นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1743
ความเห็น: 0

องค์กรแห่งความสุข

็Happy Workplace

องค์กรแห่งความสุข

แนวปฏิบัติและหลักการสร้างองค์กรแห่งความสุข

     ความจริงวันนี้ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมที่ยากจะควบคุม รวมทั้งความก้าวหน้าในการสื่อสารทำให้โลกแคบลงเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง อย่างมากมายต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร องค์กรวันนี้จึงเหมือนกับภูเขาน้ำแข็งกลางทะเลที่ถูกความรุนแรงของคลื่นลม และกระแสน้ำ กัดเซาะตลอดเวลา ทำให้ภูเขาน้ำแข็งไม่ว่าจะใหญ่โตเพียงใด ก็ย่อมหนีความจริงขอ'ธรรมชาติไม่พ้นคือ ค่อยๆ ละลายลงและสูญสลายไปในที่สุด จึงไม่มีองค์กรที่ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า ไม่มีองค์กรอมตะ ดังนั้นเพื่อที่องค์กรจะต้องอยู่ได้นานที่สุด จึงต้องปรับตัวให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่เผชิญอยู่ และที่จะเข้ามาในอนาคต องค์กรจึงต้องมุ่งสู่การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรผ่านการทำงานด้วยความสุข

 องค์กรในอนาคตต้องอยู่กับความเปลี่ยนแปลงได้

      องค์กรในอนาคต คือ ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่ไม่สิ้นสุด เมื่อทุกองค์กรล้วนปรารถนาการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในการดำเนิน ธุรกิจ เหมือนต้นไม้ที่ต้องเติบใหญ่ องค์กรต้องอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรายรอบตัวเองให้ได้ เมื่อมีปัญหาสังคม การเมืองและเศรษฐกิจถาโถมเข้ามา องค์กรจึงต้องปรับตัว เพื่อให้ตัวเองอยู่สบายเหมือนหมีขั้วโลกที่มุ่งมั่นกระโดดจากแผ่นน้ำแข็งที่ กำลังละลายไปสู่แผ่นน้ำแข็งใหม่ที่มีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย ก็คืออนาคตที่มั่นคงขององค์กร แล้ววันนี้คนในองค์กรมีความตระหนักรับรู้ต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ องค์กรหรือยัง จะทำอย่างไรให้ทุกคนรับรู้เข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงพร้อมที่จะกระโดดไปสู่ อนาคตใหม่ทีดีกว่า

 องค์กรตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร

     ก่อนที่จะไปสู่การสร้างองค์กรแห่งความสุขจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเป็นพื้นฐาoก่อนว่า องค์กรตั้งขึ้นมาทำไม Peter F. Drucker กล่าวไว้ในหนังสือ “Management” ว่า องค์กรตั้งขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ 8 ประการดังนี้

  1. Market การตลาด วันนี้องค์กรนอกจากบริหารการตลาดภายนอกแล้ว ต้องเข้าใจการบริหารการตลาดภายในด้วย องค์กรวันนี้มีลูกค้าที่ต้องสร้างความพึงพอใจ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าภายในองค์กร (พนักงาน) กับกลุ่มลูกค้าภายนอกองค์กร องค์กรต้องมีการบริหารจัดการที่สามารถทำให้ลูกค้าภายในองค์กร มีความพร้อมที่จะผลิตสินค้าและงานบริการที่ดี เพื่อนำไปสู่ความพึงพอใจของลูกค้า นี่คือแนวบริหารการตลาดยุคใหม่
  2. Innovation องค์กรต้องส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์นนวัตกรรมใหม่ แนวคิดใหม่ ในการพัฒนาสินค้าและการสร้างรูปแบบในการอยู่ร่วมกันในองค์กรอย่างสร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพ
  3. Human Resource การจัดการทรัพยากรมนุษย์ องค์กรต้องมีระบบการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงประสิทธิภาพสามารถดึง เอาความรู้ความสามารถ ซึ่งมีอยู่ในตัวของมนุษย์ออกมาให้เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตขององค์กร และเปิดโอกาสแสดงศักยภาพของพนักงานทุกคนได้อย่างเต็มที่ กลายเป็นทุนที่สำคัญขององค์กร และทำให้องค์กรเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
  4. Financial Recource องค์กรต้องมีระบบการบริหารทุนที่ ดีมีประสิทธิภาพ ทั้งทุนที่เป็นทรัพย์สินและทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรได้ลงทุนไปมหาศาลกับการทำให้มนุษย์ทุกคนมีความรู้ ความสามารถในการทำงานมากขึ้น
  5. Physical Resource การจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องสามารถอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ องค์กรสามารถบริหารทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ
  6. Productivity องค์กรต้องมีการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการผลิต ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะผลผลิตที่ดีจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของทรัพยากรมนุษย์ใน องค์กร
  7. Social Responsibility หน้าที่ต่อสังคม องค์กรต้องตระหนักและรับรู้ว่าวันนี้องค์กรไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว องค์กรต้องอยู่กับสังคม องค์กรต้องพิสูจน์และแสดงบทบาท แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้สังคมรับรู้ว่าการมีอยู่ขององค์กรเป็นการอยู่กันแบบเกื้อกูลไม่ใช่ เอาเปรียบ หรือว่าสังคมเสียหายจากการดำเนินธุรกิจขององค์กร
  8. Profit Requirement กำไรผลตอบแทนที่องค์กรคาดหวังจะมา ได้จากการที่องค์กรมีการจัดการที่ดี การตลาดที่ดี นวัตกรรมที่ดีมีการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ทุน สิ่งแวดล้อม  productivity ที่ดี และก็เป็นองค์กรที่สังคมยอมรับ

การสร้างองค์กรแห่งความสุข จึงต้องเข้าใจทั้ง 8 ประการที่กล่าวมาและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจขององค์กร

 องค์กรแห่งความสุขเพราะคนมีความสุขและรักองค์กร

    เรื่องความสุขของคนทำงาน ได้มีการวิจัยพบว่าพนักงานส่วนใหญ่ ยังรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขในการทำงาน แต่เมื่อเทียบระหว่างความสุขในการทำงานกับความสุขนอกที่ทำงาน พบว่าความสุขนอกที่ทำงานมากกว่าในที่ทำงาน แต่ที่มากกว่านั้น พบว่าวันนี้พนักงานส่วนใหญ่รู้สึกว่า ตนเองมีความสุขที่ยังมีงานทำ มีความก้าวหน้าในการทำงาน มีเพื่อนร่วมงาน และมีหัวหน้างาน มากกว่าความสุขที่ได้ทำงานในองค์กรนี้ องค์กรทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น องค์กรมีธรรมาภิบาล และมีความรับผิดชอบต่อสังคม หมายความว่าวันนี้พนักงานหรือคนในองค์กรส่วนใหญ่ยัง "รักตนเองมากกว่าองค์กร"

     นี่คือความท้าทายอย่างยิ่งในการดำเนินการสร้างองค์กรแห่งความสุขจากพื้นฐาน ของคนมีความสุข ทำอย่างไรให้คนรักองค์กร เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและมุ่งมั่นไปกับองค์กร เพราะองค์กรเปรียบเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของทุกคน องค์กรถึงจะเป็นองค์กรแห่งความสุขอย่างแท้จริง

การสร้างความเป็นเลิศให้องค์กร

   องค์กรแห่งความเป็นเลิศ ของ Lawrence M. Miller จากบัญญัติ 8 ประการ มีอยู่ 3 ประการ ที่สำคัญ คือ

  1. คุณต้องมีความเชื่อใจในการทำงานร่วมกัน (Happy)
  2. คุณต้องมีความรู้ใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกัน (Creativity)
  3. คุณต้องมีกระบวนการทำงานเป็นทีมร่วมกัน (Teamwork)

องค์กรแห่งความเป็นเลิศเป็นการสร้างองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ของการดำเนินธุรกิจขององค์กร แต่การจะเป็นเลิศที่แท้จริงได้ล้วนมาจากคนที่ร่วมกันเป็นทีมมุ่งมั่นร่วมกัน เป็นทีมที่มีความสุขและมีการพลังในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้คือหัวใจขององค์กรแห่งความสุข

 Happy workplace = Teamwork + Happy + Creativity

     เพื่อสร้างองค์กรแห่งความสุข จึงต้องมีระบบการจัดการคนเพื่อให้เกิดทีมในฝัน (Dream Team) คือทีมที่มี คนทำงานด้วยความสุขมีความมุ่งมั่น สวยงามเป็นระเบียบ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความก้าวหน้าและพัฒนาขององค์กรอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่องค์กรแห่งความสุขอย่างแท้จริง ซึ่งประกอบด้วยบัญญัติสามประการ คือ

  1. เป็นองค์กรที่มีการทำงานเป็นระบบทีม (Teamwork)
  2. เป็นองค์กรที่มีความสุขในการทำงานร่วมกัน (Happy 8)
  3. เป็นองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการอยู่ร่วมกันและมีการพัฒนาร่วมกัน (Creativity)

 คนสำคัญ จุดเริ่มต้นขององค์กรแห่งความสุข

       จุดเริ่มต้นขององค์กรแห่งความสุข คือการเพิ่มคุณค่าของคนให้เป็นคนสำคัญ เมื่อคนมีคุณค่ามากขึ้นเป็นคนสำคัญขององค์การ การพัฒนาคนจึงต้องสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร กระบวนการทั้งหมดเราเรียกว่า กระบวนการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในองค์กร สิ่งแรกที่องค์กรต้องทำคือต้องปรับทัศนคติ เปลี่ยนมุมมองต่อคนขององค์กร เพื่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ ในการอยู่ร่วมกัน และการพัฒนาองค์กร ให้มีความสุขจากการมาทำงาน

       โดยการสร้างกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานที่เหมาะสมกับรูปแบบการดำเนิน ธุรกิจของแต่ละองค์กร เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการอยู่ร่วมกันของคนในองค์กร นำไปสู่การเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ทำให้องค์กรมีความสามารถพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรของตนเอง เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีความยั่งยืน เป็นองค์กรที่มีการเติบโตอย่างเนื่อง เป็นองค์กรแห่งความสุขที่แท้จริง

 Happy workplace องค์กรแห่งความสุข

       Happy workplace หรือองค์กรแห่งความสุข ก็คือกระบวนการพัฒนาคนในองค์กรอย่างมีเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร เพื่อให้องค์กรมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง นำพาองค์กรไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

องค์กรแห่งความสุข “คนทำงานมีความสุข ที่ทำงานน่าอยู่ ชุมชนสมานฉันท์"

 Happy People - Happy home -Happy  teamwork

       คนทำงานมีความสุข  Happy people คือ ต้องรู้ว่าคนเป็นบุคลากรที่สำคัญขององค์กร มีความเป็นมืออาชีพ มีความเป็นอยู่ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีศีลธรรมอันดีงาม และเอื้ออาทรต่อตนเองและสังคม คนทำงานมีความสุข เพราะมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี มีความมั่นคงในชีวิต ด้านการงาน เศรษฐกิจ และสังคม และนำไปสุ่ความสุขในการทำงาน

      ที่ทำงานน่าอยู่ Happy Home (House+Human(คน)+ Happy(ความสุข) = Home) ก็ต้องทำให้ที่ทำงานเป็นเหมือนบ้านหลังสองของพนักงาน ปัญหาความขัดแย้งเรื่องงานลดลง มีความรักและสามัคคีในองค์กร

      ชุมชนสมานฉันท์ Happy Team work ต้องมีความสามัคคีในการทำงานเป็นทีม ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และเอื้ออาทรกับสังคมรอบข้าง

 สร้างกุญแจเปิดประตูสู่องค์กรแห่งความสุข

      แต่ละองค์กรต้องสร้างลูกกุญแจในแบบฉบับของตนเอง เพื่อที่จะเปิดประตูสู่องค์กรแห่งความสุขในแบบที่ปรารถนา สิ่งที่จะต้องรู้และเข้าใจก่อนสร้างจะกุญแจดอกนี้ก็คือ ต้องรู้ว่าองค์กรคืออะไร คนคืออะไรทรัพยากรมนุษย์ และวัฒนธรรมองค์หมายความว่าอย่างไร เมื่อรู้และเข้าใจแล้วก็จะง่ายต่อการนำมาปรับใช้สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่ง ความสุขอย่างที่ต้องการต่อไป

 องค์กรคือ Teamwork

      ราชบัณฑิตสถานกล่าวไว้ว่า องค์กรคือศูนย์รวมบุคคลให้เป็นหน่วยงานเดียวกัน เพื่อดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ดังนั้นความหมายขององค์กรก็หมายถึง Teamwork นั่นเอง เพราะฉะนั้นองค์กรต้องการการทำงานที่เป็น team และก็ work คือได้ทำงานตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ความจริงคนในองค์กรเหมือนลงเรือลำเดียวกันเป็นหมู่คณะกัน ต้องอยู่ร่วมกันแบบไม่ไร้ชีวิตไร้จิตวิญญาณ ต้องมี Teamwork ในการทำงานร่วมกันอยู่ร่วมกันเป็นพวกเดียวกัน

องค์กรมีชีวิต

      องค์กรเปรียบเหมือนสิ่งที่ชีวิต องค์กรมีชีวิต เพราะว่าองค์กรก็เหมือนกับร่างกาย หน่วยงานก็เหมือนอวัยวะ คนก็เท่ากับเซลล์ เมื่อมารวมกันจึงกลายเป็นองค์กร ก็เพราะมีคน เมื่อองค์กรในอนาคต คือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่ไม่สิ้นสุด

 องค์กรต้องจัดการความเปลี่ยนแปลงได้ (Change management)

            องค์กรต้องจัดการความเปลี่ยนแปลงได้ (Change management) ต้องเข้าใจความรู้สึกของคนในองค์กร เมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงคือปรากฏการณ์ห้องมืด (Dark room) คนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกกลัวกับความกล้าในการเปลี่ยนแปลง องค์กรต้องสร้างความกล้าต่อการเปลี่ยนแปลงให้กับคนในองค์กร ด้วยการสื่อสารให้ความรู้เพื่อคลายความวิตกกังวลกับการเปลี่ยนแปลง

 = ต้องเปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้าด้วยความรู้=

       กระบวนการคิดของการพัฒนาองค์กรต้อง “คิดก่อนทำ อย่าทำตามโดยไม่คิด”  ไม่ใช่ว่าเห็นองค์กรอื่นเขาเปลี่ยนแปลงด้วยวิธี ทำอย่างนี้ก็ทำตาม โดยที่ไม่รู้ว่า หลักคิด หลักการจริง คืออะไร ทำได้แต่ลอกเลียนแบบ สุดท้ายก็ไม่สามารถเอาไปใช้จริง กระบวนการคิดที่ถูกต้องในการเปลี่ยนแปลง เมื่อเห็นใครทำอะไรดี ต้องคิดตามว่าทำได้หรือไม่ ต้องมีความรู้ในการคิดต่อคิดต่าง แล้วสุดท้ายก็นำไปสู่การลงมือทำที่เป็นแบบฉบับของเราเอง อันนี้เป็นการคิดแบบสร้างสร้างสรรค์ Creative

       กระบวนการจัดการความเปลี่ยนแปลง (Change Management) ขององค์กร ต้องเปลี่ยนแปลงได้ทั้งทีม อันดับแรกต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นเป้าหมายที่ไปได้ทั้งทีม เกิดทีมที่สามารถปีนป่ายสู่จุดหมายร่วมกัน เป็นทีมที่มีความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายร่วมกัน เป็นทีมที่ช่วยเหลือเชื่อใจกัน เป็นทีมที่พร้อมข้ามผ่านความท้าทายร่วมกัน และเป็นทีมที่มีความพร้อมเผชิญความเปลี่ยนแปลงในความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ทั้งหมดนี้ถ้าไม่สามารถจัดการความเปลี่ยนแปลงได้ องค์กรหรือทีมต้องประสบกับความพ่ายแพ้ในการเปลี่ยนแปลงเสมอ

       John P. Koffler กล่าวถึง หัวใจของการเปลี่ยนแปลง “Heart of change” ต้องทำให้ทุกคนในทีมเห็นเหมือนๆ กัน รู้สึกเหมือนๆ กัน จึงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งทีมได้

       นอกจากที่กล่าวแล้วองค์กรต้องสามารถ สร้างคนที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับวิสัยทัศน์

       “Vision” องค์กร เข้าใจในเป้าหมายขององค์กร ปัญหาวันนี้ผู้นำขององค์กรมีวิสัยทัศน์ ผู้บริหารขององค์กรเห็นภาพขององค์กรในอนาคน แต่ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ในองค์กรยังไม่สามารถจะตามความคิดของผู้นำได้ ไม่สามารถเห็นภาพเดียวกัน ผู้นำได้ เพราะเพราะฉะนั้น สิ่งวันนี้องค์กรต้องทำคือ เมื่อเราใส่ใจสิ่งที่เรียกว่า “คน” เราต้องสามารถสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างความคิดของผู้นำ กับผู้ตามให้สามารถเป็นเส้นทางเดียวกัน เห็นภาพเดียวกัน และมุ่งหวังเหมือนกันได้เพราะฉะนั้นเมื่อมีความชัดเจนในวิธีการที่จะทำ ก็เหมือนการสร้างสะพาน เมื่อทุกคนมีสะพานเดินร่วมกัน ก็สามารถเดินข้ามสะพานนี้ไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการต่อได้ และเราต้องเตรียมคนที่มีทักษะที่เชี่ยวชาญมีความพร้อม เป็นคนที่มีความเข้าใจ และมองเห็นเป้าหมายร่วมกับการเติบโตขององค์กรได้

 องค์กรต้อง คน คน

     ราชบัณฑิตยสถาน กล่าวไว้ว่า “คน” นามแปลว่า มนุษย์แต่กริยา “คน” แปลว่า กริยาที่เอามือหรือสิ่งอื่นกวน เพื่อทำสิ่งที่นอนก้นหรือที่เกาะกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน ให้กระจายขยายตัวหรือกวนสิ่งต่างๆ ให้เข้ากัน ดังนั้นองค์กรต้องการสร้าง Teamwork ก็คือต้องรู้จักการ คน คน คือ การกวนคน หรือกวนมนุษย์ในองค์กรให้เข้ากัน ให้เกิดการทำงานเป็น Teamwork

     ทีมที่ไม่ใช่มีเพียงองค์ประกอบครบ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เราต้องการทีมที่สมบูรณ์ และสามารถทำงานตามวัตถุประสงค์ตามวิสัยทัศน์หรือเป้าหมาย ที่ทีมต้องการได้

     คนมีความสุข ก็จะย่อมนำไปสู่องค์กรแห่งความสุข แต่มนุษย์เรามีความหลากหลายของอารมณ์ หลากหลายของความคิด และมีหลากหลายของบทบาทในสังคม องค์กรต้องเรียนรู้คนในองค์กร

ปรากฎการณ์ภูเขาน้ำแข็ง สามมุมมองที่ต่างกันในองค์กร

     คนมีอารมณ์ ความรู้สึก บทบาทหน้าที่ ที่แตกต่างกัน มักทำให้เกิดปรากฎการณ์ภูเขาน้ำแข็งขึ้นมาในองค์กร หมายความว่า ในองค์กรจะมีคนที่มองเห็นปัญหาหรือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแจกจ่างกัน เหมือนภูเขาน้ำแข็ง บางคนก็เห็นแค่ปลายยอด บางคนก็เห็นครึ่งหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งส่วนที่อยู่เหลือน้ำ หรือบางคนเห็นภูเขาน้ำแข็งทั้งส่วนที่อยู่เหนือน้ำ แล้วก็ได้น้ำที่ลอยอยู่ในทะเล

     มุมมองของพนักงานเห็นว่าปัญหานี้ เป็นปัญหาที่เล็กเห็นเป็นแค่ ยอดภูเขาน้ำแข็งแต่พอระดับ ผู้จัดการ จะเห็นว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นหรือผู้บริหารบอกว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่มากๆ สำหรับองค์กร

     ปรากฏการณ์ภูเขาน้ำแข็งเกิดจาก สามมุมมอง ที่เกิดขึ้นในองค์กร มุมมองของพนักงาน มุมมองของผู้จัดการ มุมมองของผู้บริหารที่แตกต่างกัน จะทำอย่างไรให้สามมุมมองเหล่านี้ เห็นภาพเดียวกัน และมีความรู้สึก และพร้อมจะรับความเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้ จากการมองต่างมุม ผลที่เกิดขึ้นกับคนในองค์กร ก็คือ ถ้าเราไม่มีการจัดการแก้ไขตรงนี้ ก็จะเริ่มมีความรู้สึกโดดเดี่ยว หลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือพนักงาน ล้วนแต่รอความหวัง และอยู่กันแบบไม่มีความสุข สุดท้ายก็เกิดความขัดแย้งขึ้นในองค์กร เพราะทุกคนต่างหวังว่าคนอีกคนจะเข้าใจในสิ่งที่ตนเองคิด

     วันนี้ทุกคนในองค์กรปรารถนาเป็นเหมือนนาข้าวที่มีต้นกล้าที่เรียงรายเป็นที่ สวยงาม สามารถคาดหวังผลลัพธ์ของนาข้าวนี้กลายเป็นทุ่งนาที่มีรวงข้าวสีทอง

     แต่ความจริงสภาพในการทำงานวันนี้ การมาทำงานแบบหลายชีวิต แค่รู้จักกันคือมาทำงานไปวันๆ ไม่สนใจใคร เมื่องานหนักและเสี่ยงมากขึ้น ก็เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น คาดหวังความช่วยเหลือจากใครก็ช่วยอะไรไม่ได้ความรู้สึกเริ่มอ้างว้าง คนเราเมื่อโดเดี่ยว อ้างว้าง เพราะไม่สามารถพึ่งพาใครในองค์กรได้ ก็เริ่มเกิดกระบวนการป้องกันตนเองหรือการเกิดความรู้สึกตั้งป้อมเผชิญหน้า และทุกคนพยายามจะบอกคนอื่นว่าตนเองใหญ่ ตนเองมีความสามารถ อย่ามาข่มเหงกันนะ ก็คือเริ่มเข้าสู่กระบวนการใหญ่เจอใหญ่ สุดท้ายก็นำไปสู่ความขัดแย้งในองค์กร ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ในทุกองค์กรที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการ บริหารความรู้สึกของการทำงานร่วมกันในองค์กร เพราะไม่เห็นความสำคัญของคน

 คนในองค์กรคือใครและสำคัญแค่ไหน

     มนุษย์เรามีความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุด การใช้ ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ จะช่วยในการบริหารความต้องการของคนในองค์กรและมีวิธีการสร้างความพึงพอใจที่ เหมาะสมกับคนขององค์กร การนำแนวคิดไปใช้กับคนในองค์กรต้องเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อความคาดหวังของคน คือเพศ วัย สถานะทางสังคม สถานะครอบครัว ระดับการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ความคาดหวังของคนแตกต่างกันไป องค์กรต้องสามารถจัดแบ่งกลุ่มคนในองค์กรเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการความ ต้องการที่แตกต่างสนองตอบความต้องการที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่มนำไปสู่ความสุข ในการทำงานและอยู่ร่วมกันองค์กร

 ทรัพยากรมนุษย์ มีคุณค่าและมีเกียรติภูมิ

    “ทรัพยากรมนุษย์ คือ ทรัพยากรที่มีค่าที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ นับว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีเกียรติภูมิ ทรัพยากรที่ว่านั้นก็ ได้แก่ ความรู้ ความสามารถ ความคิดต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ มนุษย์แต่ละคนจะมีทรัพยากรดังกล่าว และบางคนมีน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์จะนำทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์และมีคุณภาพ”

     การบริหารองค์กร คือการบริหารคน คนเป็นทุนที่สำคัญ องค์กรต้องจัดสรรและเพิ่มพูนมูลค่าของทุนมนุษย์ในองค์กร ประโยคเหล่านี้คือความจริง เป็นความจริงที่องค์กรต้องตระหนักและเข้าใจในคุณค่าของคนเชื่อในความสามารถ ของคน เชื่อว่าคนพัฒนาได้ สร้างได้ ความท้าทายคือหาวิธีที่เหมาะสมจะหล่อหลอมคนอย่างที่องค์กรปรารถนาสอดคล้อง กับความเจริญเติบโตขององค์กร

     ดังนั้นองค์กรที่สามารถสร้างความผูกพันจนทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองมีคุณ ค่าต่อองค์กร คือ “การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทางอ้อมให้กับองค์กรนำไปสู่ประสิทธิภาพการผลิต ที่ดีขึ้น”

 งาน HR วันนี้ต้องมุ่งทำให้คนมีความสุขในการทำงานร่วมกัน

     การจัดการทรัพยากรมนุษย์ไม่จำกัดแต่เรื่องการคัดคน การจัดคนต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ “Human Relationship to Happy Relationship” คือ มุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของคนในองค์กรนำไปสู่การอยู่ร่วมกันทำงานร่วมกัน อย่างมีความสุข งานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงต้องใช้ความคิดสร้างสวรรค์ในการทำงานมากขึ้น นำไปสู่ทุกคนต้องมี “HR Mind” คือมีความตระหนักและสามารถในการบริหารจัดการคนได้

 “สมดุลของชีวิต” จุดเปลี่ยนสู่องค์กรแห่งความสุข

      การจัดการทรัพยากรมนุษย์ต้องสามารถทำให้คนในองค์กรเข้าใจคำว่า “สมดุลของชีวิต” เพราะมนุษย์ไม่ได้เก่งอย่างเดียว แล้วจะสามารถทำงานได้ดี จะต้องมี “Work Skill” คือทักษะการทำงานที่ดี และจะต้องมี “Life skill” คือ ทักษะการใช้ชีวิตที่ดี ควบคู่กันไป พูดง่ายๆ คือมี IQ และ EQ สมดุลกัน ทำให้สามารถบริหารความสามารถในการทำงานและการชีชีวิตของตนเองได้อย่างเต็ม ที่ ดังนั้นองค์กรต้องเพิ่มคุณค่าของคนให้เกิดความสามัคคีทำงานเป็นทีม มุ่งให้เกิดความสุขในการอยู่ร่วมกัน มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานร่วมกัน เป็นองค์กรที่มีการทำงานเป็นระบบทีม (Teamwork) เป็นองค์กรที่มีความสุขในการทำงานร่วมกัน (Happy B) และเป็นองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการอยู่ร่วมกัน และมีการพัฒนาร่วมกัน (Creativity)

 วัฒนธรรมองค์กร วิถีแห่งองค์กร

      วัฒนธรรม คือ สิ่งที่สร้างความเจริญให้กับหมู่คณะ วิถีชีวิตของหมู่คณะ องค์กรทุกแห่งจะต้องมีวัฒนธรรมหรือวิถีที่เหมาะสมกับตนเอง โดยต้องมีกระบวนการหล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมหรือวิถีที่เหมาะสมกับตนเอง โดยต้องมีกระบวนการหล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรสามขั้นตอน คือ

      ขั้นที่ 1 การมีตัวตน องค์กรต้องมีสิ่งที่บ่งบอกว่าการคิด การกระทำ การอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้คือตัวตนขององค์กรเรา

      ขั้นที่ 2 ความเชื่อมั่น องค์กรต้องสร้างความเชื่อมั่นในตัวตนขององค์กรเพื่อให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า อย่างนี้ดี เหมาะกับองค์กรเรา สามารถปฏิบัติในสิ่งที่องค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงได้ทำแล้วดี

      ขั้นตอนที่สาม ความศรัทธา องค์กรที่ผ่านสองขั้นในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรจะเกิดการกระทำซ้ำๆ โดยไม่มีคำถาม เพราะทุกคนรู้แล้วเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่องค์กรเป็นนั้นดีที่สุดสำหรับองค์กร แล้ว

      เมื่อองค์กรใดมีความศรัทธาในการอยู่รวมกัน มีความศรัทธาในการกระทำร่วมกันเกิดเป็นรูปแบบของตนเองที่ผ่านการหล่อหลอม สร้างสรรค์กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรของตนเอง

 “แล้ววันนี้คุณมีวัฒนธรรมขององค์กรแล้วหรือยัง”

      ถ้าพฤติกรรมคนในองค์กรอยู่แบบเก่า หรืออยู่แบบหนักใจไปวันๆ และไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น องค์กรคงไม่สามารถอยู่รอดได้ เพราะไม่สามารถต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงได้ องค์กรจึงต้องมีวัฒนธรรมขององค์กรและต้องเป็นรูปแบบของตนเองอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ และต้องให้ความสำคัญกับมนุษย์ในองค์กรมากขึ้น ดังนั้นองค์กรต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมให้ดีขึ้น หรือต้องสร้างวัฒนธรรมเพื่อให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจขององค์กร ในการบริหารจัดการคนนั้น สิ่งสำคัญต้องมี ศิลปะในการจัดการที่ดี จะต้องรู้ว่าจะสร้างอะไรและจะสื่อออกไปในองค์กรได้อย่างไร ทำให้คนในองค์กรเห็นภาพเดียวกันมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายเดียวกัน องค์กรแห่งความสุข ต้องมีศิลปะในการปั้นแต่ง และจัดแต่งคนอย่างที่องค์กรต้องการได้ สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรของตนเอง

 วัฒนธรรมองค์กรแห่งความสุข

      การให้ความสำคัญกับคน มีนโยบายและกิจกรรมสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม ให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่แท้จริง นำไปสู่องค์กรแห่งความสุขจากพื้นฐานให้ .”คนเป็นคนสำคัญ” และมีขบวนการหรือรูปแบบที่เหมาะสมกับองค์กรของตนเอง ให้เกิดการทำงานเป็นทีมและมีความสุขในการทำงาน ให้คิดถึงองค์กรและส่วนรวม เกิดเป็น Teamwork, Happy และ Creativity

 บทบาทหน้าที่ของคนในองค์กรกับการสร้างองค์กรแห่งความสุข

      ผู้บริหารจะต้องรับรู้ เข้าใจ และสนับสนุน

      หัวหน้างานขึ้นไปต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติได้ พนักงานจะต้องรับรู้ เข้าใจ ในการเปลี่ยนแปลงขององค์กรและ มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

      เมื่อเป็นผู้นำของทีมแล้วทุกคนจะต้องมี “HR Mind” คือ มีความรู้ความเข้าใจพร้อมที่จะบริหารจัดการคนในทีม ดูแลคนในทีมได้ และบริหารตนเองได้ โดยองค์กรต้องสร้างรูปแบบผู้นำให้เหมาะสมสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร เพื่อสร้างความยั่งยืนของการพัฒนาคนในองค์กรนำไปสู่องค์กรเข้มแข็ง และมีความสุขอย่าแท้จริง สร้างสายใยของวัฒนธรรมขององค์กรและสร้างจุดเชื่อมต่อวัฒนธรรมทีมีความสุข ให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความสุข

      ดังนั้นกิจกรรมต่างๆ ที่องค์กรทำอยู่ก็เพื่อสร้างความสุขให้กับทุกคนในองค์กร และจะกลายเป็นองค์กรที่มีความสุขอย่างแท้จริง โดยสร้างความเป็นหนึ่ง การรวมกันให้เป็นทีมเดียวกัน จะทำให้เกิด Team work และเป็น Team work ที่มีความสุข และมีความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้เกิดองค์กรพัฒนาและยั่งยืน

      ประโยชน์การสร้างองค์กรแห่งความสุข เพื่อเพิ่มค่าของทุนมนุษย์ในองค์กรพัฒนาขึ้น (Human capital) ความสุขความเชื่อใจในการทำงานร่วมกัน (High trust) การทำงานด้วยระบบทีม (Team-flow-based organization) มีความคิดนวัตกรรมใหม่ (Innovation) มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น (Productivity) เป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น (Social responsibility) ได้รับผลประโยชน์และกำไรตามเป้าหมาย (Profit Requirement)

 บทสรุป

      Happy Workplace คือกระบวนการพัฒนาคนในองค์กรอย่าง มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร เพื่อให้องค์กรมีความสามารถและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง นำพาองค์กรไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

 ที่มา

“มาสร้างองค์กรแห่งความสุขกัยเถอะ” แผนงานสุขภาวะองค์กรภาคเอกชน. มีนาคม 2552

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 30 เมษายน 2555 18:32 แก้ไข: 30 เมษายน 2555 18:33 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา, Ico24 หัวกรวด, และ Ico24 โอ๋-อโณ.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.204.194.190
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ