นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

ServiceMan
Ico64
Sathaya Bunratchoo
Engineer
Scientific Equipment Center, PSU
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 3 · ผู้ติดตาม: 2

อ่าน: 3114
ความเห็น: 0

การทายโจ๊ก เมืองชลบุรี

การทายโจ๊ก เมืองชลบุรี ไม่ใช่การทำโจ๊กนะครับ

    ท่านอ่านไม่ผิดหรอกครับ การทายโจ๊ก เมืองชลบุรี ไม่ได้เขียนผิดจากการทานโจ๊ก เมืองชลบุรี แต่ประการใด

    พอดีวันก่อนอ่านหนังสือต่วยตูนเล่มเก่า เก่าพอสมควรประมาณปี '35 ได้มั้งพูดถึง การทายโจ๊ก เมืองชลบุรี จึงลองค้นหาในเน็ตดูว่ามีใครเคยเขียนไว้บ้างหรือไม่ ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจขอนำมาเล่าต่อโดยไม่ต้องเขียนซ้ำนะครับ

   ลองคิดตามและร่วมทายปริศนาก่อนเหลือบไปมองเฉลยจะสนุกมากครับ

     โจ๊กเมืองชล  คือ  การเขียนปริศนาเป็นคำประพันธ์ตามที่ตนเองถนัดขึ้นมาให้ผู้สนใจได้ทายกันอย่างสนุกสนาน  ไม่ว่าคำประพันธ์ชนิดนั้นจะเป็น  โคลง  ฉันท์  กาพย์  หรือกลอน  ก็ได้  จากการเล่นกันในวัดเพราะพระภิกษุสามเณรไปรับการถ่ายทอดมาจากกรุงเทพมหานครเมื่อครั้งไปเรียนพระปริยัติธรรมในสมัย  รัชกาลที่  5  แล้วจึงถ่ายทอดโดยครูอาจารย์เข้าไปในโรงเรียนในสมัยรัชกาลที่  6  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เดิมทีเดียวมิได้มีรูปแบบอย่างที่เห็นเล่นกันอยู่อย่างทุกวันนี้  ดังจะได้เล่าให้ฟังจากการค้นคว้าต่อไป    โจ๊กเมืองชล  เริ่มต้นที่อำเภอเมืองบางปลาสร้อยเป็นที่สนใจของชาวพนัสนิคมไม่แพ้ชาวบ้านบึงและชาวพานทองที่อำเภออื่น ๆ ถ่ายทอดกันไปอย่างไร  ไม่อาจจะทราบได้  แต่ที่อำเภอพนัสนิคมได้รับการถ่ายทอดไปจากพระมหาชอบ  (พระพิมลธรรม  ราชบัณฑิต-อนุจารีเถระ-อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ปัจจุบัน  มรณภาพไปหลายปีแล้ว)  เนื่องจากท่านไปศึกษาพระปริยัติธรรมจากวัดมหาธาตุ  บางเขต  และมาจำพรรษาอยู่ที่อำเภอเมืองชลบุรี  จึงนำเอาการเล่นทายโจ๊กมาถ่ายทอดให้พี่ชายที่เป็นเจ้าของโรงเรียนราษฎร์ที่พนัสนิคมพร้อม ๆ กับชาวพนัสนิคมคนอื่น ๆ  ก็ไปบวชเรียนในตัวเมืองอีกหลายคน  จึงนำมาเผยแพร่ในวัดไปพร้อม ๆ กัน  เฉพาะอย่างยิ่งในงานสวดศพบนศาลาการเปรียญ  ทำให้มีเพื่อนฝูงญาติพี่น้องมาช่วยอยู่เป็นเพื่อนศพมากขึ้น  คนที่นำโจ๊กไปออกให้ทายกันนั้นมีทั้งพระและฆราวาส  แต่ส่วนมากเป็นพระ  เพราะเป็นผู้ไปรับรูปแบบโดยตรงมาจากที่อื่น                 โจ๊กเมืองชล  ได้รับการพัฒนามาจาก  “โคลงทาย”  สมัยรัชกาลที่  5  ก่อน  ต่อมาถึงปลายรัชสมัยนี้เองได้มีผู้นำเอา  “ผะหมี”  ซึ่งเป็นการทายปริศนาของจีน  มาเผยแพร่ที่ย่านสำเพ็งในเขตกรุงเทพมหานคร  จึงมีการเอาอย่างโดยการดัดแปลงมาเป็นภาษาไทยใช้คำประพันธ์ไทย  และ เป็นที่สนพระทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระ อิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธมกุฏราชกุมารเป็น อย่างยิ่ง  ดังพระราชนิพนธ์เรื่องหนึ่งมีชื่อว่า  “พระราชนิพนธ์ปริศนา  คำโคลงและความเรียง”  ของท่านซึ่งทางราชการได้นำมาพิมพ์ใหม่ในการบำเพ็ญพระราชกุศลในวโรกาสคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ครบ  35  ปี  เมื่อวันที่  26  พฤศจิกายน  2503  เป็นต้นในคำนำหนังสือเล่มนี้เองได้มีการบันทึกประวัติการเล่นผะหมีไว้ด้วยว่า                 “ในการที่โปรดเกล้าฯ  ให้มีการเล่นที่เรียกว่า  ผะหมี  ดังกล่าวแล้วนั้น  ได้ทรงแต่งร้านแบบจีนเป็นห้องโถงมีช่องผู้ตอบแก้ปริศนาเขียนบนกระดาษสีต่าง ๆ  ติดไว้ตามฝาผนัง  ผู้ใดคิดได้ก็ปลดแผ่นปริศนาไปตอบ  ผู้ตอบต้องเสียเงิน  1  บาท  ก่อนแล้วจึงตอบ  เมื่อตอบแล้วก็มีอาณัติสัญญาณดังขึ้นในห้อง  ถ้าอาณัติสัญญาณนั้นเป็นเสียงกลอง  ก็แปลว่า  ทายถูกแล้ว  ก็มีรางวัลเป็นสิ่งของต่าง ๆ  มาให้ตอบแทน  ผู้ตอบถูกรับของพร้อมด้วยส่งใบปริศนาคืนถ้ามีเสียงดังแก๊ก  ก็เป็นที่เข้าใจว่าคำตอบนั้นผิด  ผู้ตอบต้องนำปริศนาไปติดไว้ยังที่เดิม”                 ด้วยเหตุนี้เอง  ผะหมี  จึงเผยแพร่ออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ  ที่มีหลักฐานปรากฏ  ได้แก่  นครปฐม  ราชบุรี  เพชรบุรี  กาญจนบุรี  สุพรรณบุรี  ประจวบคีรีขันธ์  สมุทรปราการ  สมุทรสาคร  สมุทรสงคราม  นครสวรรค์  ลพบุรี  พระนครศรีอยุธยา  เชียงใหม่  และจังหวัดภาคตะวันออกรวมทั้งชลบุรีด้วยรวมแล้วไม่น้อยกว่า  20  จังหวัด                ผะหมี  ได้เข้าสู่จังหวัดชลบุรีอย่างจริงจังก่อน  พ.ศ.2458  แต่คนเมืองชลบุรี  ไม่เรียกว่า  ผะหมี  อย่างในหนังสือพระราชนิพนธ์  แต่จะเรียกว่าปริศนากวีบ้าง  ปริศนาคำทายบ้าง  ปริศนาคำประพันธ์บ้าง  ครั้นถึงสมัยพระครูวุฒิกรโกศล  เจ้าอาวาสวัดกำแพง  ซึ่งตั้งอยู่ใกล้วัดเครือวัลย์และวัดนอก  ได้พัฒนารูปแบบให้ชาวบ้านได้สนุกสนานกับการเล่นทายปริศนานี้กันมากถึงกับมีชาวบ้านใจบุญมาช่วยปลดแผ่นปริศนาให้ท่านเจ้าอาวาส  อยู่มาครั้งหนึ่งคนช่วยปลดแผ่นปริศนานี้อารมณ์ดีแต่งกายเป็นตัวตลกด้วยเสื้อผ้าของหุ่นไล่กาบ้าง  ด้วยการเขียนหน้าด้วยแป้งขาวให้เป็นตัวตลกบ้าง  นอกจากนี้ยังมีกิริยาท่าทางน่าขำด้วยวาจาและการหยอกล้ออีกต่างหาก  ประกอบกับสมัยรัชกาลที่  6  นี้  ภาษาอังกฤษกำลังเฟื่องในเมืองไทย  จึงชอบนำมาใช้พูดกันด้วยตัวตลกก็ตรงกับคำว่า  Joke  ทำให้คนที่ไปทายปริศนากวีเปลี่ยนการเรียกใหม่ว่า  “ไปทายปริศนา  ที่มีตัวโจ๊กกันเถอะ”   ต่อมาได้มีการพูดและเรียกให้สั้นเข้า ๆ จึงเป็น  “ไปทายโจ๊ก กันดีกว่า”  คำว่าโจ๊กเมืองชล  จึงใช้กันมาทุกวันนี้                โจ๊กเมืองชลกว่าจะเป็นระบบระเบียบอย่างทุกวันนี้ได้ก็ต้องระดมสมองและเก็บประสบการณ์มากกว่า  20  ปี  ทั้งนี้ก็ต้องถือว่าเป็นความเอาใจใส่ของคณะกรรมการบริหารชมรมโจ๊กปริศนาพนัสนิคมทุกคนที่เกิดขึ้นได้ในวันที่  26  มิถุนายน  2514  มีนายบุญสังข์  อังคะนาวิน  นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองพนัสนิคมเป็นประธานชมรมฯ  คนแรก  คนที่  2  คือ  พระมหาเสมอ  โอภาโส  เจ้าอาวาสวัดพลับ  ปัจจุบันนายสมดุล  ทำเนาว์  ข้าราชการบำนาญ  เป็นประธานชมรมฯ                  โจ๊กเมืองชลโดยคนพนัสฯ  ได้กำหนดรูปแบบให้ผลิตง่าย  เล่นง่าย  ได้ประโยชน์ทั้งชีวิตประจำวันและในการเล่าเรียนในสถานศึกษาอีกต่างหาก  รูปแบบนี้เป็นที่ยอมรับของสังคมนักเล่นทายปริศนามาตั้งแต่เริ่มตั้งชมรมฯ  ในปีพ.ศ.2514  แล้ว  คือ  โจ๊ก  10  แบบ  14  อย่าง  ผู้ผลิตโจ๊กปริศนาออกมาให้คนอื่นทาย  เรียกว่า  “นายโจ๊ก”  ทำหน้าที่ควบคุมการเล่นตลอดเวลา  สามารถจำคำตอบได้ทุกแผ่นโดยไม่ต้องเปิดดูบัญชีคำตอบที่บันทึกไว้เลย

                  โจ๊ก  10  แบบ  นี้เป็นหลักในการจัดชุดคำตอบที่เรียกว่า  “ธงโจ๊ก”  หากผู้เล่นทายผิดรูปแบบนายโจ๊กจะบอกสั้น ๆ ว่า “ผิดธง”  ดังนั้น  ธงโจ๊ก  หรือคำเฉลย  จึงเป็นหลักในการแบ่งประเภทของโจ๊กเมืองชลมาตลอดไม่เคยใช้อย่างอื่นเป็นเครื่องแบ่งประเภทเลยเพราะเกรงว่าแนะนำหรือบอกใบ้มากไป  จะขัดขวางการพัฒนาทางเชาวน์ปัญญาไหวพริบของผู้ทาย
                1.  พ้องคำเดี่ยว  เป็นธงโจ๊กที่มีคำเฉลยเป็นคำเดียวพยางค์เดียวเหมือนกันทั้งชุด  มี  3  อย่างด้วยกัน
                 1.1  พ้องพยัญชนะต้น  คำเฉลยเป็นพยัญชนะตัวเดียวกันต่างกันเพราะสระหรือ  ตัวสะกดเท่านั้น  เช่นคำตอบ  4  บรรทัดว่า  กา - กู - เก - แก  เป็นต้น
                 1.2  พ้องสระ  คำเฉลยเป็นพยัญชนะใดก็ได้แต่ต้องเป็นสระเดียวกัน  เช่น  คำตอบ  4  บรรทัดว่า ขา - ผา - ฝา - หา  เป็นต้น
                 1.3  พ้องตัวสะกด  คำเฉลยเป็นตัวสะกดในหลักภาษาไทย  แม่เดียวกันทั้งชุด  เช่น  คำตอบใน  4  บรรทัดว่า  ปา - สาก - กาก - ถาก  เป็นต้น

โจ๊ก ๑๑๗

คำเฉลย

          ใช้ดูดใช้ถ่ายได้ทั้งนั้น

ใช้ดูดหันตะแคงแย่งเดินได้

ใช้นิ่วแหย่หยิกหยอกบอกร่ำไร

ใช้หมดไปนั่นหนาว่าไปเอย

กล้อง

กลิ้ง

แกล้ง

เกลี้ยง

            2.  พ้องคำหน้า  เป็นธงโจ๊กที่มีคำเฉลยที่มีพยางค์เท่ากันทั้งชุดตั้งแต่  2  พยางค์ขึ้นไปและคำหน้าเหมือนกันทุกคำตอบ  เช่น คำตอบใน  4  บรรทัดว่า  ตาแข็ง - ตาแข - ตาเขียว - ตาขาว  เป็นต้น

โจ๊ก ๑๖๖

คำเฉลย

          เป็นดนตรีมีไม้ใช้ประกอบ

เป็นเสาสอบปักเคียงเรียงเป็นแถว

เป็นอำเภอเจออยู่ใต้ให้เป็นแนว

เป็นจังหวัดเล็กแล้วฝนชุกดี

ระนาด

ระเนียด

ระโนด

ระนอง

            3.  พ้องคำหลัง  เป็นธงโจ๊กที่มีคำเฉลยที่มีพยางค์เท่ากันทั้งชุดตั้งแต่  2  พยางค์ขึ้นไปและคำสุดท้ายเหมือนกันทุกคำตอบ  เช่น  คำตอบใน  4  บรรทัดว่า  ในหลวง - ฝนหลวง - ทางหลวง - เงินหลวง  ฯลฯ

โจ๊ก ๒๓๗

คำเฉลย

      ปีใหม่     โชคดี      มีไหว้

กินได้           ไม้ผล      คนเห็น

วัดใหญ่         ในกรุง    ชัดเจน

มันเป็น          จังหวัด   บูรพา

ตรุษจีน

ส้มจีน

สามจีน

ปราจีน

            4.  พ้องคำกลาง  เป็นธงเจ๊กที่มีคำเฉลยที่มีพยางค์เท่ากันตั้งแต่  3  พยางค์ขึ้นไป  และคำกลางเหมือนกันทุกคำตอบ  เช่น  เขาสามมุข - งูสามเหลี่ยม - ช้างสามเศียร - ธงสามสี  เป็นต้น

โจ๊ก ๒๖๒

คำเฉลย

      เป็นปักษาร่ำไห้     โหยหวน

เป็นฝนหล่นฟ้าจวน     ท่วมท้น

เป็นมนุษย์จอมกวน     ทำแปลก

เป็นนงคราญมากล้น    ร่ำไห้หลายหน

นกพิราบ

พระพิรุณ

คนพิเรน

พร่ำพิไร

            5.  คำผัน  เป็นธงโจ๊กที่คำเฉลยมีพื้นฐานมาจากคำเดี่ยวเสียงยาว  บังคับด้วยไม้เอกไม้โทไม้ตรีและไม้จัตวา  เช่น  ปา - ป่า - ป้า - ป๊า - ป๋า  เป็นต้น

โจ๊ก ๒๙๔

คำเฉลย

          ใส่จดหมายใหญ่หรือเล็ก

ห้ามแต่เด็กเว้นผู้ใหญ่

เปล่งเสียงอำนวยชัย

พอทายได้รีบทบทวน

ซอง

ซ่อง

ซ้อง

ซอง-ซ่อง-ซ้อง

            6.  คำผวน  เป็นธงโจ๊กที่มีคำเฉลยที่มีจำนวนพยางค์เท่ากันตั้งแต่  2  คำขึ้นไป  ส่วนมากจะกำหนดคำแรกแต่ละบรรทัดไว้ให้มี  3  แบบ
                 6.1  ผวนแนวตั้ง  คือการรวมคำตอบตั้งแต่บรรทัดแรกมาถึงบรรทัดสุดท้ายแล้วผวนคำ
                 6.2  ผวนแนวนอน  คือการผวนคำที่กำหนดให้
                 6.3  ผวนกระทู้  คือเอาคำคมเป็นตัวตั้งแล้วตีความหมายตามคำคมนั้น

โจ๊ก ๓๕๑

คำเฉลย

      จี หนึ่งดาราผู้     เด่นไทย

จี สองคือชื่อไม้        ร่มครึ้ม

จี สามคือสัตว์ใด      ยกกล่าว

จี สี่เราปลาบปลื้ม    เท่าฟ้ารักไทย

                   จีรุณา - จารุณี

                   จีจุราม - จามจุรี

                   จีมราม - จามรี

                   จีจำเป้า - เจ้าจำปี

            7.  คำสุภาษิต  พังเพย  เป็นธงโจ๊กที่ไม่จำกัดพยางค์ก็ได้เพราะยึดถือ  คำตอบตามสุภาษิต  พังเพยที่เห็นอยู่ในสังคม  เช่น   คำตอบใน  4  บรรทัดเป็น  น้ำ - นิ่ง -ไหล - ลึก  เป็นต้น

โจ๊ก ๓๕๑

คำเฉลย

      จี หนึ่งดาราผู้     เด่นไทย

จี สองคือชื่อไม้        ร่มครึ้ม

จี สามคือสัตว์ใด      ยกกล่าว

จี สี่เราปลาบปลื้ม    เท่าฟ้ารักไทย

                   จีรุณา - จารุณี

                   จีจุราม - จามจุรี

                   จีมราม - จามรี

                   จีจำเป้า - เจ้าจำปี

8.  คำพันหลักแบบลูกโซ่  เป็นธงโจ๊กที่บังคับจำนวนพยางค์ให้เท่ากันทุกบรรทัด  ตั้งแต่  2  คำหรือ  2  พยางค์ขึ้นไป  เอาคำสุดท้ายของคำตอบแรกมาเป็น  คำแรกของคำต่อไปจนครบทุกบรรทัดจะเห็นความเกี่ยวเนื่องกันไปเหมือนลูกโซ่  พ่อขุน - ขุนแผน - แผนที่ - ที่รัก  เป็นต้น

โจ๊ก ๔๕๒

คำเฉลย

      สีขาวรสเปรี้ยวดีเชียวแหละ

เอามาแกะกินเนื้อในลูกใหญ่บ้าง

รสชาติเลอเลิศระเสริฐจัง

อยู่ยังลำคลองและหนองบึง

                          สารส้ม

                          ส้มโอ

                          โอชะ

                          ชะโด

9.  คำตัดคำต่อ  เป็นธงโจ๊กที่ต้องแก้ปริศนาหลายชั้นมากที่สุดมีหลักเกณฑ์เดียว  คือต้องมีเหตุผลในการให้คำตอบ  เพียงแต่อ่านปริศนาให้เข้าใจก่อนจะดีปัญหาเป็น  รูปธรรมเช่น  คำว่า กวาง - ใส่ไม้โทเป็น - กว้าง, ตัดไม้โทตัด ก.ไก่ เป็น - วาง, ตัด ง. งู อีกทีเป็น - วา  เป็นต้น

โจ๊ก ๔๖๔

คำเฉลย

      ญาติ เอ๋ย ญาติฉัน

จานนั้นใส่ของลองอ่านเขียน

ควบม้าตามมาอย่าวกเวียน

อย่าอาเจียนกลิ่นหึ่งถึงเป็นลม

อา

จ.จาน

ม.ม้า

อาจม (แปลว่า - อุจจาระ)

            10.  โจ๊กภาพ  สามารถเอาแบบทั้ง  9  แบบ  14  อย่างมาเขียนเป็นภาพให้ทายกันได้  ยิ่งเป็นคำผวน  คำผันยิ่งเขียนได้อีกหลายภาพ  ถ้าเป็นการเล่นของเด็กนักเรียน  ก็มีการผสมคำอีกต่างหาก  เช่น  หน้าปกหนังสือโคลงทายวาดเป็นรูปวัวกำลังเดินลง  มีดวงตาอยู่ท้ายสุดส่วนตรงกลางเป็นตัว ท.ทหาร  คำเฉลยจึงเป็น โค-ลง คือ “โคลง” ส่วน ท.ทหาร  รวมกับ “อาย”  ที่แปลว่า  “ตา”  ก็คือ “ทาย”  รวมแล้วเป็น “โคลงทาย”  พอดี

            นอกจากนี้  “นายโจ๊ก”  แต่ละคนยังมีความสามารถในการหาธงโจ๊กที่ไพเราะมาก ๆ  มาให้พวกเราที่ชอบติดตามเป็นกำลังใจอยู่เสมอเฉพาะธงโจ๊กที่คล้องจอง  นุ่มนวล  ลื่นไหล  ที่ว่าคำประพันธ์มีความสัมผัสนอกสัมผัสในจนเกิดความไพเราะแล้ว  คำเฉลยของโจ๊กเมืองชลโดยคนพนัสฯ  ยังมีความไพเราะคล้องจองไม่แพ้คำประพันธ์เช่นเดียวกัน  ขอเพียงให้ช่วยกันติดตามผลงานสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น  เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังสืบไป

อ้างอิง : http://www.nmt.or.th/chonburi/phanatmuni/Lists/List52/AllItems.aspx

โดย : สมดุลย์  ทำเนาว์  ประธานชมรมโจ๊กปริศนาพนัสนิคม

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 13 พฤษภาคม 2557 20:34 แก้ไข: 13 พฤษภาคม 2557 20:51 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 LeeO, Ico24 Our Shangri-La, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.237.186.116
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ