นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2824
ความเห็น: 16

From Web 2.0 to KM 2.0: Knowledge Management as an Ecosystem

สาระสำคัญของ Web 2.0 หรือ KM 2.0 คือ participation หรือการมีส่วนร่วม

John Tropea จาก LibraryClips
เขียนและแบ่งปัน (share) การจัดการความรู้ ไว้น่าสนใจครับ ในบันทึก "Knowledge Management as an Ecosystem"

ผมไม่รู้จัก John เป็นการส่วนตัว 
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็น big name หรือ no name แต่ตามอ่าน blog เขามานาน
จำไม่ได้ว่าเพิ่ม RSS feed ของเขาเข้ามาใน GoogleReader ตั้งแต่เมื่อไหร่ และเอามาจากไหน
เพราะอ่าน blog โน้น blog นี้แล้วโยงไปโยงมา ได้โน่นได้นี่เพิ่มมาอีรุงตุงนังไปหมด
ใครที่ไม่แน่ใจว่า GoogleReader หรือ feed reader ช่วยให้เราตามเรื่องพวกนี้ได้ไง ลองไปควานๆ บันทึกเก่าๆ ของผมก็ได้ครับ

John เขียนบทความ KM 2.0 ไว้หลายอัน ลองตามดูแล้วกันครับ
ถ้าสงสัยว่า KM 2.0 คืออะไร อธิบายง่ายๆ หลักๆ ก็คือใช้เทคโนโลยีของ Web 2.0 ในการจัดการความรู้ เท่านั้นเอง
ยิ่งงงไปกันใหญ่วุ้ย แล้ว Web 2.0 มันคืออะไรหว่า
Web 2.0 เป็นคำฮิตเมื่อสักปีสองปีที่แล้ว
สาระสำคัญที่สุดของ Web 2.0 คือ participation หรือการมีส่วนร่วมครับ
เรามี web technology (หรือใครจะเรียกว่า web infrastructure หรือ platform หรือลิงค่างอะไรก็ตามใจ)
เรามี technology เหล่านี้ ที่เอื้อให้เราขยับไปเป็น "ผู้ผลิตข่าวสาร"
แทนที่จะโดนกรอกหูแบบไม่มีปากมีเสียงดังแต่ก่อนเก่า
เป็นยุค PPP ที่ไม่ใช่ People Power Party แต่เป็น People Publishing Power หรือ People Participatory Publishing -- พลังในการเขียน (ที่ดี) อยู่ที่เราครับ

ต่อให้มี web technology ที่ดี (ยกตัวอย่าง Share ที่เรามีอยู่) แค่ไหนก็ตาม ถ้าขาดการมีส่วนร่วม ก็จบเห่ ครับ

จะว่าไป ในโลกของ Web 2.0 และ KM 2.0  เวทีนี้เป็นของ "no-name(s)" หรือคนตัวเล็กทั้งหลายครับ
ขืนรอ big name มาเป็นตัวหลัก ตัวตั้งตัวตี ก็ไม่ได้กินกันพอดี
ปล่อยให้เขามาตัดริบบิ้นเปิดงาน เริ่มต้นให้ ก็พอแล้วครับ

เวทีจะล่มหรือไม่ล่มก็อยู่ที่เรานี่แหละ

หลายปีมาแล้ว เกลอ เคยเขียนไว้ในสนามเด็กเล่นที่เราทำกันเล่นๆ ไว้ให้ผมระบายแก้คิดถึงคนทางเมืองไทย แต่ตอนนี้ปิดไปไม่มีกำหนด (ฮา)
เกลอ ยกข้อความจากปกหลังหนังสือของใครมาผมก็จำไม่ได้แม่น จำได้เลาๆ ประมาณว่า

"พอใครอ้างคำพูดของ (Albert) Einstein มา เราก็เชื่อทันที (โดยไม่มีข้อสงสัย โต้แย้ง)
แต่พอเราเจอเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ มอมแมม เดินมาขอเศษเงิน แล้วบอก (จากปากเขาเอง) ว่าไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว  เรากลับมีคำถาม มีข้อสงสัยเต็มไปหมด"

คงเป็นเพราะเด็กชายคนนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีตัวตน ไม่มีชื่อ (no name) มั่งครับ?


John แปะ slides ไว้ใน SlideShare ด้วย
ตัว slides ไม่สวยหรอกครับ  อัดแน่นและอุดมไปด้วยตัวหนังสือ
ถ้าให้คะแนน slide design ผมให้ตกแหง็มๆ แต่ถ้าให้อ่านเอาเนื้อหาก็พอได้

วันก่อนไปสัมมนาหอย
ครึ่งหนึ่งของ slides ที่นั่งฟังอยู่ เป็นแบบคล้ายๆ กับของ John ต่างกันที่สีสันกระโดดกว่านี้

ในโลกนี้ ไม่มีใคร perfect ครับ
แต่ผมว่า ในหลายครั้งที่คนที่ถูกบ่มเพาะมาในสายวิทยาศาสตร์อย่างผม ควรจะเรียนรู้จากสายความรู้อื่นบ้าง
อย่างน้อยเพื่อเติมส่วนที่ขาดหาย  ถึงไม่เต็ม แต่ก็ดีกว่าอ้างข้างๆ คูๆ ไปวันๆ (ฮา)
ใน Slideshare มีตัวอย่าง slides หลายอันที่น่าสนใจ เอาไว้จุดประกายความคิดครับ



หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ (keywords): km 2.0
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 20 มีนาคม 2551 23:02 แก้ไข: 20 มีนาคม 2551 23:05 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เห็นด้วยนะครับว่า ในโลกนี้ ไม่มีใคร perfect ควรจะเรียนรู้จากสายความรู้อื่นบ้าง
อย่างน้อยเพื่อเติมส่วนที่ขาดหาย  ถึงไม่เต็ม แต่ก็ดีกว่าอ้างข้างๆ คูๆ ไปวันๆ
      ตอนนี้ก็พยายามแบบนี้อยู่

ขอบคุณคร๊าบ

พรุ่งนี้มีการบ้านส่งคุณครูแล้ว....

 "web technology  พื้นที่และตัวตนของคนโนเนมในโลกโลกาภิวัตร"

 ฟังดูเข้าท่าไหมคะ...

แล้วจะนิยาม  "คนโนเนม"  ว่าคือ ใคร แค่ไหน ดีง่ะ

แล้ว  "web technology "  มันกว้างไปไหมเนี่ย

ใครยังไม่นอน...บ้างคะ

ช่วยสนับสนุนการศึกษาของผู้ด้อยโอกาสหน่อย

อ่าวไทย หรือ อ่าวตังเกี๋ยละนี่

เกลอเอาขามาพาดคอ  เอ้ย พาดพิงแล้วล่าว

สนามเด็กเล่น เนื่องจาก ของเล่นเก่า ขึ้นสนิม เกือบหมดแล้ว แบบว่ายังเป็น ยุคโลหะอยู่น่ะ ไม่ใช่ ยุค พลาสติค ที่ไม่ขึ้นสนิม ดีมาหน่อย ที่ไม่ใช่ยุคหิน สนามเด็กเล่น มันหงอย เหงา เฉาก๊วย ผมเลย หยุดกิจการ ชั่วคราว (กึ่งถาวร) ไว้ลมๆ แล้งๆ มาเยือน ขัดสนิมสักหน่อย ก็คงเปิดให้เล่น ต่อครับ

ผมอาจจะไปนั่ง ชมวิว ที่ขอนไม้ ขอนเดิม คนเดียว ก็เป็นได้ ฮ่าๆๆๆๆ อีกอย่าง หลังจาก ลองของใหม่แล้ว ยังไม่ได้ ทดสอบว่ายัง เหมือนเดิม หรือเปี๋ยนไป๋ หรือเปล่า หรือ จะเป็น ภาษาขอมดำดิน ไปเสีย

เอาล่ะเข้าเรื่องๆ

ไอ้ปกหนังสือที่ว่า น่ะครับ เป็นหนังสือ เล่มที่ ชอบซะด้วยสิ แต่ดัน มีหนังสือ ของเฮีย ท่านนี้ แค่ เล่ม สองเล่ม เอาเข้าสิ

เรื่องนี้ครับ

"คนเล็กไที่หายตัวได้"

หนังสือเล่มนึง งานเขียนของ "ญามิลา" เล่มนึงที่ผมอ่าน ค่อนข้างบ่อย หนังสือเล่มเล็ก มีทั้งหมด 48 เรื่อง แต่ละเรื่องสั้นยิ่ง ผมยังไม่ได้อ่านทุกเรื่อง

"เมื่ออัลเบิร์ต  ไอสไตน์ บอกว่า
"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"
ผู้คนจำนวนมากก็เชื่อในสิ่งที่เขาพูด
เพราะนี่คือ คำพูดที่มาจาก เจ้าของทฤษฎี สัมพันธภาพ

เมื่อคาร์ล  ป๊อปเปอร์ บอกว่า
"วิทยาศาสตร์นั้นเป็นเพียง กระบวนการ ขจัดความเท็จ ออกไป
ไม่ใช่กระบวนการ ค้นหาความจริง"
คนจำนวนไม่น้อย ก็พร้อมจะนำคำพูดของเขา ไปขบคิดต่อ

แต่เมื่อขอทานพูดว่า
"ขอเงินฉันหน่อย ฉันไม่ได้กินอาหาร มาหลายวันแล้ว"
เราอาจสงสัยว่า เขาพูดจริงหรือเปล่า
เนื่องจากเป็นคำพูด ของคนที่ไม่มีตัวตน"

"เราเห็นความไม่มีตัวตน บนท้องถนน บนรถประจำทาง ในห้างสรรพสินค้า ฯลฯ
เราเห็นการเคลื่อนไหว แต่ระบุไม่ได้ว่า ใครกันที่เคลื่อนไหว
หลายครั้ง ที่เราเห็นความไม่มีตัวตน ในตัวเอง
จากนั้นก็กลืนหาย และเป็นหนึ่งเดียวกับฝูงชน

เราจำนวนหนึ่งจึงพยายามสร้างตัวตนขึ้นมา
และพยายามจะ ขยายขนาดของตัวเอง ให้ใหญ่ขึ้น
เพราะเรารู้สึกว่า การไม่มีตัวตนนั้นว่างเปล่า และเราไม่อยากหายตัวได้
 ไม่อยากถูกฝูงชนกลืน
แต่เราอาจไม่ตระหนักรู้ว่า ชีวิตนั้นไม่มีอะไรเลย
ฝันและเพ้อกันไปต่างๆ นานา

เราจำนวนมาก ยังอยู่ห่างจากการตื่น อีกหลายร้อย หลายพันปีแสง"

 

ที่เราทำแชร์กันอยู่นี้ เป็นเพียงแค่ "เครื่องมือ" จัดการ "ความรู้" เท่านั้นเอง

และที่เป็นแชร์ ก็แค่เป็น "การจัดการสารสนเทศ"  IM= Information Management

ส่วนการจัดการความรู้ นั้น เกิดจาการปฏิบัติ นิพพาน เกิดจาก การปฏิบัติ เพื่อให้ถึงนิพพาน

สมาธิ ภาวนา เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น

web 2.0 เป็นเพียงเครื่องไม้ เครื่องมือ เท่านั้น

พญาผึ้ง นอนหลับอยู่ในรัง "ไข่" อย่างเดียว
ผึ้งงาน นี่ซิ ที่บินว่อน สะสมน้ำหวานจาก เกษรดอกไม้ ดอกแล้ว ดอกเล่า ต้นแล้ว ต้นเล่า ป่าแล้วป่าเล่า วันแล้ว วันเล่า เดือนแล้ว เดือนเล่า ปีแล้ว ปีเล่า

คนตัวเล็กๆ มักจะไม่มีเสียง แม้มีจำนวนมาก แม้เป็น "ผู้สร้างรัง" แต่ "คนตัวใหญ่" อย่างพญาผึ้ง กลับเป็นจุดศูนย์ (0 ศูนย์ นะครับ 0) รวม ของเหล่าผึ้ง เท่านั้น หามีอย่างอื่นไม่

ทุกอย่างจึง สัมพันธ์ สอดคล้องกัน เป็น function  มากกว่า order หรือ  ฉันคือพระเจ้า เหล่าเธอๆ คือ ฝุ่นธุลี ที่เท้าฉัน อย่าเหิมเกริมๆๆ เด็ดขาด

ฮ่าๆๆๆ ว่าแล้ว ลอกเพื่อน เขามายาว จริงๆ เอาสั้นๆ แค่นี้ดีกว่า เดี๋ยว ไม่มีไหร เขียน บันทึก ตัวเอง

ไปก่อนนะ เกลอ ง่วงๆๆแย้ว

คิก คิก คิก
เราเองแหละ 8-)

 

  • พญาผึ้ง นอนหลับอยู่ในรัง "ไข่" อย่างเดียว
    ผึ้งงาน นี่ซิ ที่บินว่อน สะสมน้ำหวานจาก เกษรดอกไม้ ดอกแล้ว ดอกเล่า ต้นแล้ว ต้นเล่า ป่าแล้วป่าเล่า วันแล้ว วันเล่า เดือนแล้ว เดือนเล่า ปีแล้ว ปีเล่า  "ผู้สร้างรัง" แต่ "คนตัวใหญ่" อย่างพญาผึ้ง กลับเป็นจุดศูนย์  รวม ของเหล่าผึ้ง เท่านั้น หามีอย่างอื่นไม่ 

  • อ่านแล้วทำให้คิดอย่างอื่นได้เยอะเลย

 ท่านผู้เฒ่า

รบกวนขอรายละเอียดอ้างอิงหนังสือเล่มนี้หน่อยได้ไหมคะ

"คนเล็กที่หายตัวได้"

แบบปีที่พิมพ์  สำนักพิมพ์ไรงี๊น่ะค่ะ

เค้าโอเคมากเลยสำหรับ  ทฤษฎี identity 

อิ่มกว่าอ้างตำรา

ฮาๆๆๆ แม่นางปลาทูนึ่ง

แม่นางต้องเข้าใจ ว่าเฒ่าทารกผู้นี้ ชราแล้วจริงๆ ขีหลงขี้ลืม แต่ไม่ลืม เข้าห้องน้ำตอนเช้า ไม่รู้ว่า โยนไว้ตรงไหนแล้ว เดี๋ยวรื้อค้นได้ มาบอกนะ แม่นาง 

เนื่องจาก ย้ายไปย้ายมา หยบแล้วหยบอีก คนเล็กๆ อย่างเรา เลย หายตัวได้ ซะแล้ว 

ไปค้นๆ มาได้ นี่ครับ

คนเล็กๆ ที่หายตัวได้
จัดจำหน่ายโดยบริษัท เคล็ดไทย จำกัด
เดือน/ปี ที่พิมพ์ : 10/2005 

ลองหาแถวๆ ซีเอ็ด ดูครับ ยังมี

เฒ่าทารก ขอไปหยบต่อ นะแม่นางปลาทูนึ่ง

คึก คิก คิก
เราเอง 8-)

หลงๆ ลืมๆ จริงแฮะเรานี่

เอานี่ ลิงค์ ไปแลนะ แม่นางปลาทูนึ่ง

http://www.kledthaishopping.com/product.detail_59081.59090_th_580781 

ไปล่ะ
หยบๆๆ
คิก คิก คิก
เราเอง 8-)

ขอแอบตามไปดู ตามลิง เอ๊ย...ลิงค์  ด้วยนะ 

หยบแล้วหลาว   หยบดีๆน่ะ  ^0^

กราบงาม งาม  มาสามสิบครั้ง

ทั้งท่านผู้เฒ่า....แล เจ้าของบันทึกเลยค่า

 

 

  • หยบมาแลกับเค้ากัน แลตามลิงค์ไปกะเค้าด้วย ฮ่า ๆๆ
  • ขอบคุณด้วยคนเจ้าค่ะ

ปล. เด๋วจาแว้บมาอ่านของพี่เสืออีกที ฮ่า ๆๆ

ปลล. ทำไมต้องสามสิบครั้ง? ตามอายุหรอคะ (ฮา) หรือแค่ให้พ้องกะงาม (ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แอบแซวนิดหน่อย ไม่ว่ากันนะคะ คิก คิก คิก หยบ ๆๆๆ)

โดนค่ะโดน..  พอใครอ้างคำพูดของ (Albert) Einstein มา เราก็เชื่อทันที (โดยไม่มีข้อสงสัย โต้แย้ง)    ทุกวันนี้ หลายคนก็เชื่อคำพูดคน big name กันเสียจน ไม่ลงทุนพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าจริงหรือไม่จริงกันเยอะเลยค่ะ

ช่างเปรียบเทียบนะ Knowledge Management as an Ecosystem"

ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ว่า สาระสำคัญของ Web 2.0 หรือ KM 2.0 คือ participation หรือการมีส่วนร่วม
เพราะตามที่เข้าใจ ระบบนิเวศวิทยา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต ที่ต่างต้องพึ่งพออาศัยกัน

หมันแล้ว เวทีจะล่มหรือไม่ล่มก็อยู่ที่เรานี่แหละ เพราะ พลังในการเขียน  (ที่ดี) อยู่ที่เรา แต่พอตามไปอ่าน link 
ที่บอกมา น้องต้องใช้ความพยายามเป็น 2 เท่าในการตีความจากภาษาอื่น

"หลายปีมาแล้ว เกลอ เคยเขียนไว้ในสนามเด็กเล่นที่เราทำกันเล่นๆ ไว้ให้ผมระบายแก้คิดถึงคนทางเมืองไทย" 
เห็นภาพลูกเสือน้อยไปวิ่งเล่นในนั้นเลย  มันบ่งบอกถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อนชัดเจน น่าประทับใจจริงๆ
แต่ที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้น คือคำพูดใน "คนเล็กที่หายตัวได้" สะท้อนความจริงชัดเจน ทำให้นึกถึง
คำพูดหนึ่งที่ว่า "ของบางอย่างต้องใช้ใจตัดสิน"

สำหรับ slide  เป็นสิ่งที่ต้องทำบ่อยในการทำงาน จึงต้องหาแรงบันดาลใจจากเพื่อนๆ เพื่อไม่ให้ตัวอักษร
น่าเบื่อไปมากกว่านี้   ดูจาก link แล้ว ได้แนวคิดใหม่ๆ เยอะเลย

ถ้าจะบอกว่า บันทึกนี้เป็นอีกบันทึกหนึ่งที่น่าสนใจ จะมีใครเชื่อมั้ยน้อ  ก็ น้อง 'หลา  no name

อีกซักรอบนะ ...

รอบตัวเราอาจมีคนเก่งกว่าเราถึง 90%
ทุกคนจึงควรเรียนรู้จากคนอื่นด้วย เพราะแต่ละคนมีความเก่งในตัวเอง ขึ้นอยู่กันความถนัดของคนๆ นั้น

อยากรู้วิธีทำกล้วยแขก ต้องไปถามแม่ค้าขายกล้วยแขก ไม่ใช่ถามนักนิเวศวิทยา
(แต่ถ้าบราวนี่น่าว่าจะถามได้ ...55)

น้อง'หลา :)

Ico48
muffin [IP: 62.41.91.33]
24 มีนาคม 2551 04:32
#25451
  • คน Big name ครั้งหนึ่งเค้าก็เคย No name และส่วนใหญ่จะยังคงความเป็น Big name อยู่ได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับคน No name อย่างเราๆ ท่านๆ นี่แลค่าาา ;)
  • เดี๋ยวนี้ โลกของวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ใกล้กันเข้ามาเรื่อยๆ ค่ะ มีหลายๆ ความพยายามที่จะบูรณาการสองศาสตร์หลักๆ นี้เข้าด้วยกัน หรือนำมาช่วยเติมเต็มให้อีกศาสตร์หนึ่งมีคุณค่ายิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป นอกจากจะใจกว้าง เปิดรับกับสิ่งใหม่ๆ แล้ว จะต้องเปิดรับอย่างมีสติด้วยนะคะ


ไปนอนดีกว่า หุๆ

ตามหลัก ท่านว่าให้ขอบคุณแควนๆ ก่อน
ทั้ง น้องมดฯ  น้องมัฟ (ฟิน) น้องปุย  น้อง 'หลา  น้องเล็ก  เกลอ และ คุณเจนวดี  ครับ

เห็นด้วยกับน้อง muffin ครับ -- big name ทุกคนเคยผ่านช่วงเวลา no name ทั้งนั้น
David Beckham ก็เคยเป็นเด็กฝึกหัดมาก่อน (ฮา)

ข้อดีที่เห็นชัดๆ ของการมี big name หรือ superstar ก็คือ เอาไว้สร้างแรงจูงใจ ไว้สร้างแรงบันดาลใจครับ
แต่ละคนมีช่วงตกต่ำ หรือช่วงแย่ๆ ทั้งนั้น

จำ John Nash จาก The Beautiful Mind ได้ใช่มั้ยครับ
กว่า Nash Equilibrium จะได้รับการยอมรับ  Nash ต้องฝ่าฟันช่วงเลวร้ายของชีวิตมานานหลายปี

เรามีคนดี คนเก่งอยู่เยอะมากมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนะครับ
แต่สังคม Web 2.0 (ที่จริงผมอยากเรียกว่า ยุค "Web 2.0" มากกว่า เพราะจริงๆ แล้ว web 2.0 เป็นคำกว้างๆ
รวมๆ ไปถึงเทคโนโลยี หรือเครื่องมือที่เอื้อให้เราสะดวก และมีโอกาสมากขึ้นแบบที่ เกลอ ว่ามามากกว่า)
คนเหล่านั้น (รวม "เรา" ไปด้วยอีกหนึ่ง) มีพื้นที่แสดงความคิดเห็นมากขึ้น

ยกตัวอย่าง Go2Know ก็ได้ครับ (ถ้าเราจะบอกว่า blogging เป็นส่วนหนึ่งของ Web 2.0)
ไม่ได้เขียนเชียร์นะครับ ไปพิสูจน์ด้วยตัวเองดีกว่า 

ข้อดีของการอ่าน Go2Know ที่ผมเจอก็คือ "ตัวเล็กลง"
ความกร่าง ความซ่า ความหรอย รวมทั้งอารมณ์ "เอิด" และ "ทำพอได้" ที่เคยมีของผม ถูกบีบให้เหลือนิดเดียว
(ผมยังเอิดและทำพอได้อยู่บ้าง ในบ้างครั้งครับ -- ท่านว่า เพื่อเป็นการสร้างจุดยืน และบ่งบอกความเป็นตัวของตัวเอง (ฮา))
ยังมีเรื่องราวที่เรายังไม่รู้อีกมหาศาลครับ ต่อให้บรรดา big name ทั้งหลายก็เหอะ -- ไม่ใช่เทวดามาจากไหน

ถ้าเราจะพูดถึง Wisdom of Crows ตามเนื้อหาใน slides ของ John Tropea
Go2Know หรือ Share เป็นตัวอย่างที่ดีครับ
ต่างกันนิดนึงตรงที่ Share ต้องทำการบ้านอีกเยอะหน่อย (ฮา)

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.214.184.124
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ