นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2927
ความเห็น: 0

ตระกูล Lable

jw01.jpg 

Red Label หรือในอดีตชื่อ JW Special Old Highland (เปลี่ยนมาใช้ชื่อ Red Label ในปี 1909) เป็นวิสกี้ตระกูล JW ชนิดเดียว ที่ไม่ได้เป็น Scoth Whisky แท้ 100% หากแต่ว่า JW เน้นไปที่รสชาดของวิสกี้ ที่สามารถปรับให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ มีทั้งความหวาน ความนุ่ม และความเผ็ดร้อนในเวลาเดียวกัน Red Label เป็น Blended Whisky ที่ผ่านการผสมมาจาก Malt และ Blended Whisky 35 ชนิด เป็น JW หนึ่งในไม่กี่ชนิด ที่ผลิตออกมาในขนาดที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกขวดจะมีลักษณะเหมือนกันคือ ขวดทรงสี่เหลี่ยม และ ฉลากสีแดงขอบทอง สัญลักษณ์เด่นอีกอย่างคือ ไสตรดิ้งแมน หรือกล่องของ Red Label ที่สามารถนำมาเรียงต่อกันกลายเป็นฉลาก Red Label ขนาดใหญ่ได้ ข้อแนะนำในการดื่ม Red Label สำหรับการดื่ม Red Label นั้น ไม่มีวิธีการดื่มทีแนะนำตายตัวมาจาก JW สามารถดื่มผสมกับอะไรก็ได้ กินเพียวก็ได้ หรือจะนำไปทำค๊อกเทลก็ยังได้ สุดแล้วแต่ว่าจะชอบรสชาติแบบไหนหลังผสมมิกเซอร์แล้วเท่านั้นเอง แต่นักดื่มมืออาชีพมักนิยมผสมน้ำก่อนแล้วจึงผสมโซดาตามลงไป ในอัตราส่วน2:1หรือที่เรียกกันว่า " โซดาลอย" นั่นเอง


jw02.jpg


Black Label เป็น Blended Whisky อายุ 12 ปี เป็นวิสกี้ Johnnie Walker ที่เก่าแก่ที่สุด โดยวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1865 ในชื่อของ Walker's Old Highland ก่อนจะมาใช้ชื่อ Extra Special Old Highland ในปี 1906 - 1908 และสุดท้ายในปี 1909 ก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อ Black Label จนถึงทุกวันนี้ ลักษณะเด่นของ Black คือกลิ่นหอม รมควันถ่านพีท กลิ่นขิงวานิลลา และกลิ่นผลไม้อย่างลูกแพร และแอปเปิ้ล และส่วนผสมจาก เกรนและมอลท์ วิสกี้กว่า 40 ชนิด ผสมผสานออกมาเป็น JW Black Label ในปัจจุบัน ข้อแนะนำในการดื่ม วิธีการดื่ม JW Black Label ที่ถูกต้องนั้นก็คลาสสิกไม่แพ้รสชาติของตัววิสกี้ ง่ายๆ เท่ๆ ดูดีด้วยสไตล์ที่เรียกกันว่า ' ออน เดอะ ร็อก ' นั่นเอง หรือถ้าอยาก อยากจะผสมมิกเซอร์เหลือเกิน จะต้องดื่มโดยผสมกับน้ำและน้ำแข็ง เพื่อที่จะทำให้ได้กลิ่นของบุหรี่แห้ง กลิ่นของวานิลลา และกลิ่นของผลไม้ ที่จะอบอวลขึ้นมาหลังจากได้สัมผัสกับน้ำ การผสมน้ำจะทำให้ได้รสของวิสกี้ที่ Strong ขึ้น หรือถ้าอยากกินกับโซดาก็ต้องใส่น้ำแข็งเข้าไปเยอะๆ วิสกี้ครึ่งแก้ว และโซดาอีกครึ่งแก้ว แค่นี้แหละ ก็จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ JW Black Label


jw03.jpg


Green Label หรือ ในอดีตที่เราคุ้นเคยในชื่อของ JW Pure Malt เป็นวิสกี้น้องใหม่ที่สุดในบรรดา 5 Label ทั้งหมด ความพิเศษของวิสกี้ที่หมักบ่มนาน 15 ปีชนิดนี้ อยู่ตรงที่ Green Label เป็นวิสกี้ชนิดเดียวที่มีเพียงส่วนผสมของ Malt Whisky โดยไม่มี Grained Whsiky ผสมอยู่เลย แถมส่วนผสมวิสกี้ทั้ง 15 ชนิด ที่นำมา Blended จนกลายเป็น Green Label นั้น มาจากแหล่งกำเนิด Whisky ชั้นดีของสก๊อตแลนด์คือ Talisker, Cragganmore, Linkwood, และ Caol Ila จนกลายเป็น Pure Malt Green Label ในปัจจุบัน ข้อแนะนำในการดื่ม วิธีการดื่ม Green Label ให้ได้รสชาติมากที่สุด ให้กินในแบบของ On the Rock ด้วยการริน Green Label ลงในแก้วพอประมาณก่อน หลังจากชิมและรับกลิ่นรมควันจางๆและไอทะเล กลิ่นถังเชอรรี่ รวมถึงผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น แอพพริคอท ผิวส้ม พีช บวกกับกลิ่นเปลือกไม้ป่า และหญ้าอ่อน หลังจากนั้นจึงใส่น้ำแข็งตามไป 1 - 2 ก้อน จะได้เห็นน้ำมันของวิสกี้ Fusil Oil และจะได้รับกลิ่นที่หอมเข้มข้นขึ้นตามลำดับ เมื่อวิสกี้ได้สัมผัสความเย็น Green Label มีเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อดื่มแล้วรสชาติจะแตกต่างกันทุกครั้ง จากส่วนผสมต่างๆของ Pure Malt ทั้ง 15 ชนิดนั่นเอง


jw04.jpg


Gold Label ถูกเปิดตัวขึ้นเมื่อปี 1920 ในโอกาสครบรอบ 100 ปี Johnnie Walker เป็นที่มาของคำว่า Century Blend ที่จารึกอยู่บนฉลากของ Gold ทุกขวด วิสกี้หายากทุกชนิดที่ผสมออกมาเป็น Gold มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี รวมทั้งน้ำแร่บริสุทธิ์ และถังสำหรับหมัก รวมทั้งส่วนผสมหลักคือ Clynelish ซึ่งเป็นวิสกี้มอลทืที่หายาก และราคาสูง ทำให้เกิดสีทอง ในตัววิสกี้ Gold ขวดนี้ ข้อแนะนำในการดื่ม การดื่ม Gold Label นำไป Frozen หรือ แช่ให้เย็นจัดสัก 24 ชั่วโมง ถ้าที่ในช่องแช่แข็งยังเหลือก็นำแก้วทรงสูงเปล่าๆ แช่ไว้ด้วย พอได้เวลา ก้รินใส่แก้วที่แช่ไว ้ข้างกันๆ นั่นแหละ แล้วดื่มเข้าไปเลย ยิ่งคุณได้สัมผัสมัน ด้วยความเย็นมากเท่าไหร่ ทันทีที่วิสกี้เย็นจัดปะทะกับความอุ่นในปากรสชาดและกลิ่นของ Gold ขวดนี้ จะยิ่งนุ่มลิ้นและอบอวลยิ่งขึ้น การจิบควรจิบทีละน้อย และยิ่งถ้าได้ ช๊อกโกแลต มารับประทานด้วยแล้ว คุณจะได้สัมผัส ความพิเศษ ว่าทำไม วิสกี้ขวดนี้ จึงได้รับให้ประดับด้วยฉลากสีทอง

jw05.jpg


Blue Label นี่คือการผสมผสานของ เกรนวิสกี้ และ มอลท์วิสกี้ จำนวน 16 ชนิด ที่ต้องบอกว่า แพงที่สุดในโลก เพราะอะไรนั่นหรือ เพราะในจำนวน 16 ชนิดดังกล่าว มีบางชนิดที่ผ่านการหมักบ่มมากว่า 60 ปี และที่สำคัญ ในจำนวนวิสกี้ 1 ล้านถัง ที่ดิอาจิโอ ทำการผลิต จะมีเพียง 1 หรือ 2 ถัง เท่านั้น ที่นำมาเป็นส่วนผสมของ Blue Label ทุกขวดจะมีหมายเลขกำกับ เพื่อแสดงถึงจำนวนที่ผลิตว่า หาได้ยากยิ่งขนาดไหน Blue ขวดนี้ จะมีจุกขวดที่ทำจากไม้ก๊อก หุ้มตะกั่วสีทอง มีกล่องบรรจุใส่เป็นสีน้ำเงิน และทองบุภายในด้วยผ้าซาตินอย่างดี ข้อแนะนำในการดื่ม การดื่ม จำไว้ว่า ใครอยู่ตรวจบัตรได้ดื่ม Blueแล้ว อย่าเอาไปผสมมิกเซอร์ ให้เสียของนะครับ การดื่มที่ดีที่สุด แน่นอนครับ วิสกี้ระดับนี้ จะต้องเป็นการดื่มแบบจิบวิสกี้ โดยไม่เติมอะไร หรือภาษาบ้านๆก็เรียกว่า ดื่มกันเพียวๆนี่แล่ะครับ เจ้าของ JW บอกมาว่า จะให้ดี เตรียมแก้วบรั่นดีสวยๆ ไว้สัก 2 ใบแก้วนึงรินวิสกี้รอไว้ ส่วนอีกแก้วนึงใส่น้ำแข็งรินน้ำแร่เย็นๆ ไว้เช่นกัน จากนั้นดื่มน้ำแร่เย็นๆหรือจะอมน้ำแข็งให้เกิดความเย็น เพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปากกันก่อน เมื่อดื่มน้ำแร่เย็นๆหรือเมื่อน้ำแข็งละลายหมดแล้ว จึงค่อยจิบ Blue เข้าไป เมื่อน้ำแร่เย็นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากผสมกับวิสกี้ชั้นดีนี้ รสชาติที่แอบซ่อนจะซึมผ่านเพดานปากไปมัดใจนักดื่มเหล้าทั้งหลายไม่รู้ลืม แล้วจะได้รู้ว่าวิสกี้ที่ว่ากันว่า ล้ำลึกที่สุดในโลก รสชาดเป็นเช่นใด
หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ (keywords): ตระกูล lable
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 13 กันยายน 2552 20:29 แก้ไข: 13 กันยายน 2552 20:29 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.204.48.199
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ