นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1742
ความเห็น: 3

กินยังไงไม่ให้หนักโลก

แชร์ลิขนํ สามัคคยํ สุขํ -- สุขและสนุกใดเท่าการเขียนแชร์สามัคคีนั้นไม่มี (ฮา)

ที่คณะผมฯ เขาชอบเขียนเรื่อง(ของ)กินกันครับ 
ไม่เชื่อไปดูบันทึกเก่าๆ ก็ได้

แต่ส่วนใหญ่เรื่องกินที่เราเขียนมักจะหนักไปทางการผลิต หนักไปในทางการได้มาของสิ่งที่เรากิน มากกว่าที่จะบอกว่ากินยังไงถึงจะดีแบบป้าปุ๊ย

ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นเพราะเราเจอเรื่องพวกนี้อยู่ทุกวันครับ เรื่องกินเป็นความจำเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต (จำได้ว่าท่องประโยคนี้ตั้งแต่ประถมหรืออนุบาล -- พอโตขึ้น ริมีแควนแฟน เราก็เริ่มท่อง "อดข้าวดอกนะเจ้า ชีวาวาย" -- ฮา) แต่ชาวคณะทรัพย์ฯ จะต่างจากที่อื่นนิดหน่อย ตรงที่มาทำงานเราก็เจอเรื่องพวกนี้อีก  เราคุ้นกับมันอยู่แทบทุกวัน

คุ้นกับอะไร ก็เขียนเรื่องนั้น -- พอๆ กับ มีอะไรก็ปวดสิ่งนั้น แบบลุงขุมว่า
ถ้ามองโลกในแง่ดีสุดๆ เราก็จะบอกว่า ยังดีที่มันยังอยู่(กับเรา)ให้ปวด จะได้ย้ำกับตัวเองว่าเชิ้นยังมีชีวิตอยู่นิยะ

ฉะนั้น จงปวดต่อไป (ฮา)

การที่เรามามะรุมมะตุ้มเขียนบันทึกเป็นหมู่ใหญ่ๆ แบบนี้ มันสนุกครับ
เพราะไม่มีใครรู้ไปหมดทุกเรื่อง เรื่องที่เราไม่รู้ มักจะมีท่านอื่นมาเติมเต็มความเข้าใจให้เสมอบนวงแชร์
เราเขียนเรื่องผลิตของกิน คนอื่นเขียนต่อยอดเรื่องกินยังไงให้เข้าท่า กินยังไงให้ไกลโรค
กินเยอะก็ไปรำขวานรำตะบอง
สนุกจะตาย

แชร์ลิขนํ สามัคคยํ สุขํ -- สุขและสนุกใดเท่าการเขียนแชร์สามัคคีนั้นไม่มี (ฮา)
อย่าเชื่อบาลีข้างคูของผมมากครับ ผมมั่วเอาทั้งนั้น ;-)


เรามากินกันต่อ เอ๊ย มาเขียนเรื่องกินกันต่อ
กินไม่ดี มีผลให้น้ำท่วมโลกนะครับ  อ๊ะๆๆ -- อย่าหาว่าผมอำ
เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็ carbon economy หรือ carbon footprint ครับ
จะต้มไข่ต้มมาม่าทีนึง ก็ต้องมาดูว่าผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเท่าไหร่

คิดเล่นๆ นะครับ ตัวอย่างคุณแมงปอ หมี่เหลืองผัดซีอิ๊วพิเศษห่อครึ่ง เต้าทึงเย็น 1 ถ้วย ขนมปากหม้อข้างวัดฉื่อฉางแสนอร่อย และโรตีทิชชูพร้อมโอวัลตินเย็น เท่านี้ carbon footprint ก็พุ่งกระฉูด ถ้าคิดคร่าวๆ ตามสูตรที่ว่าข้างบน

ผมไม่ได้กล่าวหาว่าคุณแมงปอ ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนะครับ อย่าเข้าใจผิด
แต่บังเอิญเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพ ที่ผมไปเจอเข้าพอดี แล้วเดี๋ยวนี้คุณแมงปอไม่ได้กินแบบนั้นแล้วด้วย

ทำไมคาร์บอน ฟุตปริ้นต์ (carbon footprint) ถึงมาตามหลอกหลอนกูผมขนาดนี้ กะอีแค่กูผมจะกินข้าว? 
แหล่งข่าวระดับ exclusive รายหนึ่งเคยคำรามแกมรำพันกับผมผ่านไรฟันซึ่งยังเคี้ยวข้าวไม่หมดดี ด้วยความเหนื่อยหน่ายปนหิว ผมกลัวว่าจะโดนฟาดหัวด้วยท่าไม้ตาย "ก่องข้าวน้อยแม่ฆ่าลูก" เลยได้แต่หัวเราะแหะๆ

ผมมาลองคิดเล่นๆ ครับ ในสมัยที่ใครๆ ก็บ้าจี้ carbon footprint กัน (จากที่เราเคยบ้าจี้เรื่อง  environmentally friendly practice หรือกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกันมาก่อนหน้า)  ชีวิตขาลงแบบนี้ ใครๆ ก็บ้าจี้กันได้ครับ

สมมตินะครับ สมมติ ว่ามีข้าวอยู่สองกอง กองหนึ่งผลิตโดยที่มีก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases) ที่เป็นผลพลอยได้ระหว่างการผลิต ออกมาน้อยกว่าอีกกองหนึ่ง (จะผลิตยังไงช่างมันก่อนครับ) แล้วสมมติว่าเราเอาข้าวทั้งสองกองไปส่งขายต่างประเทศ  สมมติว่ามีประเทศบ้าจี้ที่รับซื้อข้าวประเทศหนึ่งบอกว่า ไหนยูลองเอาใบกำกับสินค้ามาดูซิ ว่ากระบวนการผลิตของยูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขนาดไหน ดูว่ามี carbon footprint เท่าไหร่ ไอจะซื้อกองที่เป็นมิตรมากกว่า

ลองบ้าจี้ไปกับมันด้วยสิครับ ถึงจะสนุก สมกับเป็นเรื่องสมมติหน่อย ;-)
แต่ที่ไม่จี้และไม่ขำ ถ้าข้าวกองที่ขายไม่ได้เป็นของเรา และกองที่ขายได้เป็นของเพื่อนข้างบ้าน

ในการผลิตทางการเกษตร จะมี greenhouse gases บางตัวปล่อยออกมาเหมือนกันครับ และบางตัว ถึงแม้ว่าจะปล่อยออกมาในจำนวนน้อย แต่สรรพคุณในทางร้าย ดันสูงกว่าตัวอื่นหลายเท่า


What is your dinner doing to the climate?

ในอเมริกาเขามีคิดกันจริงๆ ครับ ไม่ได้คิดเล่นๆ แบบผม เขาลองคำนวณปริมาณ equivalent CO2 (ปริมาณ greenhouse gases ทั้งหมดคิดเทียบเป็น CO2 เฉลี่ยทั้งปี ของครัวเรือนอเมริกัน) ที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภค พบว่าเป็น สองเท่า ของปริมาณ CO2 ที่มาจากการขับขี่ยานพาหนะ

แสดงว่าอเมริกันชน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ ก็ไม่ได้ช่วยสิ่งแวดล้อมมากนัก ต้องปรับพฤติกรรมการกินไปด้วย

และถ้ามองเฉพาะเรื่องของกินอย่างเดียว กว่า 80% ของ CO2 มากจากกระบวนการผลิต แทนที่จะเป็นการขนส่งอย่างที่เราเข้าใจกัน 

สมมติตัวอย่างใกล้ตัว เช่น เราอยู่ในหาดใหญ่ ไปตลาด ซื้อคงต้ม (ข้าวโพดต้ม) สองเจ้า เจ้าหนึ่งซื้อคงมาจากบางเหรียง อีกเจ้ารับข้าวโพดมาจากภาคอีสาน ไม่ได้มีหลักประกันครับ ว่าข้าวโพดภาคอีสานซึ่งจ่ายค่าขนส่งมากกว่าจะมี carbon footprint มากกว่าคงบางเหรียง ที่อยู่ใกล้กว่า ถ้ากระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่างกัน  -- เป็นการสมมตินะครับ กลัวพี่น้องบางเหรียงตีหัวเอาเหมือนกัน ;-)  

ผมอ้างถึงข้อมูลในอเมริกา มีข้อตกลงก่อนคุยกันต่อสองข้อครับ  ข้อแรก อย่าเชื่อโดยไม่ลืมหูลืมตา เพราะการผลิตในต่างประเทศไม่เหมือนบ้านเรา ตัวแปรอะไรๆ ก็ไม่เหมือนกัน  ข้อสอง อย่าปฏิเสธโดยไม่ลืมหูลืมตาเช่นกัน ไม่ใช่เห็นข้อตกลงข้อแรกของผมแล้วบอกว่า มันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในบ้านเรา

การคำนวนปริมาณ CO2 ที่ปล่อยออกมาทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่ฟาร์มไร่นา ไปจนเข้าปากเรานั้น ไม่ง่ายครับ แต่ข้อมูลเหล่านี้มีไว้เพื่อให้เราขบคิดกันต่อ (เล่นๆ)

ยังจำเรื่อง GAP (Good Agricultural Practice) ได้มั้ยครับ ท่านคณบดีฯ เคยเขียนถึงไว้  หรือแม้แต่ GMP (Good Manufacturing Practice) ในภาคการผลิตอื่น   สรุปง่ายๆ บรรดา "Good อะไรสักอย่าง Practice" พวกนี้ก็คือ "แนวทางการผลิตที่ดี"  จะผลิตอะไรก็แล้วแต่ ทุกขั้นตอนในการผลิตจะต้องดี (หรือพอยอมรับได้)  ใครที่ทำธุรกิจเพาะเลี้ยงกุ้ง คงพอจำ GAP (Good Aquaculture Practice) อีกตัวได้ ตัวนี้สะอึกและเหนื่อยกันเป็นแถวๆ  หรือหลายปีก่อนหน้านี้ที่เรืออวนไทยจะต้องมีอุปกรณ์แยกเต่า (TEDs, Turtle Excluder Devices) หรือเราขายกุ้งไม่ได้เพราะเขาว่าทำร้ายป่าชายเลนในเวเลาเดียวกัน

ถามว่าปฏิบัติตาม GAP แล้วดีมั้ย -- ดีครับ และดีกับทุกฝ่าย
เป็นการยกระดับการผลิตของเราให้มีมาตรฐานขึ้น ปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เป็นมิตรกับทุกฝ่าย
ถ้าในวันนั้นเราไม่โดนแรงกดดันว่า ถ้าไม่ทำตาม GAP แล้วเราขายกุ้งขายผักไม่ได้ เราก็คงไม่ได้มาอยู่อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ครับ    

ที่นี้ย้อนมาดูภาคการผลิตกันอีกที แล้วเชื่อมกลับไปที่ carbon footprint
สมมติ อีกทีครับ สมมติ ว่าพวกบ้าจี้พวกเดิม เอาเรื่อง carbon footprint เข้าไปผูกกับ GAP โดยอ้างช่องของทางการผลิตที่ดี ที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผมว่าเผลอๆ ถ้าเจอแบบนี้ เราได้อ้วกแตกอ้วกแตนกันอีกรอบ ก็คราวนี้ละครับ

 

;-)

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 24 มีนาคม 2552 13:15 แก้ไข: 24 มีนาคม 2552 13:20 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

คงต้องกินแบบ Lean อีกมั๊งครับ

ภาวะโลกร้อน มีผลมาจากปริมาณ CO2 ที่ถูกปล่อยขึ้นไปบนชั้นสภาวะอากาศ
ยิ่งมีการปล่อย CO2 ขึ้นไปมากๆ โลกจะยิ่งร้อนอย่างรวดเร็ว
สาเหตุใหญ่นอกจากการเผาผลาญพลังงานบนโลก
เช่น การขับรถยนต์ พลังงานที่ใช้ในการอุตสาหกรรมแล้ว
การเกษตร การทำนา ปลูกพืชทำไร่ ฟาร์มปศุสัตว์ ก็ปล่อย CO2 มากด้วย
ฉะนั้น การเกษตรจึงเป็นตัวแปรของภาวะ "โลกร้อน"  เช่นกัน

เคยอ่านเจอว่า วิถีออร์แกนิก ช่วยลดโลกร้อนได้

Rudolf Steiner ชาวออสเตเลี่ยน คิดค้นระบบการเกษตรแบบออร์แกนิก ไดนามินว่า

  • การปล่อยให้ดินคงอยู่อย่างธรรมชาติ ไม่มีการใช้ปุ๋ยสังเคราะห์ พื้นที่รอบฟาร์มได้รับการดูแลอย่างดีสะอาดสะอ้าน ไม่ว่า แหล่งน้ำ แหล่งดินมีระบบการปลูกพืชหมุนเวียน แล้วนำมาทำปุ๋ยคอกใช้เองในฟาร์ม
  • ประเด็นสำคัญ "การมองดูเดือนดูดาวแล้วจึงหว่านไถ  (โรแมนติกดีจัง)


ถ้าตามหลักวิธีออร์แกนิก   การกินไม่ให้หนักโลก(ไม่เกี่ยวกับน้ำหนัก) เพื่อลดโลกร้อนที่น่าสนใจ คือ

  • กินอาหารตามฤดูกาล
  • กินอาหารที่ปลูกในท้องถิ่น

ไปกินสะหวา (ละมุด) เกาะยอกันดีกว่า ช่วงนี้หน้ามันเลย ออกเยอะ หวาน กรอบ อร่อย


น้องหลา :)

 

สู่สูงสุดยอด คืนสู่สามัญ .. ไป ๆ มา ๆ ย้อนกลับไปยุคเด็ดผักข้างรั้ว ตำน้ำพริกกินเอง น่าจะเวิร์คสุดนะคะพี่เสือ ได้ทั้งคุณค่าทางอาหาร ความปลอดภัย ขั้นตอนการผลิต รักษ์โลก และรักตัวเอง - ขั้นตอนการผลิตอาจจะไม่สะอาดนิดหน่อย ถ้าเกิดไปเด็ดเอาใบที่นกขี้ใส่ เอิ๊ก แต่รับรองล้างออกสะอาด ไม่ก่อ CO2 .. อ้า! เริ่มหิวอีกแล้ว .. ทำไมช่วงเตรียมตัวผอมชีวิตมันถึงวนเวียนอยู่แต่ความหิวนะ

ขอเอากลอนในบันทึกที่ไปเม้นท์พี่เน็กมาใส่อีกรอบ

หมู่พยาธิ ร้องเพลง บรรเลงสุข
เราสิทุกข์ เพราะโหยหิว เป็นหนักหนา
แล้วทำไม ยังมา นั่งถ่างตา
ถึงเวลา ไสหัว ไปนอนเฮย 

ราตรีสวัสดิ์คับพี่น้อง(จบแบบอู๊ดดี้)

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 100.26.176.182
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ