เชิญชวนร่วมเขียนเรื่องราวความสุขของท่าน ผ่าน Share.psu.ac.th โดยใส่คำสำคัญ PSU.QWL
อ่าน: 464
ความเห็น: 3

"เราไปโรงเรียนเพื่ออะไร?" บันทึกเข้าทาง "ต่อมอยากบ่น" พอดี

บันทึกฉบับนี้อาจมีมุมมองแง่ลบแง่บวกซ่อนเร้นปะปนกันไป แต่ก็เป็นแง่มุมที่รับรู้พบเห็นมาด้วยตัวเอง อาจไม่ตรงกับทฤษฎีสากล หรือไม่ตรงกับใจบางคนเท่าใดนัก แต่ก็ขอให้ได้เป็นแง่มุมนอกกรอบที่เอ่ยพร่ำไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น

     เมื่อเช้าตื่นมาอ่าน "บันทึกเพื่อน" พล่อยคิดว่าวันนี้จะเขียนบันทึกสักเรื่องสองเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ว่างเขียนสักที และคิดว่า หากยุ่งๆ ก็ไม่ต้องเขียนก็ได้

 

     ตอนเที่ยงวัน กินข้าวเที่ยงแล้วก็อ่านบันทึกเพื่อนต่ออีก แล้วก็เจอบันทึกที่ตรงกับความคิดที่คิดเมื่อเช้าเลย ตุ่มอยาก ต่อมอยาก ก็เริ่มทำงานทันที...เค้าเรียกว่ามี "บันทึกปูทาง" มา "เข้าทางเราพอดี"

 

      เริ่มขึ้นได้หน่อยนึง ก็หมดเวลา กดปุ่ม "เก็บร่างบันทึก" ก่อน เพราะต้องไปทำภารกิจวันอาทิตย์ต่อ

 

       ตอนนี้มาถึงเวลาเย็นแล้ว หวังว่าจะเขียนจบและกดปุ่ม "บันทึก" ได้

 

      อย่างที่บอกไว้ตอนต้น ว่าวันนี้มีบันทึกเข้าทางอยู่ 2 บันทึก คือ เรื่อง "คุณจะเลือกทางไหน" ของ "ลักยิ้ม" ก็ชอบ

 

      ส่วนเรื่อง "Thinking Classroom 1: Educated Person" ของ "คนธรรมดา" ก็โดน แต่ถ้าจะให้เลือกเขียนบันทึกต่อยอด (ของเพื่อน) ตอนนนี้ ขอเลือก "ต่อบันทึก" ของคุณลุงคนไม่พิเศษก่อนแล้วกันครับ

 

     เนื้อหาในบันทึกนี้ ไม่ได้กล่าวถึงหรือบังอาจเพิ่มเติมเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานทางปัญญา 9 ข้อครับ แต่คำที่มันโดนคือ "เราไปโรงเรียนเพื่ออะไร" และเชื่อว่าหลายคนที่มีลูกวัยเรียน เมื่ออ่านบันทึกของใยมะพร้าวฯ แล้วคงอยากต่อยอด แบ่งปันความคิด ว่าบันทึกนี้ถูก-ผิดอย่างไร

 

      ประเด็นแรก อยากจะกล่าวถึงกระบวนการ child center หรือการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นการถามมากกว่ามากกว่าให้คำตอบ เน้นการค้นคว้าด้วยตัวเองมากกว่าการป้อนข้อมูลจากผู้สอนแหล่งเดียว เน้นเข้าใจมากกว่าท่องจำ และเน้นทำงานกลุ่มหรือสอบเป็นกลุ่ม มากกว่าการทำงาน/สอบรายคน..ซึ่งไม่แน่ใจว่าการให้การบ้าน+รายงานเยอะๆ จะอยู่ในแนวคิดนี้ด้วยหรือไม่

 

     แนวทางดังกล่าว มีการวิเคราะห์วิจัยมาแล้วหลายสำนัก ว่าเป็นแนวทางที่ดี เหมาะสมในการสร้างและพัฒนาเด็กนักเรียนให้คิดเป็นมากกว่าจำได้มาก มีความสามารถในการประสานงานมากขึ้น แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นมากขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ฯ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ มาพร้อมกับเสียงโอดโอยของเด็กรุ่นปัจจุบัน ว่าการเรียนการสอนแบบเก่าน่าจะดีกว่าแบบปัจจุบัน

 

     แต่สิ่งหนึ่งที่ตนเองคิดว่า "ขบวนการ" นี้ยังไม่สมบูรณ์ คือการ วัดผลเพื่อเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

 

     เพราะเมื่อเอาเข้าจริง กระบวนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ยังเป็นการสอบวัดความรู้เกือบจะล้วนๆ ผ่านการสอบข้อเขียนมากกว่า

 

    ทำไมเราไม่มีการสอบแบบกลุ่ม ทำไมเราไม่มีการทดสอบการทำรายงาน ทำไมเราไม่มีข้อสอบปลายเปิดให้ใช้จินตนาการในเรื่องที่ถนัด/สนใจหรือเข้าใจถ่องแท้มานำเสนอแทน ทำไมเราไม่มีการทดสอบความเป็นผู้นำการประสานงานและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า...เพื่อวัดผลการเข้ามหาวิทยาลัย สรุปว่าที่สู้อุตส่าห์เป็นหัวหน้ากลุ่ม อุตส่าห์ทำรายงาน อุตส่าห์คิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการนำเสนอได้ดี ฯ ไม่ได้ช่วยให้เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยได้เลย

 

     แต่ถ้าจะให้ใยมะพร้าวฯ คิดรูปแบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ตามที่กล่าวมา ตนเองก็มิมีความรู้มากพอและไม่บังอาจ....ตอนนี้แค่เอะใจ และคิดไปเองเท่านั้น

 

      ก่อนจบบันทึก ขอเพิ่มความคิดนอกกรอกอีกเรื่องหนึ่งคือ โครงการของกระทรวงศึกษา หรือ สพฐ.  หรือ ของบางโรงเรียน เช่น ห้องเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน (วมว.) ห้องเรียนพิเศษ ห้องเรียนอัจฉริยะ หรือแม้แต่การสร้างห้องคิงขึ้นมา

 

     ห้องเรียนเหล่านี้ เป็นห้องเรียนพิเศษที่คัดเด็กเก่งเข้ามา และขุน+ปลุกปันให้เป็นอัจฉริยชน เพื่อส่งเด็กๆ เหล่านี้เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยให้ได้ตามเป้า หรือ ทุนที่ถมลงไป

 

     เด็กบางโครงการมีเงื่อนไขพิเศษด้วย ว่าเกรดห้ามต่ำกว่า 3.00, ต้องติดค่ายโอลิมปิกวิชาการ, ต้องได้รางวัลโครงงานระดับภาคใต้ ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้แลกมาด้วยค่าเรียนฟรี หอพักฟรี หนังสือเรียนฟรี ค่ารายเดือนฟรี หรือ ค่าจ้างอาจารย์ที่ปรึกษาฟรีในวิชาโครงงาน

 

     แต่สิ่งที่ไม่เคยเห็นเลย คือ โครงการห้องจริยธรรม หรือ ห้องกิจกรรมดีเด่น ซึ่งอาจเป็นห้องเรียนที่มีการคัดเด็กจากคุณงามความดี คุณธรรมจริยธรรม ความกตัญญู หรือความสามารถด้านดนตรี/กีฬา/ศิลปะ/กิจกรรมเพื่อสังคม และ "ทักษะการเป็นคน" (Humanity Skill)

 

     เพราะเชื่อมั้ยว่า ตนเองซึ่งอยู่ในจุดที่รับรู้เรื่องเด็กห้องพิเศษนั้น เด็กบางคนมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ฟังแล้วไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่นัก เช่น

 

      เด็กห้องพิเศษมีการลอกข้อสอบเยอะ ไม่น้อยไปกว่าห้องท้ายๆ

 

     เด็กห้องพิเศษบางคนเข้าเรียนสาย และเมื่อหมดชั่วโมง ดันยกมือบอกอาจารย์ว่า "หมดคาบแล้ว ปล่อยด้วยครับ"

 

      เด็กห้องเรียนพิเศษบางคนไม่ได้มีความรับผิดชอบสูงตามไอคิวเท่าใดนัก เมื่อนัดหมายอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ไม่มา ไม่ทำงานส่ง แล้วก็บอกว่าไม่ว่าง...แต่ก็ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะเป็นอย่างนี้ไปซะหมด เด็กที่เก่งและดียังมีอีกมาก

 

     ดังนั้น จะดีหรือไม่ ว่าห้องเรียนพิเศษ เราควรจัดให้เป็นห้องที่จะสร้างทั้งคนเก่งและคนดีไปด้วยกัน ให้เข้ากับนโยบายรัฐบาลที่ว่า "โตไปไม่โกง" ซึ่งรัฐบาลสองสมัยหลังเน้นนักหนา

 

     บันทึกฉบับนี้อาจมีมุมมองแง่ลบแง่บวกซ่อนเร้นปะปนกันไป แต่ก็เป็นแง่มุมที่รับรู้พบเห็นมาด้วยตัวเอง อาจไม่ตรงกับทฤษฎีสากล หรือไม่ตรงกับใจบางคนเท่าใดนัก แต่ก็ขอให้ได้เป็นแง่มุมนอกกรอบที่เอ่ยพร่ำไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น

 

    เองวัง ฯ

 

เอิ้ก เอิ้ก

 

"ใจสั่งมา"

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 28 กรกฎาคม 2556 18:59 แก้ไข: 28 กรกฎาคม 2556 20:51 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 DaDa, และ 7 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เราเดินตามรอย เราเดินตามความอยาก เราเดินตามคนรอบๆ ข้าง

ปัจจุบัน เราก็กลัว แต่ที่เรากลัว คือมันกำลังเกิด กะ เรา ไม่เข้าใจว่า

ทำไมต้องเรียนพิเศษ ไม่เข้าใจในห้องเรียนสอนกันอย่างไร แล้วครูท่านเดิม

นั้นแหละมาเปิดสอน พิเศษ เห็นแล้วเหนื่อย ตกลงว่าจะเดินกันทางไหนๆ ก็แย่

พุทธศาสนา ไหว้ได้แค่คิดว่าไหว้ผ้าเหลือง แม้ว่าบางคนที่ไม่บวช หรือเป็นพระมันก็ไปไกลเสียเหลือเกิน

นี่เราบ่นเพราะเรากลัว ในสิ่งที่กำลังเกิด และที่ไม่เกิด ตกลงเราจะเอาคนเก่ง อยู่ในสังคมบวกมีจริยธรรม มันจะมีไม่หน่อ

เคยคุยประเด็นนี้กันเหมือนกันว่า

จริง ๆ แล้วการเรียนการสอนในห้องเรียนปกตินั้น ครูสอนอย่างไร สอนอะไร

ทำไมเด็กถึงต้องมาเรียนพิเศษกัน เด็กมีกระบวนการเรียนในห้องเรียนที่แย่ลงหรืออย่างไร หรือกระบวนการเรียนในห้องเรียนไม่เกิด?

ถ้าเป็นแบบนี้เราจะมีโรงเรียนไว้ทำไมในเมื่อเรียนในห้องเรียนแล้วยังต้องมาเรียนเพิ่ม เรียนพิเศษอีก ให้เด็กเรียนพิเศษอย่างเดียวแล้วไปสอบเทียบเอาได้หรือไม่?

ผลสุดท้ายแล้วที่เราวัดน่ะเป็นการวัดอะไร เป็นเรื่องการวัดความรู้ วัดกระบวนการ วัดความเก่ง วัดเอ๋ยวัดโบสถ์

ถ้าเรายังจำกันได้ โรงเรียนแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดที่สุราษฎร์ธานีนั้นก็เปิดด้วยวัตถุประสงค์เดียวกับที่เขียนในบันทึกนี้ คือให้โอกาสเด็กเก่งได้มีที่ดี ๆ เรียน ได้เพิ่มพูนความเก่งของเด็กเก่ง คงประมาณเดียวกับโรงเรียนข้าง ๆ หอประชุมฯ นั่น ที่หลักการคือเพื่อเป็นสวัสดิการแก่บุคลากร ทำไปทำมาค่า (เข้าเรียน) พิเศษบาน

ที่บานน่ะคือผู้ปกครอง ไม่ใช่หน้าบานนะครับ

บางทีก็แยกไม่ออกนะครับว่าอะไรเป็น mission ของ สกอ. หรือ สพฐ.

อิอิอิ

โรงเรียนพิเศษแบบนี้เขาสอนเรื่อง IQ ครับ

อิอิอิ

เราเอง

วิเคราะห์ได้ว่า

 

ครูสอนที่โรงเรียนเด็ก 40 คน มันเยอะเกิน สอนไม่ทัน แก้ไขปัญหาให้ได้ไม่ทุกคน ขยันสอนไป ก็ไม่ได้เงินเดือนเพิ่ม

 

ส่วนครูไปสอนข้างนอก เด็กน้อยลง มาเฉพาะคนที่สนใจมาเรียน (เพราะจ่ายตังมาเรียนพิเศษ) เด็กพวกนี้จึงตั้งใจมากกว่าเรียนที่ดรงเรียน ครูเข้าถึงมากกว่า และครูตั้งใจสอนมากกว่า เพราะถ้าสอนดี เด็ก็ชอบและมาเรียนเยอะ ค่าตอบแทนก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย

 

มั้งครับ

 

เอิ้ก เอิ้ก

 

"ใจสั่งมา"

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.197.211.197
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ