงระบบ(Process Improvement)

2. ระดับคณะ ก็ใช้วิธีเดียวกับระดับมหาวิทยาลัยโดยผู้นำ(Leadership)เปลี่ยนเป็นคณบดีเป็นผู้แสดง Commitments สำหรับผู้มีอำนาจบริหารได้แก่คณะกรรมการของคณะ(Leadership Council)โดยคณบดีบริหารในนามของคณะกรรมการดังกล่าว

3. โครงสร้าง: ม.อ.ต้องทำตามโครงสร้างตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินรูป Hierarchyก็ไม่เป็นไร ให้ใช้โครงสร้างเก่าได้ แต่การบริหารตาม Baldrige Critetia มีโครงสร้างเป็นทีม ก็ให้ตั้งทีมขึ้นได้ คือใช้โครงสร้างได้ทั้ง 2 แบบเรียกว่า Parallel Organization.

4. ทีม: ให้มีทีมรับผิดชอบการทำโครงการนี้เรียกว่า Project Team โดยมีผู้ช่วยสนับสนุนทีมโครงการหลากหลาย เช่น หน่วยฝีกอบรม ที่ปรึกษาหรือโค้ช ทีมปรับปรุงระบบ

5. ระบบ: การออกแบบระบบเป็นปัญหาใหญ่เพราะส่วนมากออกแบบเป็นระบบแล้วนำไปใช้ไม่ได้ ผู้รับผิดชอบระบบ ทั้งการออกแบบระบบและปรับปรุงระบบ ตำแหน่งนี้เรียกว่า Process Owner สำหรับการจัดทำคู่มือ ขอแนะนำให้ทำ Benchmarking Best Practices.

Ico48
ความเห็น [IP: 58.9.13.102]
27 กันยายน 2552 07:26
#48802

ข้าพเจ้ายังติดใจคำถามที่ว่า"เมื่อคณะ/หน่วยงาน PMQA หรือ Baldrige Criteria ยังต้องทำ SAR 9 มาตรฐานอีกหรือไม่"

ขอยืนยันว่า 9 มาตรฐานไม่ต้องทำอย่างแน่นอน...แต่ถ้าเป็นคำถามว่า"ต้องทำ SA(Self Analysis) ตามมาตรฐาน PMQA หรือไม่

คำตอบคือ ผู้นำ(Leadership) เช่น ผู้บริหารสถานศึกษาควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเมินความสามาถตนเองในเรื่องการวางแผน(Strategic Planning), การจัดกระบวนการ(Process Management)หรือกระบวนการงานที่รับผิดชอบ และ การบริหารคน(Workforce Focus)

ทั้ง 3 เรื่องที่ใช้ประเมินตนเองดังกล่าวควรทำเป็นคู่มือ(ระบบ)เพื่อให้ง่ายในการประเมิน สะดวกทั้งการประเมินตนเองและการประเมินของ Examiner โดยตรวจว่า ทำตามคู่มือได้ระดับไหนโดยใช้ Likert Scale ให้คะแนน(ตนเอง)ซี่งง่ายและเขื่อถือได้

 

ในความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า ม.อ.เป็นแสงสว่างที่นำทางให้ชาติพ้นจากความมืดมิดนำไปสู่ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการวางแผนเศรษฐกิจและสังคม และปฏิรูปการเมือง(ปฏิรูประบบราชการ)...ซึ่งใช้มาตรฐานเดียวกันคือ PMQA

 

ที่ข้าพเจ้ามองเห็นเช่นนั้น สังเกตได้ที่ Bloc นี้แค่นั้น

1. อาจารย์สุวิต ระดับขนาดไหนเรื่อง Baldrige Criteria ก็รู้กันอยู่แล้ว

2. คุณ Chain of Love ให้ความสำคัญต่อคู่มือ(ระบบ)

3. คุณมันดาลาเชี่ยวชาญเรื่องแผน...แผนยุทธศาสตร์ต้องมี"ระบบ"รองรับ เพราะระบบมีความสำคัญกว่าคนและเทคโนโลยี..วางแผนเป็นระบบนำทางไปทิศไหน คนก็ตามไปทางนั้น

* การออกแบบระบบ ต้องทำให้ง่าย มีความชัดเจน, มีความสง่างาม(โครงสร้าง), มีประสิทธิภาพ..ความเฉียบ, มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว, รื้อมันได้, แก้ไขและปรับปรุงมันได้ กระทัดรัด...จิม โฮแรน เขียนในหนังสือน่าอ่าน "The one page Business Plan"

Tom Peters เขียนเกี่ยวกับการออกแบบระบบในหนังสือเรื่อง Re-imagine เน้นที่ทำให้ง่าย "Keep it simple, stupid" (หรือเรียกย่อๆว่า KISS นั่นแหละ)

Ico48
[IP: 58.9.14.113]
29 กันยายน 2552 15:12
#48871

เมื่อคณะ/หน่วย ทำ PMQA หรือ Baldrige Criteria แล้ว ไม่ต้องทำ SAR  ถึงแม้ขยันทำไปก็ไม่มีประโยชน์  เพราะเป็นการทำงานซ้ำซ้อน เสียเวลา

 

SAR(Self-Assessment Report) ได้ประยุกต์มาจาก Balanced Scorecard ซึ่งมีรากเหง้ามาจาก Baldrige Criteria ดังนั้น ทุกมิติของ SAR หรือทุกมิติของ Balanced Scorecard มีอยู่ครบถ้วนแล้วในเกณฑ์ Baldrige Criteria ดูได้ที่เกณฑ์มาตรฐานบอลริจตามความเห็นข้อ 9 ข้างต้น

 

มิติที่ 1. "ด้านประสิทธิผล" (ผลลัพธ์) Financial Perspective ซึ่งได้แก่ข้อ 7 Results ของมาตรฐานบอลริจ

มิติที่ 2. ของ SAR "ด้านคุณภาพให้บริการ"(Customer Perspective) อยู่ในข้อ 3 Customer Focus  ของ Baldrige Criteria

มิติที่ 3 "ด้านประสิทธิภาพของการปฏิบัติราชการ"(Internal Work Process Perspective) อยู่ที่ข้อ 6 Process Management.

มิติที่ 4. "ด้านการพัฒนาองค์กร"(Learning and Growth Perspective) อยู่ในข้อ 5 Workforce Focus

ขอขอบพระคุณทุกความเห็นของท่านผู้ไม่แสดงตน  เป็นอย่างสูง

ทุกข้อคิดเห็นได้ให้ความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้น ดิฉันคงจะได้มีโอกาสเขียนบันทึกเกี่ยวกับ PMQA
และหวังว่าคงได้รับข้อเสนอแนะดีๆ ต่อไป

ด้วยความนับถือ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.242.140.11
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ