นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

ดำขำ
Ico64
นาง รุสนี กุลวิจิตร
นักวิทยาศาสตร์
ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 3 · ผู้ติดตาม: 1

อ่าน: 1261
ความเห็น: 1

ผักเหมียง

ผักชนิดเดียวกันแต่เรียกต่างกัน

มีลูกค้าติดต่อผ่านอีเมล เพื่อต้องการทดสอบสารต่างๆ ในผักเหมียง เช่น พวกวิตามินเอ วิตามิน B1, B2, E,  beta-carotene,  antioxidant และแร่ธาตุเหล็ก สังกะสี และฟอสฟอรัส  ตอนเรกเห็นเมล์ก็นึกว่าเป็นผักอีกอย่างที่เราไม่เคยรู้จัก แต่จากการสืบค้น ก็พบว่า มันก็คือผักเหลียง ที่เราชอบกินกันนั่นเอง โดยเฉพาะผักเหลียงผัดไข่

 

 สำหรับการทดสอบสารสำคัญต่างๆ นั้น ศูนย์เครื่องมือฯ สามารถตรวจสอบได้ แต่นั่นก็หมายถึงเรามีเครื่องมือที่สามารถทดสอบ พวกวิตามินเอ วิตามิน B1, B2, E,  beta-carotene ได้ด้วยเครื่อง HPLC  แต่ตอนนี้เรายังขาดสารมาตรฐานในการทดสอบอีกหลายรายการได้แก่ วิตามินเอ วิตามิน B1, B2, beta-carotene ส่วนวิตามิน E เรามีแค่ alpha- ดังนั้นในการทดสอบเราต้องจัดซื้อสารมาตรฐานมา ซึ่งท่าน ผอ. คนธรรมดา ก็อยากให้เราสามารถทดสอบสารต่างๆ เหล่านี้ให้ได้

จากที่รับคำปรึกษาก็มีสอบถามการทดสอบวิตามินต่างๆ นี้หลายรายด้วยกัน

ส่วนการทดสอบแร่ธาตุเหล็ก สังกะสี และฟอสฟอรัส เราสามารถทดสอบได้อยู่แล้ว โดยทดสอบแร่ธาตุเหล็ก สังกะสี โดยใช้เครื่อง ICP-OES ส่วนฟอสฟอรัสจะทดสอบด้วยเครื่อง spectrophotometer และทดสอบหาสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ด้วยเครื่อง Microplate reader ซึ่งเป็นบริการใหม่ของเราคะ

ในสรรพคุณของผักเหลียงนั่นเราทราบกันดีนะว่าเป็นผักโปรวิตามินเอธรรมชาติระดับ OTOP บำรุงดวงตา ป้องกันต้อ ต้านมะเร็ง  

 

ผักเหมียงหรือผักเหลียง ถ้าเป็นชาวปักใต้แท้ก็จะเรียกผักเขรียงเป็นผักที่มีในท้องถิ่นภาคใต้ มีถิ่นกำเนิดในประเทศสิงคโปร์ เดิมเป็นผักป่าขึ้นเองทั่วไป ต่อมานิยมบริโภคกว้างขวางมากขึ้น ก็มีชาวบ้านเอามาปลูกร่วมกับยาง ปรากฏว่าต้นงามและรสชาติอร่อย จากนั้นก็ขยายพันธุ์และปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ

    ผักเหมียง ยังรู้จักในชื่ออื่นๆ ที่เรียกกันตามท้องถิ่น เหลียง (ชุมพร ระนอง ประจวบคีรีขันธ์-ใต้), เหมียง (พังงา ภูเก็ต กระบี่-ใต้), เขลียง เรียนแก่ (นครศรีธรรมราช), เหรียง (สุราษฎร์ธานี), ผักกะเหรี่ยง (ชุมพร), ผักเมี่ยง (พังงา) มีชื่อวิทยาศาสตร์ : Gnetum gnemon L. Var. tenerum Markgr. เป็นพืชในวงศ์ : GNETACEAE เป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 3-4 เมตร เป็นพืชที่เจริญทางใบมากกว่าลำต้นรากแก้ว ปลายใบเรียวแหลมและปลายใบมนแหลม ใบสีเขียวเป็นมันสดใสเมื่ออยู่ในร่มเงา แต่ถ้าอยู่ในที่โล่งใบจะสีจางหรือขาวทั้งใบ ขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ทั้งการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำหรือใช้ต้นจากรากแขนงปลูกได้ทั้งนั้น

    ธรรมชาติของผักชนิดนี้ไม่ชอบแสงแดดและความร้อนสูง เจริญเติบโตดีในสภาพร่มเงา พบทั่วไปตามเนินเขาและที่ราบ ให้ผลผลิตมากที่สุดในฤดูร้อน คือ เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน และผลผลิตต่ำสุดในช่วงฤดูฝน คือ เดือนพฤศจิกายน-มกราคม ปัจจุบันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง และมีการนำไปทดลองปลูกตามตามอื่นๆ ทั้งเหนือ กลาง อีสาน มากขึ้น โดยเฉพาะการปลูกคู่กับยางพารา จนเรียกว่าพืชร่วมยาง ซึ่งได้ประโยชน์จากร่มเงาของต้นยางช่วยให้รสชาติผักอร่อยยิ่งขึ้น

    ผักเหมียงได้ชื่อว่าเป็นราชินีของผักพื้นบ้านภาคใต้ ด้วยรสชาติอร่อยถูกปาก มีรสชาติหวานมัน อมขมและติดฝาดเล็กน้อย ชาวบ้านใช้เป็นผักเหนาะรับประทานคู่กับอาหารที่มีรสเผ็ดจัด ช่วยตัดรสจัดจ้าน ลดความเผ็ดลงได้ และถ้านำไปผัดน้ำมันหอยจะอร่อยเลิศทีเดียว

        เจ้าสารเบต้าแคโรทีนนั้น เมื่อไปจับกับไขมันจะเปลี่ยนเป็นโปรวิตามินเอ (วิตามินเอถ้าได้จากสัตว์จะอยู่ในรูปของวิตามินเอ แต่ถ้าได้จากพืชจะอยู่ในรูปของเบต้าแคโรทีน และเมื่อจับกับน้ำมันจะเปลี่ยนรูปไปเป็นวิตามินเอ เราเรียกว่าโปรวิตามินเอ) ซึ่งมีประโยชน์ในการแก้ตาบอดกลางคืนหรือตาฝ้าฟางได้ดี การทำงานของเบต้าแคโรทีนในการบำรุงสุขภาพของดวงตา เบต้าแคโรทีนจะย่อยสลายที่ตับแล้วจะได้วิตามินเอ ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้างสารโรดอปซินในดวงตา ส่วนเรตินา ทำให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้  และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกด้วย

    ประโยชน์ถัดมาคือลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญตัวหนึ่ง เมื่อร่างกายมีสารตัวนี้จึงช่วยป้องกันการเกิดเซลล์เนื้อร้ายหรือเซลล์มะเร็งได้ และยังช่วยกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกายที่ชื่อทีเฮลเปอร์ ให้ทำงานต้านสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น ให้ผลดีกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็ง และที่สำคัญกลุ่มสารดังกล่าวยังช่วยเติมความเปล่งปลั่งให้กับผิว ป้องกันความเหี่ยวย่น ชะลอความชราหรือต้านความแก่ได้ดี

    ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกของตำรายาสมุนไพรของชาวบ้านที่กล่าวว่า ผักเหมียงมีประโยชน์ต่อร่างกายเมื่อรับประทานแล้วจะช่วยบำรุงสายตา ทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า แก้กระหายน้ำได้ดี โดยส่วนมากชาวสวนยางจะรู้ดีในเรื่องดี เวลากระหายน้ำหรือเหนื่อยมักจะเด็ดยอดอ่อนสดๆ เคี้ยวไปเรื่อยๆ ซึ่งจะช่วยลดการกระหายน้ำได้ และทีเด็ดสำคัญคือชาวบ้านจะใช้ใบผักเหมียงบำรุงผิว โดยเฉพาะรักษาฝ้าได้ดี และรสหวานมันของผักยังช่วยบำรุงฟัน กระดูกและเอ็นได้ดี ซึ่งสอดรับกับคุณค่าทางโภชนาการ ในใบเหมียงนอกจากอุดมด้วยเบต้าแคโรทีนแล้ว ยังมีแคลเซียมสูงซึ่งมักจะพบมากในพวกผักใบเขียวอยู่แล้ว

    นอกจากนี้ กลุ่มสารอาหารที่สำคัญที่พบคือพวกวิตามินบี ซึ่งช่วยในเรื่องของระบบประสาท บำรุงประสาทได้ดี วิตามินบีหนึ่งนั้นดีต่อสมองและความจำ วิตามินบี 2 ช่วยเผาผลาญกรดอะมิโนจากโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย ไนอาซินช่วยให้กระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายเป็นไปด้วยดี และทำให้กระบวนการผลิตไขมันที่จำเป็นเป็นไปด้วยดี

   ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจากไทยโพสต์ http://www.thaipost.net/tabloid/220614/92059

Sections: บริการวิชาการ
License: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
created: 29 October 2014 13:56 Modified: 29 October 2014 14:03 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People who like this: Ico24 Baby, Ico24 คนธรรมดา, and 4 others.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

กินง่าย ทำอาหารง่าย รสชาติอร่อย ยกให้เป็นราชินีผักพื้นบ้านภาคใต้จริงๆ ครับ

 

เอิ้ก เอิ้ก

 

"ใจสั่งมา"

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.237.186.116
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ