นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Baby
Ico64
สิขเรศ แสงขำ
เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป
ภาควิชาธรณีศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ความเคลื่อนไหวล่าสุด
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 11 · ผู้ติดตาม: 4

อ่าน: 958
ความเห็น: 2

ว่าด้วย "โทษประหารชีวิต" ในคดีข่มขืน

โทษ "ประหารชีวิต" ควรจะมีหรือไม่ เป็นประเด็นโลกแตกที่ถกเถียงกันมานาน

 

 

ว่าด้วย "โทษประหารชีวิต" ในคดีข่มขืน ประเทศอื่นเป็นอย่างไร

ข่าวสะเทือนใจของ น้องแก้ม ด.ญ.วัย 13 ปี หายตัวไป ขณะที่เดินทางมาจาก จ.สุราษฏร์ธานี มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งโดยสารมากับขบวนรถไฟ (ตู้นอนที่ 3)  เที่ยวที่ 174  เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 57 ที่ผ่านมานั้น  ซึ่งต่อมานายวันชัย แสงขาว อายุ 22 ปี พนักงานปูเตียงที่ได้รับสารภาพว่าได้ข่มขืนน้องแก้ม และโยนร่างของน้องแก้มลงจากขบวนรถไฟ

เมื่อพลิกดูข้อกฎหมายในกรณีข่มขืนนั้น พบว่ากฎหมายไทยมีการระบุบทลงโทษคดีข่มขืนว่ามีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต โดยเฉพาะคดีข่มขืนและฆ่า อย่างไรก็ตามการพิจารณาคดีขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล 

สำหรับประเทศไทย มีคดีล่าสุดที่ตัดสินประหารชีวิตในคดีข่มขืน 2 คดี คือ คดีข่มขืนและฆ่าน้องอ้อม สุพรรษา นักเรียนโรงเรียนอนุบาล เมื่อปี 2539 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกตามล่าจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ ในชั้นศาล ทั้งนี้ผู้ต้องหาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จนกระทั่งพยานแวดล้อม หลักฐานคราบอสุจิและเลือดที่เปื้อนเสื้อ เป็นหลักฐานมัดตัวจนเปิดปากรับสารภาพในที่สุด

คดีของนายพันธุ์ สายทอง มีความน่าสนใจตรงที่ ศาลใช้เวลาในการสอบพยานเพียงวันเดียวและมีความเห็นสั่งฟ้องในวันที่ 16 ก.ค. 2539 และนัดตัดสินพิพากษาในวันรุ่งขึ้น โดยศาลได้ตัดสินประหารชีวิต แม้จะมีการทูลเกล้าถวายฎีกา แต่กระทรวงมหาดไทยเห็นว่านายพันธุ์เคยทำความผิดมาแล้วหลายครั้งและคดีดังกล่าวเป็นคดีอุกฉกรรจ์ โหดเหี้ยม จึงเสนอยกฎีกาและประหารชีวิตในวันที่ 21 มิ.ย. ปี 2542 ด้วยการยิงเป้า 

ส่วนอีกคดีข่มขืนที่ผู้ต้องหาได้รับโทษประหารชีวิต คือคดีข่มขืนและฆ่า น้องนุ่น สุกัญญา วัย 4 ขวบ เมื่อปี 2542 ซึ่งจากการสอบสวนพบว่าพ่อเลี้ยงเป็นคนลงมือก่อเหตุ 

เมื่อไปดูในต่างประเทศโดยอ้างอิงจากรายงานของของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ องค์การนิรโทษกรรมสากล ระบุถึงโทษประหารชีวิตโดยรวม (ทุกคดีอาชญากรรมไม่ได้นับเฉพาะคดีข่มขืน) ในปี 2555 มีการรื้อฟื้นการประหารชีวิตในแกมเบีย อินเดีย อินโดนีเซีย คูเวต ไนจีเรีย ปากีสถาน และล่าสุดในเวียดนาม 

ขณะที่เมื่อปีที่แล้ว 2556  ศาลอาญาอินเดียได้ตัดสินประหารชีวิตแขวนคอ 4 ผู้ต้องหาคดีข่มขืนนักศึกษาหญิงในกรุงนิวเดลี โดยผู้พิพากษาระบุว่า เป็นคดีสะเทือนขวัญ ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมปฏิเสธการยื่นขอลดโทษ โดยกล่าวว่านักศึกษาหญิงถูกทรมานอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าว ผู้ต้องหายังสามารถอุทธรณ์กันต่อไป

กระนั้นคดีดังกล่าวนำมาสู่การแก้ไขกฎหมาย ที่จะลงโทษผู้กระทำผิดที่แสดงพฤติกรรมสอดแนม ถ้ำมอง และการก่ออาชญากรรมทางเพศ รวมถึงโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ที่กระทำผิดในคดีดังกล่าวซ้ำสอง หรือคดีการข่มขืนที่เหยื่อเสียชีวิต

แม้หลายประเทศจะยกเลิกการลงโทษตัดสินคดีประหารชีวิตไปไม่น้อย แต่ก็ยังมีบางประเทศที่ไม่ได้ยกเลิก เช่น สหรัฐอเมริกา ยังคงมีการตัดสินโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดคดีข่มขืน อาทิ ศาลสูงรัฐฟลอริด้า เพิ่งลงมติตัดสินให้ประหารชีวิตนักโทษคดีข่มขืนไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหา คือนายเอ็ดดี้ เวยน์ เดวิส ได้กระทำการข่มขืนและฆ่าเด็กหญิงวัย 11 ปี ตั้งแต่ปี 2537 และถูกจับกุมคุมขังในเรือนจำมาตั้งแต่นั้น กระทั่งเพิ่งมีการตัดสินลงโทษไม่นานมานี้ 

หรือกรณีเมื่อต้นปี 2557 สหรัฐอเมริกาก็ใช้วิธีการฉีดยาเพื่อประหารชีวิตนักโทษคดีข่มขืนเช่นกันที่รัฐโอไฮโอ

ขณะที่เกาหลีใต้เลือกใช้วิธีลงโทษผู้ต้องหาคดีข่มขืนร้ายแรงด้วยวิธีการฉีดยาที่มีฤทธิ์ทำให้อัณฑะฝ่อต่อนักโทษคดีข่มขืนเป็นวิธีการที่ผ่านร่างกฎหมายเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 2553 แล้ว อาทิ การฉีดยาดังกล่าวกับนายปาร์ค นักโทษข่มขืนต่อเนื่อง วัย 45 ปี เป็นรายแรก หลังจากที่เขาถูกตัดสินว่าข่มขืนเหยื่อ 4 ราย และพยายามข่มขืนเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี 

ขณะที่องค์กรนิรโทษกรรมสากล ออกรายงานระบุว่า งานวิจัยมากมายจากนานาประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโทษประหารชีวิตไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของอาชญากรรม โดยประเทศต่าง ๆ ที่ยังคงประหารชีวิตอยู่ก็เป็นเพียงแค่ประเทศส่วนน้อย เพราะ 140 ประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว ทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าการรื้อฟื้นการประหารชีวิตจะสามารถควบคุมหรือลดการเกิดอาชญากรรมลงได้

โทษ "ประหารชีวิต" ควรจะมีหรือไม่ เป็นประเด็นโลกแตกที่ถกเถียงกันมานาน ขณะนี้ประเทศต่าง ๆ ในโลกใบนี้มีทั้งที่ยกเลิกการประหารชีวิตไปแล้ว และยังมีประเทศที่ยังคงโทษประหารชีวิตเอาไว้อยู่ บางแห่งก็ยังทำการประหารชีวิตนักโทษ โดยการแขวนคอ หรือยิงเป้า หรือยิงข้างกำแพงในที่สาธารณะท่ามกลางการมุงดูของผู้คน เพื่อให้เป็นที่เกรงกลัวต่อการกระทำความผิด

ขอบคุณเนื้อหาบทความจาก ::
ประชาชาติธุรกิจ,
www.prachachat.net/

 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 10 กรกฎาคม 2557 13:23 แก้ไข: 10 กรกฎาคม 2557 13:25 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 คนธรรมดา, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

หากบาปกรรมมีจริง ซึ่งทางพุทธศาสนาชี้ชัดว่ามีจริง คนทำก็คงต้องได้รับกรรม ไม่วันใดก็วันหนึ่งครับ

 

สนับสนุน การประหารชีวิต นักโทษที่ก่อคดีซ้ำ คือไม่เข็ดหลาบ ไม่สำนึก จากการให้โอกาสของสังคม

 

"ใจสั่งมา"

สารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง

เป็นผลพวงจากการใช่สารเสพติด ส่งตัวไปบำบัด ลดโทษ

นอนสบาย ๆในคุกไม่กี่ปีก็ออกมาท่องโลกกว้างได้อีก

แน่ล่ะครับว่าไม่มีใครที่จะไปเป็นผู้ชี้ว่าคนนั้นคนนี้สมควรตาย ในทางกลับกันคนที่ไม่เคารพสิทธิ์ผู้อื่น กลับมองไม่เห็นเรื่องนี้

คดีข่มขืนไม่ต้องประหารชีวิตหริกครับ

แค่จับมัดไว้กลางแจ้งสามวัน วางก้อนหินไว้ใกล้ ๆสักกอง ใครอยากจะเอาก้อนหินไปทำอะไรก็อนุญาตให้หยิบไปได้แค่ ๑ ก้อน ส่วนจำนวนคนหยิบไม่มีจำกัด

 

อีกอย่างของคดีข่มขืน ส่วนหนึ่งจับผู้กระทำผิดไม่ได้เนื่องเพราะผู้เสียหายไม่ให้ความร่วมมือ แต่จะโทษผู้เสียหายก็ไม่ถูกเพราะการสอบสวน สืบสวนคดีข่มขืนเป็นเรื่องที่ "ซ้ำเติม" ผู้เสียหายเป็นอย่างมาก

ต้องพิสูจน์กันจนหมดข้อสงสัย

กรบวนการตรงนี้เองก็ต้องเคารพสิทธิ์ผู้เสียหายให้มาก ๆ เพราะกระบวนการนี้เองเป็น "ผู้ข่มขืน" ผู้เสียหายซ้ำอีกหลายรอบหลายหน

อิอิอิ

เราเอง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.227.249.234
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ