นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1704
ความเห็น: 1

เก็บตก งาน UKM ครั้งที่ 24 (การบรรยายของ ศ.ยง ภู่วรวรรณ)

ครับ...เปลี่ยนจากการสอน content มาเป็นการสอน how to learn

ผมได้เข้าร่วมงาน UKM ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ที่มีชื่อเต็มๆ ว่า "การเสวนาเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย" ระหว่างเครือข่าย 6 มหาวิทยาลัย ทั่วประเทศ ผมเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นครั้งแรก ทั้งๆ ที่ได้มีการจัดกันมา 23 ครั้งแล้ว

เนื่องจากผมได้เข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นครั้งแรก จึงไม่มีความคาดหวังอะไรนัก เพียงแต่หวังไว้เล็กๆ ว่า น่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านมาพัฒนางานของวิทยาเขตให้ดีมากขึ้น

การไม่มีความคาดหวังใดๆ นี่ก็ดีน่ะครับ เพราะอะไรที่เกิดขึ้น แม้ดีนิดดีหน่อยก็ถือว่าเป็นกำไรแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่การมาร่วมเสวนาครั้งนี้ ทำให้ได้อะไรเหนือความคาดหวังหลายประการ โดยเฉพาะการได้ฟังวิทยากร ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ จากศูนย์เชี่ยวชาญไวรัสวิทยาคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บรรยายเรื่อง "การสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาองค์กรในศตวรรษที่ 21"

ไม่ใช่ด้วยเพียงประสบการณ์ของท่านที่เป็นนักวิจัยชั้นนำของประเทศมีผลงานการันตีมากมาย รวมทั้งการเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ที่ทำให้การบรรยายของท่านน่าสนใจมากๆ แต่ด้วยวิธีการบรรยายที่เรียบง่ายและเป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดและกลั่นกรองมาจากชีวิตจริงของท่านออกมาเป็นการบรรยายที่น่าทึ่ง ตรึงใจผู้ฟังตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

การบรรยายของท่านเริ่มด้วยคำพระท่านว่า “ใบไม้ในมือกับใบไม้ในป่า ส่วนไหนมากกว่ากัน” สำหรับผมฟังแล้วชวนงงๆ ครับในการฟังครั้งแรก แต่ถ้าแทนคำว่า “ใบไม้” ด้วย “ความรู้” น่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น “ความรู้ที่เรามีกับความรู้ทั้งโลก ส่วนไหนมากกว่ากัน” คำตอบก็คงไม่ยากนัก ซึ่งจากอุปมา อุปมัยข้อนี้ น่าจะนำไปสู่บทสรุปข้อแรกๆ ว่า ด้วยความรู้ที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ทำให้เราในฐานะครูบาอาจารย์คงไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้กับนักศึกษาได้ เพราะแม้แต่เราเอง ก็ยังตามไม่ทันองค์ความรู้ใหม่ๆ เราน่าจะไม่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งหมดได้แน่นอน ดังนั้นน่าจะดีกว่ามั๊ย ถ้าอาจารย์ใช้เวลาอันน้อยนิดให้เกิดประโยชน์กับตัวลูกศิษย์ด้วยการแนะนำให้นักศึกษาสามารถหาความรู้ได้ด้วยตนเอง เราคงสอน content ได้ไม่ถึง 5% ขององค์ความรู้ทั้งหมดที่มี และบางครั้งก็ไม่แน่ใจด้วยว่าเราสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ หรือเปล่า แต่ถ้าเราสอน how to learn จะทำให้นักศึกษาได้ใช้วิทยาการนั้น ไปเรียนรู้ในสิ่งที่ "อยากจะรู้" และใช้ได้อย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งจบการศึกษาไปแล้ว

ครับ...เปลี่ยนจากการสอน content มาเป็นการสอน how to learn

ปัจจุบันนี้ แหล่งค้นหาความรู้ด้วยตนเอง มีมากมายและเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย อย่างน้อยก็ด้วยอาจารย์ 3 องค์ ได้แก่ อากู๋ (Google) น้องวิกิ (Wikipedia) และพี่ยู (Youtube) นอกจากนั้นยังมีบทเรียนอีกเป็นพันเป็นหมื่นบทเรียนของ Khan Academy ที่มีหลากหลายวิชาให้เรียนรู้ และท่านได้แนะนำ search tool ใหม่ (สำหรับผม) อย่าง Wolfram alpha ซึ่งน่าเล่นน่าลองมากๆ ครับ

อาจารย์อย่างเราๆ ท่านๆ เองก็ไม่น่าจะเสียเวลาสร้างบทเรียนใหม่ ถ้ามีบทเรียนที่ดีให้นักศึกษาได้เรียนรู้แล้ว เว้นเสียแต่ว่าไม่มีบทเรียนดังกล่าวหรือมีแต่คุณภาพไม่ตรงกับความต้องการ เราจึงจะเสียเวลาสร้างบทเรียนใหม่ขึ้นมา

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการการปฏิบัติหน้าที่ของอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งท่านได้เปรียบเปรยไว้น่าคิดว่า แม้แต่นิ้วยังไม่เท่ากันเลย จะหวังอะไรให้คนทุกคนทำงานได้ดีเหมือนๆ กัน คนเรามีความถนัดไม่เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่ (ผู้บริหาร) มหาวิทยาลัยควรทำ คือ ส่งเสริมให้บุคลากรได้ทำงานตามความชอบและความถนัดของตน อย่าฝืนธรรมชาติ

อะไรที่ฝืนธรรมชาติมากๆ ไม่น่าจะดีแน่นอน

ถึงแม้อาจารย์ทุกคนต้องสอน วิจัย และบริการวิชาการ แต่ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องทำงานทุกด้านในปริมาณเท่าๆ กัน แต่เราควรจะเปิดช่องให้แต่ละคนทำงานแต่ละด้านมากบ้างน้อยบ้างตามความถนัดของตน บางคนอาจจะสอนเยอะหน่อย ถ้าชอบสอน บางคนเน้นทำวิจัย แต่บางคนอาจจะเน้นการบริการวิชาการแก่สังคม เป็นต้น ซึ่ง ถ้าเราสามารถจัดการให้แต่ละคนทำงานตามความชอบความถนัดของตนเองได้ บุคลากรทุกคนน่าจะมีความสุขในการทำงาน และในที่สุดองค์กรก็ได้ผลงานที่น่าทึ่งด้วย

หน้าที่ของอาจารย์มหาวิทยาลัยนอกจากถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์แล้วนั้น ยังต้องทำวิจัยหาองค์ความรู้ใหม่ด้วย อาจารย์ต้องเปลี่ยนตนเองจากผู้บริโภคความรู้ เป็นผู้ผลิตองค์ความรู้ (ใหม่) ความรู้ที่เคยถูกต้องและใช้งานได้ดีในอดีต อาจจะถูกต้องและเหมาะสมน้อยลงในปัจจุบันและอนาคต ถ้าเราหยุดนิ่งไม่แสวงหาความรู้ในยุคที่ความก้าวหน้าทางวิชาการเป็นพลวัตหมายถึงการถอยหลัง

ศ. ยง ภู่วรวรรณ ได้ให้ข้อคิดการทำงาน ซึ่งเป็นปรัชญาการทำงานของชาวญี่ปุ่นว่า “อดทน ซื่อสัตย์ กตัญญู” ซึ่งเป็นข้อคิดที่สามารถประยุกต์ใช้กับการทำงานและการดำรงชีวิตได้ทุกยุคทุกสมัย นอกจากนี้แล้ว ท่านได้แนะนำว่า ในปัจจุบัน การทำงานเป็นทีมเป็นสิ่ง "จำเป็น" ซึ่งการทำงานเป็นทีมนั้น ผู้นำทีมต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและต้องออกแรงร้อยเปอร์เซ็นเต็มเพื่อช่วยให้ลูกทีมที่อาจมีประสบการณ์และความสามารถน้อยกว่าออกแรงน้อยกว่าแต่สามารถบรรลุเป้าหมายของทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศ.ยง ภู่วรวรรณ ได้ให้ข้อคิดว่า สิ่งสำคัญที่สุดขององค์กรไม่ใช่เครื่องมือหรือเงินทอง แต่คือ คน (ท่านย้ำนะครับว่าต้องเป็นคนที่มีความสามารถ) ท่านบอกว่าถ้าคนมีความสามารถ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้ เช่น การทำวิจัย ถ้าเรามีความสามารถ  (และความอยาก) เราสามารถเริ่มต้นทำวิจัยได้เสมอ นักวิจัยที่ดีต้องทำงานวิจัยได้ทุกสภาวะ ต้องไม่คิดว่าขาดเครื่องมือ ทำไม่ได้ ต้องขวนขวายประยุกต์และเตรียมความพร้อมก่อนจะมีเครื่องมือใหม่

ศ.ยง ภู่วรวรรณ ให้แง่คิดเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยเชื่อฝรั่งว่า ไม่ต้องสร้างโรงงานผลิตหัวรถจักรหรอก ซื้อดีกว่า ราคาถูกกว่า ซึ่งก็จริงสำหรับ ระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวแล้ว การสร้างโรงงานผลิตหัวรถจักรจะทำให้เราสามารถสร้างสมองค์ความรู้และสามารถพัฒนาไปสู่อะไรใหม่ๆ ได้อีกมากมาย หลักฐานเชิงประจักษ์ คือ ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีรถไฟหลังไทย แต่ด้วยวิธีคิดที่แตกต่างกัน ทำให้การพัฒนาแตกต่างอย่างชัดเจน (ถ้าท่านลองเปรียบเทียบรถไฟไทย กับรถไฟญี่ปุ่นในปัจจุบัน ท่านจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นทีเดียว)

ศ. ยง ภู่วรวรรณ เห็นว่า ประเทศไทยมีคนจบปริญญาเอกมากมายแต่ไม่มีคุณภาพมากนัก ในขณะที่ ประเทศญี่ปุ่นที่มีแนวคิดในการสร้างนักวิจัยระดับปริญญาเอกเองและสร้างอย่างมีคุณภาพเพื่อพัฒนาประเทศ ไม่เสียเงินเสียทองส่งไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งท่านให้เหตุผลว่า การส่งคนไปเรียนต่อต่างประเทศในขณะในยังไม่ mature นอกจากจะเสียเวลามากแล้วยังได้ความรู้มาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และอาจซึมซับวัฒนธรรมบางอย่างที่ไม่ดีกลับมาด้วย ท่านเห็นว่าถ้าเราต้องการความรู้จริงๆ ก็อาจจะส่งคนที่เรียนจบปริญญาเอกและ mature แล้ว ไปเรียน postdoc ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าและได้ความรู้มากกว่า

ยังมีอะไรอีกมากมายครับ ที่ท่านวิทยากร ฝากไว้ในการบรรยายครั้งนี้ ผมแค่สรุปพอหอมปากหอมคอมาฝากครับ

การจัดงานครั้งถัดไป (ครั้งที่ 25) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นเจ้าภาพ ท่านใดสนใจร่วมงาน ก็ติดต่อขอจองตั๋วกับท่าวแชร์ของเราได้แต่เนิ่นๆ ครับ

คราวถัดไป ถ้ามีการบรรยายดีๆ อย่างนี้อีก (ซึ่งน่าจะดีเช่นนี้แน่นอนครับ) อยากฝากคณะผู้จัดว่าน่าจะลองจัด workshop ต่อเนื่องจากการบรรยาย ช่วยกันคิดว่าจะนำแนวคิดของวิทยากรไปประยุกต์ใช้กับการทำงานอย่างไร ฟังอย่างเดียวอาจจะไม่เข้าเส้นครับ แต่ถ้า ได้คิด ได้พูด ได้ถก ได้เถียง ได้เชื่อมโยงกับประสบการณ์ และสถานการณ์จริง น่าจะมันไม่ใช่น้อยครับ

 

ป.ล. ส่งงานน่ะคร้าบ ท้าวแชร์

created: 04 Febuary 2014 22:17 Modified: 04 Febuary 2014 22:23 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People who like this: Ico24 Baby, Ico24 Our Shangri-La, and 8 others.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

แม้ไม่ได้ไป UKM แต่มาเก็บความรู้จากวงแชร์ก็ได้ประโยชน์มากครับ ขอบคุณ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.224.56.126
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ