นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1632
ความเห็น: 3

จริงหรือที่ว่าการชุมนุมประท้วงทางการเมืองต้องไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน?

ที่ว่าการประท้วงเปรียบเหมือนการตีอกชกตัวเอง ซึ่งมีนัยว่าวิธีการนี้น่าจะเป็นการกระทำไม่ฉลาดนั้น ผมมีคำตอบว่า จะมีใครฉลาดไปกว่ากลุ่มคนที่สำนวนฝรั่งเรียกว่าพวกที่ยืนบนรั้ว (those who stay on the fence) กันเล่า

 

 

 

 

จริงหรือที่ว่าการชุมนุมประท้วงทางการเมือง
ต้องไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน?

ปราโมทย์ จูฑาพร   มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  หาดใหญ่

9 กันยายน 2551

เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ส่ง e-mail สั้น ๆ ถึงคนหมู่มากในที่ทำงานเดียวกัน ทำนองเชิญชวนให้ไปร่วมชุมนุมที่สนามบินหาดใหญ่ ก็ได้รับปฏิกิริยาตอบกลับมาประปรายจากเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องราว 2-3 ท่าน แสดงความเห็นแย้ง พอสรุปได้ว่า

1)   เห็นด้วยกับการร่วมกันประท้วงขับไล่คนโกง แต่การประท้วงใครก็ตามไม่ควรทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

2)   การประท้วงด้วยการปิดสนามบิน เปรียบเหมือนการชกตีตัวเองแทนที่จะไปเตะก้นฝ่าย
ตรงข้าม (ความหมายก็คงทำนองว่าการกระทำเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นการกระทำที่ฉลาด)

เมื่อได้อ่านความเห็นดังกล่าว ผมก็มีความคิดในทันทีว่าผมจะต้องแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งให้ปรากฎ ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาชนะคะคานกันหรือเพราะไม่เคารพในความเห็นต่าง แต่ผมเห็นว่ามีความจำเป็นมากที่จะต้องอธิบายให้คนในสังคมไทยได้เข้าใจอย่างถูกต้องถึงการชุมนุมประท้วงในฐานะที่เป็นวิถีทางประชาธิปไตยภาคประชาชนรูปแบบหนึ่ง เพราะดูเหมือนว่าแนวคิดที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้องนี้ออกจะได้รับการยอมรับจากคนในสังคมไทยมากพอสมควร

การตอบ e-mail เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยนี้คงไม่เหมาะสม เพราะคงจะต้องอธิบายความกันอย่างยืดยาว และอาจเป็นการต่อความยาวสาวความยืดซึ่งจะเป็นการชวนทะเลาะกันเสียเปล่า ๆ ผมเชื่อที่คนเขาห้ามไว้ว่า ถ้าความเห็นไม่ตรงกันก็ไม่ควรถกกันในเรื่องศาสนาและการเมือง

ผมจึงเลือกที่จะใช้บทความใน blog นี้เพื่อแสดงความเห็นดังกล่าว

ก่อนอื่นขอชี้แจงก่อนว่า แม้ว่าข้อเขียนต่อไปนี้จะเกิดขึ้นในปริบทของการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล พปช. ของนายสมัคร สุนทรเวช โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (PAD) แต่ผมต้องการอธิบายปรากฎการณ์ชุมนุมประท้วงในปริบทที่กว้างขวางกว่านั้นมาก

ผมเองไม่ใช่สมาชิกของ PAD ไม่เคยไปร่วมชุมนุมกับ PAD หรือร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นกับแกนนำของ PAD มาก่อน จนกระทั่งในวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นวันแรกที่ผมไปร่วมประชุมด้วยและมีกิจกรรมร่วมกับ PAD ต่อมาอีกเพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์ แล้วผมก็หยุด ผมไม่ได้เห็นด้วยกับจุดยืนและแนวทางการต่อสู้ของ PAD ไปทุกอย่าง ผมเป็นเพียงผู้เห็นด้วยกับวัตถุประสงค์บางอย่างของ PAD และเป็นผู้รังเกียจรัฐบาล พปช. ของนายสมัคร อย่างมาก ผมเห็นว่ารัฐบาลดังกล่าวหมดสิ้นแล้วทั้งความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศไทยนี้ต่อไป ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงรังเกียจรัฐบาลนี้นั้น คงอยู่นอกประเด็นที่สมควรจะกล่าวถึงในบทความชิ้นนี้

ต่อไปนี้ขอเข้าประเด็นเรื่องที่ต้องการจะเขียนเสียที

การชุมนุมประท้วงของประชาชนในสังคมใด ๆ นั้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการที่จะทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน ส่วนความเดือดร้อนจะมากน้อยเพียงใดเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับสถานการณ์และปริบทของสังคมในขณะนั้น

แต่ถ้าหากว่าข้อเรียกร้องซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของการชุมนุมเป็นข้อเรียกร้องเพื่อสังคมส่วนรวม ที่ถูกต้องชอบธรรม อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า just cause [1] แล้ว เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมดังกล่าวย่อมยินดีอดทนต่อความเดือดร้อนนั้น ๆ โดยที่การยอมรับความเดือดร้อนดังกล่าวถือเป็นวิธีหนึ่งในการร่วมแสดงออกในทางที่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุมประท้วง และนับเป็นการเสียสละ (sacrifice) ที่ไม่มากนัก ที่ผู้เห็นด้วยกับผู้ชุมนุมประท้วงอย่างน้อยควรจะยอมเสียเพื่อวัตถุประสงค์ร่วมกัน ถึงเวลาที่สังคมไทยจะต้องเรียนรู้ว่า หากเราเห็นด้วยกับการต่อสู้ของใครก็ตาม เราจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนในทางใดทางหนึ่ง เช่น การออกไปร่วมชุมนุม และ/หรือ การบริจาคเงินหรือสิ่งของช่วยเหลือผู้ชุมนุม และการยอมเดือดร้อนหรือยอมเสียหายในทางธุรกิจในบางระดับ ก็เป็นสิ่งที่เราควรต้องยอมเสียสละ ส่วนจะยอมรับความเดือดร้อนหรือเสียสละได้แค่ไหนระดับใดก็ย่อมขึ้นกับตัวบุคคล ซึ่งเขาจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเดือดร้อนกับวัตถุประสงค์ของการชุมนุมว่าคุ้มกันหรือไม่ เมื่อใดที่เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นในสังคม คนไทยทุกคนควรจะต้องถามตนเองหรือถูกตั้งคำถามด้วยคำถามดังที่ปราชญ์ชาวเยอรมันผู้มีนามว่านิทเช่ (Friedrich Wilhelm Nietzche, 1844-1900) เคยกล่าวไว้ว่า

คุณเป็นคนหนึ่งที่เฝ้าดูเฉย หรือเป็นผู้ที่ยื่นมือเข้าร่วมด้วย
หรือเป็นเพียงผู้เบือนสายตาหนีแล้วผละไป
คุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเข้าร่วม
หรือล่วงหน้าไปก่อนแล้วถอนตัวพ้นไปเพียงลำพัง?

                                                              นิทเช่

การพูดว่า ฉันเห็นด้วยกับการร่วมกันประท้วงขับไล่คนโกง แต่การประท้วงใครก็ตามไม่ควรทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน นั้น ทำให้ผู้พูดดูดี เพราะนอกจากจะแสดงตัวเขาว่าเป็นคนดีเพราะเป็นพวกเดียวกับผู้ชุมนุมที่มีวัตถุประสงค์ดีแล้ว เขายังสูงส่งกว่าผู้ชุมนุมประท้วงเสียอีก เนื่องจากเขายังรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย แต่หากวิเคราะห์ลงไปให้ลึกแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่าคนที่คิดอย่างนี้น่าจะ naïve [2] อยู่มากทีเดียว เพราะการประท้วงที่ไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ก็เห็นจะมีแต่วิธีการประท้วงด้วยการปิดประตูบ้านและอดข้าวอยู่ในบ้านตัวเองเท่านั้น ซึ่งก็คงจะไม่ได้ผลกดดันใครหรืออะไรเลย นอกจากจะตายฟรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริบทของการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยนักการเมืองที่ฉ้อฉลและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

คนกลุ่มที่กล่าวและเชื่อคำพูดเช่นที่กล่าวมาในย่อหน้าแรกนี้ จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นพวกที่ยอมรับความเดือดร้อนไม่ได้ ไม่ปราถนาจะเสียสละความสะดวกสบายส่วนตน และลึก ๆ แล้วคงจะพอใจในสถานะเดิม (status quo) ที่ตนดำรงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยินดีรับผลพวงจากการชุมนุมประท้วง หากฝ่ายชุมนุมประท้วงเป็นผู้ชนะ และสามารถอ้างความชอบธรรมในการรับผลพวงดังกล่าวโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ เพราะเขาได้ประกาศไปแล้วว่าเขาเป็นพวกที่เห็นด้วยกับการชุมนุมประท้วง คนกลุ่มนี้จึงนับเป็นพวกมีสุขร่วมเสพแต่เพียงอย่างเดียว

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ มิได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเลือกข้างหรือเลือกที่จะมายืนอยู่ข้างฝ่ายที่ชุมนุมประท้วงไปเสียทั้งหมด ทุกคนมีทางเลือกที่จะ 1) วางตัวเป็นกลาง และปฏิบัติตนอย่างเป็นกลางจริง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องอ้างว่าเห็นด้วยกับการชุมนุมประท้วง อันจะทำให้ตนเองสามารถอ้างความชอบธรรมในการรับผลพวงที่อาจมีขึ้นจากการชุมนุมหากว่าฝ่ายชุมนุมประท้วงเป็นผู้ชนะ หรือ 2) เลือกที่จะอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายชุมนุมประท้วง และแสดงตนอย่างชัดเจนเช่นนั้น ในกรณีหลังนี้ คุณย่อมมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะก่นด่าฝ่ายที่ชุมนุมประท้วงอย่างไรก็ได้ รวมทั้งออกมาชุมนุมต้านพวกเขาอย่างที่ นปก. หรือ นปช. ทำอยู่กับฝ่าย PAD

ต่อคำกล่าวในข้อ 2 ที่ว่าการประท้วงเปรียบเหมือนการตีอกชกตัวเอง ซึ่งมีนัยว่าวิธีการนี้น่าจะเป็นการกระทำไม่ฉลาดนั้น ผมมีคำตอบว่า จะมีใครฉลาดไปกว่ากลุ่มคนที่สำนวนฝรั่งเรียกว่าพวกที่ยืนบนรั้ว (those who stay on the fence) กันเล่า เพราะพวกนี้ฉลาดมากพอที่จะรอให้ฝุ่นหายตลบก่อนแล้วค่อยเลือกกระโดดลงไปว่าจะยืนอยู่ข้างไหน

แต่สำหรับผมแล้วผมเลือกที่จะยกย่องนับถือคนที่กล้าเผาตัวเองเพื่อสังเวยความเชื่อหรืออุดมการณ์อันสูงส่ง ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยกับความเชื่อของพวกเขาหรือไม่ก็ตาม ผมยังขนลุกซู่และหัวใจพองโตด้วยความฮึกเหิมทุกครั้งที่ผมเห็นภาพอ้ายก้านยาวถือไม้กระบองในท่าพร้อมที่จะฟาด ขณะประจันหน้ากับแถวทหารที่มีอาวุธพร้อม ในเหตุการณ์ ต.ค. 2516 หรือเห็นภาพนักศึกษาจีนมือเปล่า ๆ ยืนขวางหน้าขบวนรถถังติดอาวุธในเหตุการณ์ประท้วงที่จตุรัสเทียนอันเหมิน (มิ.ย. 2532) ผมดีใจที่ในโลกนี้ยังมีคนจำพวกนี้อยู่บ้างแม้จะไม่มากนัก และพวกเขาคือผู้กล้าที่จะอยู่ในใจผมไปนิรันดร์กาล

ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่ ศาลรัฐธรรมนูญกำลังอ่านคำพิพากษานายกฯ สมัคร สุนทรเวช ในคดีทำผิดรัฐธรรมนูญเพราะไปรับจ้างเอกชนทำรายการโทรทัศน์ ชิมไปบ่นไป และคำพิพากษาก็มีข้อสรุปออกมาก่อนผมจะเขียนจบ จึงขอจารึกให้ปรากฎในที่นี้ไว้ด้วยว่า ในวันที่ 9 ก.ย. 2551 เวลาประมาณ 15.45 น. ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาด้วยมติ 9:0 ให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เหตุเพราะทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ในคำพิพากษาได้ชี้ให้เห็นถึงการโกหกของนายสมัคร นับเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่งและแสดงให้เห็นถึงความไม่มียางอายของนายกฯ คนนี้ ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อรักษาตำแหน่งตัวเองไว้ แม้จะต้องอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีก็ตาม และนับเป็นเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของประเทศไทย

Shame on you, Samak!

 

และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฎ
เป็นความงดความงามใช่ความชั่ว

มันอาจขุ่นอาจข้นอาจหม่นมัว
แต่ก็เริ่มจะเป็นตัวจะเป็นตน

พอเสียงร่ำรัวกลองประกาศกล้า
ก็รู้ว่าวันพระมาอีกหน

พอปืนเปรี้ยงแปลบไปในมณฑล
ก็รู้ว่าประชาชนจะมีชัย

ขอจบด้วยบทกลอนที่นับว่าเข้ากับบรรยากาศวันนี้เป็นอย่างยิ่ง และขออภัยผู้ประพันธ์ซึ่งไม่ปรากฎนามไว้ด้วย ณ ที่นี้ เนื่องจากผมคัดลอกมาโดยไม่อาจขออนุญาติท่านก่อนได้

************************************

[1] ตรงข้ามกับเหตุอันไม่ถูกต้องชอบธรรม หรือ unjust cause เช่น การชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องเงินเดือนเพิ่ม ของพนักงานรัฐวิสาหกิจบางหน่วยงานในบางยุค ทั้ง ๆ ที่เงินเดือนก็มากกว่าชาวบ้านอยู่แล้ว

[2] คำนี้ผมไม่สามารถแปลเป็นคำไทยที่เหมาะสมได้ ตามพจนานุกรม Merriam-Webster ฉบับ online ได้ให้ความหมายไว้ว่า ขาดความเฉลียวในทางโลก (worldly wisdom) หรือขาดวิจารณญานที่มีข้อมูลเพียงพอ (informed judgment)

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ (keywords): การชุมนุมประท้วง
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 10 กันยายน 2551 17:11 แก้ไข: 06 ตุลาคม 2551 18:17 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ต้องขอขอบคุณ อ. ปราโมทย์ ที่ทำให้ ผมรู้สึกขนลุกซู่และหัวใจพองโต เหมือนกัน

กลอนในบันทึกนี้น่าจะเป็น "เพียงความเคลื่อนไหว" ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ครับ ถ้าผมจำไม่ผิด

บันทึกนี้เป็นอีก ๑ แรงขับที่ให้ผมมีความอยากที่จะเขียน บันทึกที่อยากเขียนเพิ่มขึ้น อีกเป็นกอง

"แต่ สำหรับผมแล้วผมเลือกที่จะยกย่องนับถือคนที่กล้าเผาตัวเองเพื่อสังเวยความ เชื่อหรืออุดมการณ์อันสูงส่ง ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยกับความเชื่อของพวกเขาหรือไม่ก็ตาม"

ผมยังนับถือคนบางกลุ่มแม้ว่า เขาจะมีความเห็นไปคนละทางกับผม แต่เขากล้าที่จะทำในสิ่งที่เขาเชื่อ ยอมเผาตัวเอง อย่างที่ อ. ปราโมทย์ เปรียบเปรย

ผมเคยเขียนความเห็นประชดประชัน ไปในเวปบอร์ดแห่งหนึ่งตอนที่มีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมย้ายออกจากหน้าทำเนียบ ว่า

"ต่อไปการชุมนุมประท้วงคงต้องไปชุมนุมกันที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จะได้ไม่มีใครเดือดร้อน"

แต่การทำเช่นนั้น มันจะมีประโยชน์อันใดกับใคร ในเมื่อสิ่งที่เรากำลังทำ เรากำลังประท้วงอำนาจรัฐ

เมื่อเป็นพลเมืองก็ต้องทำหน้าที่พลเมือง อย่าทำหน้าที่แค่ประชาชน

สงสัยต้องไปปิดประตูอดข้าวประท้วงกันจริงจังซะแล้วครับ

เราเอง

ขอบคุณคุณ Shangri-La ที่กรุณาเข้ามาให้ข้อมูล เกี่ยวกับผู้ประพันธ์บทกลอน และเป็นของกวีซีไรท์ เนาวรัตน์​ ​พงษ์​ไพบูลย์ นี่เอง มิน่าถึงได้ไพเราะกินใจเหลือเกิน

แต่ที่ต้องขอบคุณยิ่งกว่าคือ ที่ทำให้ผมได้รู้ว่าในเส้นทางสายนี้ ผมยังมีเพื่อนร่วมเดินทางเพิ่มมาอีกคนนึง

1)   เห็นด้วยกับการร่วมกันประท้วงขับไล่คนโกง แต่การประท้วงใครก็ตามไม่ควรทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

2)   การประท้วงด้วยการปิดสนามบิน เปรียบเหมือนการชกตีตัวเองแทนที่จะไปเตะก้นฝ่าย
ตรงข้าม (ความหมายก็คงทำนองว่าการกระทำเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นการกระทำที่ฉลาด)

................

ความจริงเป็นการแสดงความคิดเห็นในวงแคบ ๆ เพื่อเสนอแนะนักศึกษาวิศวฯ ให้สามารถใช้วิจารณญาณด้วยตัวเองได้ดีขึ้น

โดยเฉพาะการประท้วงในสงขลาเอง ที่ประมาณว่าคนส่วนใหญ่เอาใจช่วยอยู่แล้ว น่าจะหาวิธีการอื่นที่ดีกว่า (ถ้ามี)

การที่สามารถประท้วงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพผู้อื่นย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แม้ว่าจะทำได้ยากก็ตาม

................

ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนก็ยอมเสียสละโดยปริยายอยู่แล้ว ส่วนผม บังเอิญว่าช่วงนั้นไม่ต้องเสียสละ (ก็เลยไม่อ้างเอาความดีเข้าตัว)

นะครับลองพยายามอีกนิด

โดยเฉพาะนักศึกษาปัจจุบัน ที่ต้องดูแลประเทศในอนาคตครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.229.122.166
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ