นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1802
ความเห็น: 5

Seeking for Trouble: leaving on the jet train

การนำเสนองานทางวิชาการ มีอยู่สองแบบครับ แบบแรกคือใช้ปาก แบบสองคือใช้มือ


หายหัวไปหลายวัน กลับมาก็แก้ตัวกันก่อน
จะว่าไปคงไม่ต้องแก้ก็ได้มั้งครับ
แต่รู้สึกว่าเป็นธรรมเนียม (มั้งครับ?) ที่หลายคนพอหายหน้าไปจากวงการ ก็ต้องมาบอกกันก่อน (กลัวแฟนานุแฟน สงสัยว่ามันหายหัวไปไหน)

รู้ๆ อยู่ครับ คนเราไม่ได้เขียนกันด้วยหลายเหตุผล

ผมไปแถวประเทศเพื่อนบ้านมาครับ
แต่มาเขียนบันทึกนี้บนรถไฟตอนขากลับแล้ว เขียนเสร็จยังแปะไม่ได้เพราะบนรถไฟไม่มีอินเตอร์เน็ต (ถ้ามีก็จะดูหรูเกินหน้าเกินตา -- แหะๆ)

กลับมา กว่าจะดึงตัวเองกลับมาหางานเก่าที่ค้างอยู่ได้ ก็เหวอไปหลายวัน เพิ่งได้แงะไฟล์ออกมาดู

ผมไปประชุมครับ
ภาษาทางวิชาการเขาเรียกว่า "ประชุมทางวิชาการ"
แต่ภาษาของคนที่มองโลกในแง่ร้ายหน่อยก็จะบอกว่าผม "ไปผลาญเงินหลวง"
ผมยอมรับครับ ว่าใช้เงินหลวงจริง เพราะโลกนี้(แทบจะ)ไม่มีอะไรฟรี ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายของมัน แล้วแต่ว่าเราจะคิดต้นทุนในรูปแบบของอะไร
อยากได้อะไรก็ต้องลงทุนกันหน่อย แต่ผมมั่นใจว่าหลวงไทยใช้งานผมได้คุ้มทุกเม็ดทุกบาททุกสตางค์
ให้ผมมาทำงาน (และเรียน + เที่ยวอีกนิดหน่อย) แล้ว พอถึงเวลาพักก็ให้ผมพักบ้างสิ ;-)

เขาประชุมเรื่องหอยกันที่ Brest ทางตะวันออกของฝรั่งเศส
(พิมพ์ไม่ผิดครับ Brest ไม่ใช่ Breast -- รู้นะ คิดอะไรอยู่ ;-)

อาจารย์ที่ปรึกษาสั่งไว้ตั้งแต่ตอนต้นปีว่าอย่าพลาดงานนี้ แถมโฆษณาไว้ยั่วน้ำลายเล่นว่า ชายหาด - ฝรั่งเศส - หน้าร้อน ... และอะไรอีกสองสามอย่าง แต่ผมน้ำลายสอและหูอื้อไปแล้วเล็กน้อย เลยไม่ได้ยินส่วนที่เหลือ
อยากดูหอยฝรั่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยหงึกหงักพยักหน้าโอเค

ครั้นจะให้ไปนั่งฟังประชุมเฉยๆ มันไม่ได้อยู่ในนโยบายครับ  เพราะไม่มีหลักประกันอะไรว่าให้มันไปแล้วมันจะขยันและตั้งใจฟังจริงๆ   ไม่ใช่ลงทะเบียนไป แล้วหนีไปช้อปหนึ่งวัน หนีไปเที่ยวสองวัน -- แบบนี้ครับ ที่เขาเรียกผลาญของหลวงของแท้

เขาก็เลยให้ผมไปนำเสนองานซะ

การนำเสนองานทางวิชาการ มีอยู่สองแบบครับ แบบแรกคือใช้ปาก แบบสองคือใช้มือ
ผมเปล่าทะลึ่งครับ แต่ที่จริงทั้งสองแบบ ใช้ทั้งปากทั้งมือ เมื่อยไปหมด (ฮา)

เอาแบบเป็นเรื่องเป็นราวแล้วครับ -- แบบแรกคือ Oral presentation ส่วนแบบหลังคือ Poster presentation
บ้านเราเรียก oral presentation ว่าเป็นเป็นการ "การนำเสนอปากเปล่า" หรือการนำเสนอด้วยวาจา
(ทำหยั่งกะว่าการนำเสนอโปสเตอร์มันไม่ต้องพูด แค่ชี้ๆ บุ้ยๆ อย่างเดียวงั้นแหละ)

ผมไม่แน่ใจครับ ว่า oral presentation ได้ชื่อใหม่หรือยัง
แต่ตามความเห็นส่วนตัวผมว่าชื่อไทยไม่สื่อเป็นอย่างยิ่ง  หลังๆ เรามีของเล่นมากมายในการนำเสนอ ไม่ได้มีแต่พูดปาวๆ อย่างเดียว สรุปก็คือเป็นการนำเสนอแบบที่เราต้องออกไปยืนพูดหน้าชั้น จะนานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ข้อตกลงของการประชุม แต่ส่วนใหญ่ไม่เกิน 15-20 นาที

ส่วน poster presentation เป็นการทำโปสเตอร์แผ่นโตๆ เท่าฝาบ้าน (เว่อร์ครับ -- ส่วนใหญ่ขนาด A0) แล้วเอาไปแปะรอเหยื่อตามที่และเวลาที่เขากำหนด และในหลายครั้งที่เราเป็นเหยื่อซะเอง เพราะโดนถามซะเละ

ทั้งสองแบบสนุกและกดดันต่างกันครับ

ที่เห็นชัดๆ เราจะให้น้ำหนักความยากกง่าย (และความน่ากลัว) ไปทาง oral presentation โดยอัตโนมัติ เพราะต้องออกไปยืนพูดท่ามกลางคนฟังหลากหลาย ทั้งเกร็ง ทั้งกลัว แต่จริงๆ การนำเสนอแบบโปสเตอร์ ก็สำคัญพอๆ กันครับ เพราะมันมีดีคนละอย่าง ในที่ประชุมหลายที่ เขาให้น้ำหนักกับโปสเตอร์และ oral presentation พอๆ กัน  (แต่รู้สึกว่าบ้านเราคิดภาระงานโปสเตอร์กับ oral ไม่เท่ากันแฮะ)

ผมว่ามันขึ้นกับกึ๋นคนจัดงานครับ ว่าจะทำให้ poster session น่าสนใจ และดึงดูดยังไง

ถ้าถามผม ผมว่าเตรียมโปสเตอร์ยากกว่าครับ แต่ยอมรับว่าการนำเสนอกดดันน้อยกว่า
ส่วนโอกาสในการแลกเปลี่ยนหรือโดนยำจากคำถาม พอฟัดพอเหวี่ยงและขึ้นกับดวงพอๆ กัน
ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นการประชุมขนาดใหญ่ๆ ที่จัดเป็น parallel sessions (หลายๆ sessions พร้อมๆ กัน แล้วให้คนฟังเลือกเอาว่าจะเข้าห้องไหน) ถ้าจังหวะดี เรื่องของเราน่าสนใจ หรือโดนจับยัดไปอยู่ใน session ที่คนฟังเยอะ ก็โชคดีไป แต่มีหลาย sessions ที่ผมเคยเห็น ที่คนฟังโหรงเหรง คนพูดพูดไปตบยุงไป คนฟังก็เหรอหรากลัวผีหลอก

Oral presentation เรายังยื้อเตรียม slides ได้จนนาทีสุดท้ายครับ (ก่อนที่เจ้าของงานจะบอกว่า ถ้าเอ็งไม่เอาไฟล์นำเสนอมาให้ภายในนาทีนี้ เอ็งจะโดนตัดสิทธิ์ทันที (ฮา ไม่ออก)) แต่โปสเตอร์ต้องเสร็จก่อนมาครับ เพราะหมายถึงต้องพิมพ์ออกมาเป็นแผ่นโตๆ ให้เรียบร้อย และต้องรักษาดีๆ ห้ามลืม เพราะเพื่อนผมสองสามคน ลืมโปสเตอร์ ทั้งบนเครื่องบิน บนรถไฟ บนเรือ – มีหมด  ส่วนใหญ่ทุกงานจะกำหนดเวลาไว้ครับ ว่าต้องส่งไฟล์นำเสนอ (มักจะเป็น PowerPoint ครับ มี Keynote ของ Mac, Impress, และ pdf บ้างนิดหน่อย) ล่วงหน้าก่อนพูดนานเท่าไหร่

เพราะว่าไปเฉยๆ ไม่ได้ ผมเลยต้องเลือกครับ ว่าจะนำเสนออะไรดี
สุดท้ายผมเลือกโปสเตอร์ครับ เพราะตอนที่นั่งเทียนเขียนบทคัดย่อส่งเพื่อสมัคร เมื่อตอนต้นปีนั้น ผลการวิเคราะห์ข้อมูลออกมากระท่อนกระแท่น เราเลยตัดสินใจว่านำเสนอข้อมูลเบื้องต้นผ่านโปสเตอร์ก่อนดีกว่า งานหน้าค่อยว่ากันอีกที อีกอย่าง เป็นทีรู้กัน (และเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี) ว่าเราเขียนบทคัดย่อแบบกว้างครอบจักรวาลที่สุด เผื่อไว้ว่ากว่าจะถึงวันนำเสนอจริง งานก็คงออกมาแล้ว หลายคนเขียนบทคัดย่อก่อนที่จะลงมือทำด้วยซ้ำ

แต่ที่เสียดายก็คือ ก่อนจะมาสักสองสามอาทิตย์ เราได้ผลการวิเคราะห์น่าสนใจมาก
ทีนี้ชักอยากแหกปาก เอ้ย อยากนำเสนอแบบ oral แต่ทำไงได้ครับ ไม่ทันแล้ว

ผมก็เลยไปพร้อมกับหลอดโปสเตอร์อันนึง  เป้อีกสองใบ และอาจารย์ที่ปรึกษาอีกหนึ่งคน

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 12 กันยายน 2551 02:53 แก้ไข: 12 กันยายน 2551 03:01 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Poster ทำอย่างให้มีข้อมูลที่ต้องการนำเสนอครบถ้วน แต่ไม่รุงรัง เต็มไปด้วยตัวอีกษร กระจิริด (แบบลูกหอย)

เรียกว่า Poster ทำหน้าที่เป็น Presentater ไปในตัว ส่วนเจ้าของ Poseter ก็แอบไปดูของเพื่อนได้ หรือทำตัวกลมๆ กลืนๆ ไปกับคนที่มาดู

ยืนเป้านี่ซิ แต่ถ้าใครช่างพูดช่างจำนรรก็หรรษาดี

อึมม ยังคิดเลยว่า รถไฟน่าจะมี net ให้ใช้ อย่างหรู

เราเอง

เคยนำเสนอทั้ง 2 แบบแล้ว แต่เสนอใน ม.อ.

อยากไปเวทีกว้าง ๆ อย่างอาจารย์บ้างจัง

แต่ตอนนี้ ยังไม่มีงานวิจัย....(แหะๆ)

  • ยังบ่นกับพี่ Camera อยู่น่ะค่ะ ว่า  Novemberrain  หายไปไหน  ไม่เห็นบันทึกของอาจารย์เลยค่ะ
  • ไม่ทราบว่า  Novemberrain  ทราบข่าวร้ายในคณะทรัพย์ฯ หรือเปล่า ว่า  คณะทรัพย์ฯ โดนแล้ว  ตอนที่ Internet ระบบเครือข่ายภายในคณะฯ เสียหายอย่างหนักแล้วค่ะ  พี่บิวตี้ ปวดหัว ปวดเศียร  กันใหญ่แล้ว
  • ต้นตอ  ผู้ต้องหาหลัก คือ พี่มอนลี่ ค่ะ  ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ มุ่งมาที่นี้  โดยที่พี่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ว่า มันเกิดอะไรขึ้น    จู่ ๆ น้อง ๆ มาบอกว่า  ให้ดึงสาย Inernet ของพี่มอนลี่ ออก 
  • พี่มอนลี่ ยอมรับเลยน่ะค่ะ  ว่า ระวังอยู่ตลอดเวลา  แต่แล้วก็โดนจนได้ 
  • ช่วง 3 วันนี้  จะเห็นได้ว่า ในคณะทรัพย์ฯเครื่องคอมพิวเตอร์ จะอัมพาต กันหมด
  • วันนี้หยุด ลากิจ  เนื่องจากลูกไม่สบาย  ยังไงหากเคลียร์เวลาได้ จะมาเล่าสู่กันใน Share ค่ะ

 

การนำเสนอผลงานแบบ Oral presentation กับ แบบ Poster persentation จัดว่าเป็นบทความหรือเปล่าคะ
สามารถนำมานับเป็นผลงานตีพิมพ์ เผยแพร่ หรือนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่

ก.พ.ร. ให้นิยามของบทความที่ได้รับการนำเสนอในการประชุมหรือสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ ไว้ว่า
"บทความที่ไม่ใช่บทคัดย่อ" เป็นบทความที่ได้รับการคัดเลือกตีพิมพ์ รวมเล่มในรายงานสืบเนื่องจาก
การประชุม (Proceedings)

 

Ico48
muffin [IP: 131.174.244.5]
12 กันยายน 2551 16:55
#35674
  • เคยได้ยินหลายๆ ท่านเรียก 'Oral presentation' ว่า 'Podium presentation' ค่ะ ไม่รู้ที่มาที่ไปที่แน่นอน แต่เดาๆ เอาว่า เพราะผู้นำเสนอ ไปโดนยำเละที่ podium บนเวที ต่อหน้าสาธารณชน (แงๆๆ เดือนหน้า จะไปโดนยำเละต่อหน้าสาธารณะที่อังกฤษค่าา)
  • ไม่ว่าจะใช้ปาก ใช้มือ ในการนำเสนองานวิจัย ก็ดีทั้งนั้นค่ะ ไม่ค่อยชอบใจนักเวลามีกฎ ระเบียบ เขียนไว้ว่า ถ้าเอางานไปนำเสนอแล้ว จะนำมาตีพิมพ์อีกไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่นับเป็นผลงาน... น่าเสียดายนะคะ ที่งานดีๆ หลายๆ งาน ไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้ในหลายๆ ลักษณะ  ;-)

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.207.255.49
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ