นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2633
ความเห็น: 12

Thinking like a scientist

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมหาอะไรอยู่ (ฮา)


The Difference, source: http://xkcd.com/242/
source: http://xkcd.com/242/


Andrew Gelman เขียนไว้ใน blog ของเขาหลายวันแล้ว ผมเพิ่งมาเห็น

" ... in any research project, you need to answer the following four questions:

1. What's your evidence?
2. How does this fit in with what else you know?
3. What have you found beyond what people thought before?
4. How did all those smart people who came before get things wrong?"

คิดแบบ "นักวิทยาศาสตร์" (แปลส่งเดชโดย "เจ้าหน้าที่เขียนบล็อก ระดับ 5")
1. ไหนหลักฐาน?
2. หลักฐานที่ได้ (สิ่งที่ค้นพบใหม่) เกี่ยวยังไงกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว
3. ก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยเหรอ? เอ.... หรือว่าเราเจออะไรใหม่? (แน่ใจนะ?)
4. พวกนั้น (ใครก็ได้ที่คิดเรื่องนี้มาก่อน) ไม่โง่มั้ง? แล้วเขามองข้ามเรื่องนี้ไปได้ไง?

คิดแบบ "นักร้อง": I still haven't found what I'm looking for (U2 ;-)
แปลว่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมหาอะไรอยู่ (ฮา)

คิดแบบขี้เกียจ (ประสาผม): คิด (conceptualize) ง่าย แต่ทำยากว้อยยยยยย ;-)

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 05 สิงหาคม 2551 02:28 แก้ไข: 05 สิงหาคม 2551 02:28 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

  • อีกมุมมองหนึ่ง ที่คนบางคนอาจจะไม่คิด 
  • ไชโย  อาจารย์ช่วยใส่ชื่อคณะทรัพยากรธรรมชาติ แล้ว 

ก็เป็นคำถาม 4 ข้อที่ดีนะครับ

ข้อ 3. อาจตอบว่าที่เราพบมันอาจง่ายไป จนคนเค้ามองข้ามไปหมดแล้ว เพราะต้องใช้ hi-tech เป็นเครื่องมือวัด แต่เราใช้ระบบมือสัมผัส

ข้อ 4. ใครที่คิดเรื่องก่อนหน้านี้ มีมือที่เคาะแต่แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์เท่านั้น ใช้เป็นเฉพาะนิ้วมือ ใช้ฝ่ามือไม่เป็นแล้ว

Ico48
สาวมอบู [IP: 202.28.77.111]
05 สิงหาคม 2551 15:59
#33572
นานๆ ถึงจะได้แวะเข้ามาทักทายสักที่
ช่วงนี้สอบกลางภาค คนสอนสบาย--คนเรียนลำบาก;)
  คิดให้เป็นวิทยาศาตร์ คิดยากจริงๆ ต้องฝึกกันตั้งแต่เด็ก  พื้นฐานสังคมไทย(รวมระบบการศึกษา) ก็ไม่ได้สอนให้คิดกันเท่าไหร่ สอนให้เชื่อมากกว่า                เดี๋ยวนี้ก็มีการปรับบ้างแล้ว มีการสอนทักษะชีวิต-พุทธิพิสัย (cognitive domain)  แต่เวลาออกข้อสอบประเมินผล ก็จะถามว่า พุทธิพิสัยคืออะไร  ๑-๑จบ
  ศาสนาพุทธที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ ก็เป็นวิทยาศาตร์มากกว่าศาสนาอื่น (คิดเอาเอง-ไม่เคยเรียนรู้หลักคำสอนศาสนาอื่น)  แต่ทำไมเราคิดไม่ค่อยเป็นนะ
   

ตอนนี้คิดมุขหรอยๆ ไม่ออก

ขอลอกๆๆ

ข้อ 3 นี่ถ้าไม่มีการบันทึกไว้ ก็มิอาจหยั่งรู้ได้ว่า มีใครทำมาบ้างแล้ว แต่อาจจะดูร่องรอย ที่หัวจับ หรือหน้าสัมผัสว่า แวว มัน มีรอยถลอก รอยลอก รอยด่างดวง ไหม ถ้ามี น่าจะอนุมานไปได้ว่า เป็นของเก่า หรือ ของเคยมือ คือผ่านการ จับ ลูบ คลำ มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งอนุมานไปได้อีกว่า เคยมีคนทำแบบนี้มาแล้ว

ข้อ 4 นี่ เราน่าจะได้ยินกันบ่อยๆ อยู่แล้ว

เริ่มต้นด้วย กล่าวถึงบุพการีก่อน แล้วก็ตามด้วย ได้เด็กมือบอน น่าตีให้ตาย ไม่รู้รึไง ว่าจับแล้วโดนไฟช๊อต

ซนอิ๊บอ๋ายเด็กนี่ เดี๋ยวเถอะๆๆ เอา ก้านยุมมา

มีกระบวนการขัดขวางความซนของเด็กอยู่แล้ว

อีกอย่างบ้านเราน่ะ เห็นของแปลกๆ อย่าได้จับเชียว ต้องหนีให้ห่าง ไม่กลัวรึ 

บึ๊ม !

คิก คิก คิก
เราเอง 8-)

เวลาทำ lab แล้วไม่ work เนี่ยนึกอยากให้มี Journal of fail reactions (JFR) จะได้ search ดูก่อนว่าที่ตรู เอ๊ย เรากำลังจะทำอยู่นี่มันเคยมีคนทำแล้ว fail มาก่อนหรือเปล่า

ถ้าไม่มีคนทำมาก่อนแล้วเรา fail เราจะได้ส่งไปลงซะเลย กริๆ รับรองมี paper ทุกปี ฮ่ะ ฮ่าๆ

พอดีว่าเข้ามาอีกรอบ

ผมเคยได้ฟังท่านอาจารย์ธาดา  ยิบอินซอย พูดให้ฟังว่า

"ผลวิจัยจะมีนัยสำคัญ หรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องที่สำคัญคือการเขียน หรือการนำเสนออย่างไร"

ข้างล่างนี่ผมต่อเองนะครับ

ผลการทดลอง หรือวิจัย ส่วนใหญ่จะมีอคติอยู่แล้ว คือ เราคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว ว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้เราตั้งธงไว้แล้ว

แต่ที่จริงแล้ว ผลที่ออกมา จะเป็นตัวบ่งบอกถึงกระบวนการของเรา บอกถึงจุดเด่น จุดด้อยของเรา

หากเราสามารถที่จะดึงส่วนนี้ออกมาได้ งานวิจัยชิ้นนั้นก็ถือว่าประสบผลสำเร็จครับ

งานวิจัยที่ท่าดี ทีเหลว คือ ผลดีดี แต่ถ้าเราไปอ่าน methodology ดูดีๆ เราจะพบว่า เราอาจจะโยนงานวิจัยนั้นทิ้งไปเลยก็ได้

paper ที่ลง Journal ดังๆ มีแบบนี้ใช่น้อย

paper ที่ดีไม่ใช่ paper ที่ผลลัพธ์ เป็นไปตามที่เราคาดเสมอไป

อยู่ที่วิธีการเขียน การนำเสนอมากกว่าครับ

คิก คิก คิก
เราเอง 8-)

จาก scientific thinking กลายเป็น how to publish your (research) article ไปจนได้ ;-)
รู้สึกว่า outcome-oriented thinking จะออกมาแบบอัตโนมัติ -- แหะๆ

ถูกใจความเห็นของ อาจารย์ลือลักษณ์ ครับ
กำลังคิดว่า ม.อ. เราเปิด PSU Journal of Broken Heart Researcher (PSU-JBHR) ดีมั้ยครับ
รับพิมพ์บทความที่โดน rejected จาก journals ดังๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักร (ฮา)
รับรองครับ ว่า impact factor จะพุ่งกระฉูดในชั่วเวลาข้ามปี (ฮา)

ผมเห็นด้วยกับ เกลอ ครึ่งนึงครับ อีกครึ่งนึงผมขอค้าน

ที่ท่านอาจารย์หมอธาดากล่าว ผมเห็นด้วยครับ เพราะ "นัยสำคัญ" ในการวิจัย ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ยกตัวอย่าง ผมเลี้ยงลูกปลาด้วยอาหารสามแบบ แล้วดูว่าอาหารทำให้ปลาโตต่างกันหรือเปล่า ผมก็วัดความยาว ชั่งน้ำหนัก (ของปลานะครับ ไม่ใช่ของคนทำการทดลอง) ทดสอบด้วยสถิติแบบฮ่ายๆ ง่ายๆ แล้วพบว่า ถึงปลาโตไม่เท่ากัน แต่ก็ไม่มีความแตกต่าง "อย่างมีนัยสำคัญ" สรุปว่าใช้อาหารอะไรก็ได้ในสามอันนั้น เลี้ยงๆ ไปเหอะ ไม่มีความแตกต่างของการเจริญเติบโต

เพราะฉะนั้นต่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมา "ไม่มีนัยสำคัญ" หรือ "ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ" ก็เป็นงานวิจัยที่ดีได้
งานวิจัยของผมหลายอันที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ออกมาแนวๆ นี้ -- เป็นตัวอย่างที่ดีของการกระทำที่เลว (ฮา) เป็นการบอกคนอื่นว่าอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ;-)

ส่วนเรื่องอคติ (หรือ bias) ในการทดลองนั้นเป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งครับ
การทดลองหรือการวิจัยที่ดีไม่ควรจะมีอคติ แต่การวิจัยสามารถมี "สมมติฐาน" หรือข้อคาดหวังว่ามัน "น่าจะ" เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ได้ อันนี้ไม่เชิงตั้งธงไว้ครับ เป็นแต่ข้อคาดหวังว่าคำตอบต้องออกมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะตรงหรือไม่ตรงกับที่เราคาดหวังไว้ก็ได้ ถ้าออกมาไม่ตรงกับที่เราตั้งสมมติฐานไว้ เราก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ตรงและไม่เป็นไปตามที่เราคิด

แต่ถ้ามันออกมาไม่ตรงกับที่เราคิดแล้วเราตะบี้ตะบันพยายามให้มันตรงตามที่เราคิดให้ได้
อันนี้ถึงจะเป็นอคติ


ตัวอย่างอาหารปลาข้างบน ถ้ามันไม่แตกต่าง แล้วผมพยายามให้ผลของอาหารตัวหนึ่งออกมาแตกต่างให้ได้ อันนี้ถือเป็นการทดลองที่ไม่ได้เรื่อง

งานวิจัยที่ดี คืองานวิจัยที่มีการวางแผนการทดลองรอบคอบ รัดกุม
methodology เป็นตัวสะท้อนที่ดีอันนึงครับ ว่าเรา "ทำการบ้าน" ก่อนทำวิจัยหรือเปล่า งานวิจัยที่มีการวางแผนรอบคอบช่วยให้ขั้นตอนการเขียนและนำเสนอง่ายขึ้นเยอะ ครับ เทคนิคการเขียนและนำเสนอเป็นส่วนสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ถ้าเราเอาผลการทดลองห่วยๆ มาย้อมแมว ก็กลายเป็นว่าเราตอหลดตอแหล ไม่มีจรรยาบรรณในการวิจัยอีก

ขอบคุณพี่มอนลี่ ป๋า เกลอ และคุณสาวมอบูครับ ผมตอบไม่ได้เหมือนกันครับ ว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนาอื่นหรือเปล่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการให้เหตุผล ซึ่งบังเอิญว่าเป็น logic แนวเดียวกันกับพุทธศาสนาที่เราส่วนใหญ่นับถือกันอยู่ หลายคนพยายามโยงพุทธศาสนามาเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น เพราะสองอย่างนี้เป้าหมายคนละอย่างกัน เพียงแต่มีกระบวนการให้เหตุผลคล้ายกันเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องที่เราถูกสอนให้เชื่อโดยไม่เถียง เป็นเพราะระบบสังคมวัฒนธรรมของเรามากกว่ารู้สึก ป๋า ก็เคยเขียนถึงในลักษณะคล้ายๆ กันไปแล้ว

ปล. ผมชอบบันทึกอันนี้มากเลย -- เขียนน้อย แถมเอาของคนอื่นมาอีก แต่ได้แนวคิดกระฉูดไปไกล ;-)

วันนี้เม้นต์ไม่ทันเจ้าของบันทึก เอาเป็นว่า ตอบตามหลังแล้วกัน


คิดแบบนักวิทยาศาสตร์  คือ มีเหตุมีผล  รู้จักตั้งคำถาม รู้จักหาคำตอบ แก้ปัญหา วิจัย และเมื่อเห็นข้อมูลแล้วสามารถสรุปได้ แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถตอบคำถามได้หมด โดยเฉพาะเรื่องจิตใจความรู้สึกนึกคิด
ศาสนาจึงเข้ามามีเกี่ยวข้อง เพราะ ศาสนาสอนให้เราค้นพบสิ่งที่สงบสุขอยู่ในตัวเองได้มากกว่าวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์กับศาสนาจึงไม่แตกต่างกัน ทั้งสองอย่างพยายามแสวงหาความจริง

  • วิทยาศาสตร์มุ่งไปในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา
  • ศาสนามุ่งเข้าไปในตัวเรา

อันหนึ่งเป็นเรื่องภายใน อีกอันเป็นเรื่องภายนอก สองอย่างมาประกอบกันก็ทำให้เกิดความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบ
โดยต้องเดินไปทั้งสองทางไปด้วยกัน คือ “ทางโลกกับทางธรรม” ใช้ความรู้คู่คุณธรรมควบคู่กันไป

อะไรที่ผ่านกระบวนการคิด มีค่าเสมอ

ลืมไปอีกประเด็น

สรุปว่า "สมมติฐาน"  ยังเป็นสิ่งสำคัญกับการวิจัยหรือไม่  เพราะจากที่เคยเรียนมา การวิจัยที่ดีควรมีการตั้งสมมติฐาน
เพื่อหาข้อสรุปของการวิจัยว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการวิจัยนั้นๆ (หรือเปล่า)

แต่การพยายามทำให้ผลตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งๆ ที่ผลไม่เป็นเช่นนั้น  เห็นด้วยว่า เป็นอคติ

อึมม

มาอีกรอบละกัน

ผมเห็นด้วยกับเกลอครับ

ผมว่าเกลอได้ถอดสิ่งที่ผมเขียนออกมา ได้ดีแล้วครับ เพราะฉะนั้น เกลอควรจะเห็นด้วยทั้งหมด ไม่ใช่ครึ่งเดียว

การตั้งสมมติฐาน เป็นจุดเริ่มของการวิจัย เรามีคำถาม ข้อข้องใจ ตั้งสมมติฐานเพื่อทดสอบ เพราะฉะนั้น อคติ เริ่มขึ้นแล้วตรงนี้ เพียงแต่ผู้วิจัย จะควบคุมอย่างไร เท่านั้น ระหว่างการ พยายามที่จะเข้าไปแทรกแซง ผลของการวิจัย ให้เป็นไปตาม สมมติฐานที่เราตั้งไว้ หรือ ปล่อยให้มันเป็นไป ตามที่มันเป็นจริงๆ

เพราะฉะนั้นในการวิจัยที่เป็น Randomized control trial (RCT) จะมีกระบวนการที่เรียกว่า blind

การ blind มี 3 ระดับ คือ

  • single blind
  • double blind
  • tripple blind

 เจ้า triple blind นี่ คือ ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร อยู่กลุ่มไหนของการทดลอง แม้แต่คนที่ทำวิจัย คนวัดผล คนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง

การตั้งสมมติฐาน เป็นการตั้ง เพื่อทดสอบสมมติฐาน เท่านั้น

แต่ถ้ามันออกมาไม่ตรงกับที่เราคิดแล้วเราตะบี้ตะบันพยายามให้มันตรงตามที่เราคิดให้ได้
อันนี้ถึงจะเป็นอคติ

อันนี้เป็นอคติที่ชัดเจนยิ่ง

ตัวอย่างอาหารปลาข้างบน ถ้ามันไม่แตกต่าง แล้วผมพยายามให้ผลของอาหารตัวหนึ่งออกมาแตกต่างให้ได้ อันนี้ถือเป็นการทดลองที่ไม่ได้เรื่อง

อันนี้ถือว่าเป็นอคติ ไม่ใช่การทดลองที่ไม่ได้เรื่องครับ  หรืออีกอย่างคือ ผู้วิจัยกำลังกระทำผิดจรรยาบรรณ ของนักวิจัย เพราะกำลังเข้าขั้น "ตกแต่ง" 

เทคนิคการเขียน และการนำเสนอที่ดี ไม่รวมถึงการดัดแปลง หรือพยายามทำสิ่งที่เป็น อคติ หรือผิดจรรยาบรรณ ของนักวิจัย

แต่รู้แจ้ง เห็นจริงในสิ่งที่เรากระทำไป ชี้จุดต่างๆ อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้

ก็ผลการวิจัยของเราเป็นเช่นนี้ เราก็นำเสนอ "ความเป็นจริง" ที่เกิดขึ้น ตรงไปตรงมา แถมแง่มุมต่างๆ

งานวิจัยที่ผิดหวังเรื่องผลลัพธ์ ก็เป็นงานวิจัยที่ดีได้ ด้วยประการฉะนี้

แถมอาจจะยังสร้างสมมติฐานการวิัจัย (Hypothesis  Generation) ใหม่ขึ้นมาอีก

คิก คิก คิก
เราเอง 8-) 

โอแหม่ วงข้าวยำนี้มันถกกันหรอยดีจริงๆ ชอบๆ

เริ่มต้นด้วยความงงกับบันทึกนี้ แทบถอยออกเพราะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ดีที่เป็นรูปภาพ เลยอ่านต่อ..

ด้วยความที่ไม่ได้ถนัดทางด้านวิทยาศาสตร์ เพราะหนักไปทางไสยศาสตร์ซะมากกว่า อ่านๆ ก็งงๆ นิดๆ แต่จากการแลกเปลี่ยนความรู้ของทุกท่านในบันทึกนี้ นับว่าเป็นการถกกันอย่างถึงพริกถึงขิงดีจริงๆ ค่ะ ^_^

เริ่มเข้าใจเรื่องปลา นิดนึงแล้วค่ะ 555

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 100.26.176.182
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ