นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

ใยมะพร้าวน้องใยไหม
Ico64
พิสิฐ์พงษ์ หมื่นประเสริฐดี
นักวิทยาศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความเคลื่อนไหวล่าสุด
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 6 · ผู้ติดตาม: 10

อ่าน: 1415
ความเห็น: 2

ไม่เข็ด...

ขอเป็นกำลังใจ ให้สู้ต่อไป สำหรับนักพัฒนา นักสร้าง นักบริหารทั้งหลายที่ยังทำงานเพื่อบุคลากร องค์กร และสังคมไทยอยู่ เพราะพระราชดำรัสขององค์สมเด็จพระราชบิดาระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า "ให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง..."

       วันนี้ เอาแบบสั้นๆ ไม่กี่บันทัดจบนะครับ

 

       กลับมาแก้ใหม่หลังเขียนบันทึกเสร็จ ว่าวันนี้มาหลายบันทัดเหมือนเดิม

 

       เรื่องมีอยู่ว่า ช่วงสัปดาห์กลางเดือนกันยายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา มีอีเมล์แจ้งทุกหน่วยงานในคณะ จากงานวางแผน ซึ่ง FW mail มาจากวิทยาเขตอีกที เรื่องการเสนอ "โครงการสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดฯ" ซึ่งเป็นงบประมาณจาก "จังหวัด" ส่งมาให้ทุกหน่วยงานในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอโครงการเข้าไปใช้เงินตามแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดประจำปี ๒๕๕๘ ซึ่งมีหัวข้อกลยุทธิ์หลายเรื่องที่น่าสนใจ และ ตรงกับการทำงาน หรือ องค์ความรู้ของคณะต่างๆ ในวิทยาเขตด้วย ตัวอย่างเช่น

 

ยุทธที่ ๑ การเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร การค้าและบริการ

    -พัฒนาระบบการบริหารจัดการพืชเศรษฐกิจฯ

    -เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแปรรูสินค้าเกษตร ให้แข่งขันได้

    ฯ

 

ยุทธที่ ๒ อาหารฮาลาล การท่องเที่ยว และทุนทางสังคม

    -ส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP

    -ส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล

     ฯ

 

ยุทธที่ ๓ พัฒนาคน สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การพึ่งพาตนเอง

    -พัฒนาคุณภาพการศึกษา ทั้งในและนอกระบบ

     -พัฒนาเด็กและเยาวชน โดยใช้เอกลักษณ์ของชุมชน และศิลปวัฒนธรรม

     ฯ

 

ยุทธที่ ๔ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

     -ส่งเสริมและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล

     -ส่งเสริมและพัฒนาการใช้พลังงานทดแทน

     -อนุรักษ์ พัฒนา ศึกษา ความหลากหลายทางชีวภาพ

     -การจัดการระบบป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ

     ฯ

 

ยุทธที่ ๕ สร้างความมั่นคง และการจัดการภาครัฐ เข้าสู่ประชาคมอาเซียน

     -การเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งระบบและบุคคล

     ฯ

 

      หากใครที่เป็นนักจัดโครงการหรือนักพัฒนาองค์กรแล้วได้อ่านมาถึงตรงนี้ ก็คงจะรู้สึกเลยว่า แนวทางยุทธทั้ง ๕ น่าเขียนโครงการไปของบมาดำเนินการมาก และใครที่ทำงานเรื่องนั้นๆ อยู่แล้ว มีประสบการณ์หรือความชำนาญ คงเขียนโครงการส่งได้ในคืนเดียว

 

      ดังนั้น ปีนี้จึงมีอาจารย์หลายท่าน และหัวหน้าหน่วยงานหลายหน่วย เตรียมส่งโครงการเข้าไปของบประมาณ ซึ่งมีเงินนอนเอาไว้แล้ว เพียงแต่ว่า จังหวัดจะเลือกให้ทุน หรือ งบประมาณแก่หน่วยไหนเท่านั้นเอง

 

       เราเขียนส่งไป ทั้งที่เคยมีบทเรียนเรื่องการของบจากจังหวัดในปีที่ผ่านๆ มาก็มีไม่น้อย ขอยกตัวอย่างบทเรียนราคาแพง มาสัก ๓ เรื่องแล้วกัน

 

๑. โครงการที่เสนอไป ค่อนข้างได้ยากทั้งๆ ที่บางโครงการเขียนเราได้ดีมาก และเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องนั้นๆ โดยตรง ทั้งนี้ เพราะจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการปกครอง ก็มักจะให้งบประมาณผ่านหน่วยงานภายใต้ปกครองหรือที่เกี่ยวข้องกับตนเองก่อน ดังนั้น ม.อ.อย่างเราจึงเข้า win ได้ยากมาก หากไม่แน่จริง (เรากลับมาของบผ่านโครงการเขตการศึกษาเฉพาะกิจ, กระทรวงวิทย์, สกอ, สกว. ง่ายกว่า)

 

๒. กรณีที่โครงการได้รับการคัดเลือกเพื่อดำเนินโครงการแล้ว การดำเนินงานผ่านจังหวัดเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากมากกว่าโครงการที่งบผ่านมาทางมหาวิทยาลัย เพราะเราต้องอยู่ภายใต้ระเบียบของจังหวัดที่ไม่ค่อยคุ้นเคย โดยเฉพาะด้านการเงิน ที่มีกฏระเบียบซับซ้อนมากกว่ามหาลัย ความอะลุ่มอะล่วยก็น้อยกว่าของมหาวิทยาลัย นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องที่เค้าลือกัน ว่าบางโครงการที่ได้งบเกิน ๒ ล้านบาท ต้องมีการหักเงินบางส่วนไปให้ใครบางคนแบบที่ไม่มีใบเสร็จด้วย...เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจริงมั้ย เค้าว่ากันมาอีกทีครับ

 

๓. เรื่องที่ร้ายกว่าข้อ ๑ และ ๒ คือ การที่คนของเราเขียนโครงการของบประมาณไป และไม่ได้งบแล้ว แต่ในปีนั้น กลับมีโครงการจากหน่วยงานอื่นภายใต้การดูแลของฝ่ายปกครอง ได้รับอนุมัติงบประมาณในโครงการที่คล้ายคลึงกับโครงการของเราที่ตกรอบมาก ลึกถึงระดับกิจกรรมย่อยในโครงการเลยทีเดียว ไม่มีใครบอกได้ว่าโครงการที่ได้รับอนุมัติไปนั้น เค้าเขียนโครงการยังไง ทำไมมันถึงเหมือนกับของเรา ที่ไม่ได้รับงบประมาณไปได้

 

       ดังนั้น หลายคนจึงเอื่อมระอากับการเสนอโครงการเพื่อของบประมาณจากจังหวัดมาก แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ยอมแพ้ และยังไม่เข็ด ถ้าการได้รับการอนุมัติโครงการนั้น จะเป็นการพัฒนาบุคลากร พัฒนาองค์กร และพัฒนาสังคมของเราได้ เรายังคงมีการเสนอโครงการเข้าไปของบมาดำเนินการอยู๋เนืองๆ

 

        ความภูมิใจ และกำลังใจในการทำงานเรื่องแบบนี้ ก็เพราะว่า การดำเนินโครงการของวงการศึกษา ถือว่ามีการคอรัปชั่นน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับหน่วยงานราชการอื่น (เค้าว่ากัน และตนเองก็เชื่อ เพราะเป็นคนทำโครงการเอง) ดังนั้น หากเราได้งบประมาณโครงการมาดำเนินการแล้ว ประโยชน์ก็น่าจะเกิดกับประชาชนและสังคมสูงสุด ให้สมกับที่พวกเราทั้งหลาย รับเงินเดือนจากภาษีของประชาชนตาดำๆ ทั้งประเทศ

 

      ขอเป็นกำลังใจ ให้สู้ต่อไป สำหรับนักพัฒนา นักสร้าง นักบริหารทั้งหลายที่ยังทำงานเพื่อบุคลากร องค์กร และสังคมไทยอยู่ เพราะพระราชดำรัสขององค์สมเด็จพระราชบิดาระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า "ให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง..."

 

      แม้ว่าเราจะไม่ได้หวังลาภ ทรัพย์ เกียรติยศใดๆ แต่อย่างน้อยความสุขใจ และความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ย่อมเกิดแด่พวกท่านทุกคน ที่ดำรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์อยู่แล้ว

 

     ขอสดุดดี แด่องค์พระราชชนก ในวันมหิดลปี ๒๕๕๖ นี้ ครับ

 

      บันทึกไว้ ณ วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๖ (หลังวันมหิดล ๑ วัน)

 

"ใจสั่งมา"

 

ทิ้งท้ายด้วยภาพบรรยากาศเล็กๆ น้อยๆ พิธีถวายพวงมาลาของคณะเรา ณ วิทยาเขตปัตตานี

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 25 กันยายน 2556 21:18 แก้ไข: 25 กันยายน 2556 21:54 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 Monly, และ 6 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ระบบกลืนกิน

ในฐานะคนเคยทำงานที่นั้นและเคยเห็นอะไรผ่านตามาหลายอย่าง ก็พอบอกได้ตามที่เห็น ที่ได้ยิน และเข้าใจนะครับ คือ

เราจะต้องจัดโครงการในลักษณะที่ตอบโจทย์งานความมั่นคงโดยตรง ถูกจริตผู้ว่าหรือปลัดบางคน เพราะบางทีการไปให้ความรู้ในมุมด้านการศึกษานั้น อาจจะไม่ถึงจุดมุ่งหมายของจังหวัด ถ้าอยากให้ความรู้ ความเข้าใจ สถาบันการศึกษาจะต้องทำเอง แต่ในลักษณะของจังหวัดนั้น จะต้องทำอะไรในแบบที่ว่า ต้องการให้สิ่งของหรือสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นกล่อง เป็นวัตถุ เป็นชิ้นงาน เป็นภาพลักษณ์ เหมือนได้ทำเสร็จแล้ว ได้หมด ไม่ใช่จะเริ่มทำหรือทดลอง ถ้าทดลองต้องไม่นานเป็นปี หนึ่งเดือนก็พอแล้ว ถ้าได้ในวันเปิดงานยิ่งดี

ส่วนผู้เชี่ยวชาญอะไรนั้นของเราที่มีอยู่ ต่อให้เีขียนโครงการดีแค่ไหน สุดท้ายเขาก็มีัคนใน คนในในที่นี้หมายถึงนักวิชาการที่ได้รับติดต่อประสานอยู่แล้ว นั้นก็หมายถึงว่า เขาเองก็มีเครือข่ายกลุ่มนักวิชาการอยู่แล้ว จะทำอะไรเขาก็สามารถปรึกษาได้อยู่แล้ว ยกตัวอย่าง กรณีความไม่สงบใน ๓ จังหวัด ถ้าถามว่ามี อ.ท่านหนึ่ง เพิ่งจบใหม่หรือทำงานนานแล้ว แล้วอยากจะขอทุนทำโครงการด้านความมั่นคงแบบตรง ก็คงจะไม่ได้ เพราะเขาเองก็เล่นกับเรื่องนี้มานาน เขาคงมีเครือข่ายที่ใช้งานได้อยู่แล้ว

เรื่องการเคลียร์งบประมาณ ตรงนี้ต้องมองว่าไม่ยุ่งยากเลย แต่มันใช้ระบบเดียวกัน กระทรวงเดียวกัน บางทีเขาอาจจะทำให้ดูยุ่งยากเอง เช่น บางทีของ ม.อ.ปัตตานี ยังดูยุ่งยากกว่าวิทยาเขตอื่นหรือมหาวิทยาลัย มันก็เหมือนกับการเบิกเงินด้วยบิลเงินสด หนังสือรับรองแทนใบสำคัญรับเงิน ใบสำคัญรับเงิน และใบกำักับภาษี มันจะดูยากตามลำดับที่เรียงมาแบบนั้น

สุดท้ายแล้ว จะที่เคยเจอและรู้สึกน้อยใจนิดๆ คือ สมมุติว่า ถ้ามีการฝึกอบรม ชรบ. ถ้าผมเป็นอาจารย์ด้านความมั่นคง ผมจะอบรม ชรบ.นี้ ผมก็เสนอไป แต่พอเข้าไปแล้วเขาก็ขอต่อเติมชื่อโครงการต่อจากเราด้วยคำว่าและ... จากนั้นก็ขอส่วนแบ่งตามระเบียบเลย ไม่ใช่ขอดื้อๆ แต่ถ้าเราไม่ให้ต่อชื่อ โอกาสที่เราจะได้ทำโครงการคงไม่มี เพราะเขาจะัยึดรูปแบบโครงการไปเลย ปรับนิดหน่อย ไม่ยาก เด็กจบ ป.ตรี เยอะแยะ มาช่วยอแดปให้

ทีนี้ ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากมาย การศึกษาในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่างๆตั้งแต่ในระบบและนอกระบบ เช่น ครอบครัว สังคม เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะบ่มเพาะให้คนได้ตระหนักว่า สิ่งได้ถูกต้องและเหมาะสม อีกทั้งมีความยุติธรรม

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องเล่านะครับ มีใช้หางตาดูบ้างแต่มันก็นานมาแล้ว ไม่ต้องถามว่าจริงไหม คนทำงานด้วยกันจะรู้เอง แต่ไม่มีใครอยากพูด แต่ก็ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร มันแค่ผิดใจกันเท่านั้นเอง

คิดง่ายๆเหมือนจะัไปซื้อของแต่ร้านนี้ แต่เขาไม่รับซื้อ อะไรประมาณนี้

เขาเรียกว่า

คิดเหมือนกัน

อิอิอิ

แต่ว่า ใครคิดก่อน ใครคิดหลัง (จากดูของเพื่อนแล้ว)

อิอิอิ

เราเอง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.227.240.31
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ