นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 2389
ความเห็น: 4

เสียงลือเสียงเล่าอ้าง..

ผมมักอยากได้ข้อมูลจริงเพื่อใช้ในการตัดสินใจ และเป็นข้อมูลที่ถูกต้องด้วย

 

 
 
   เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย 
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า 
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่ 
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ
 
สืบเนื่องมาจากผมไปอ่านมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ 4-10 กรกฎาคม 2551  ในคอลัมน์อาหารสมองของวีรกร ตรีเศศ (อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ) พูดถึงปัญหา Global Drying ซึ่งมีข้อมูลจากกระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาคำนวณว่า ทุกๆ 10,000 ลิตรของน้ำสามารถผลิตพืชซึ่งเป็นเอทานอลได้เพียง 5 ลิตรเท่านั้น ดังนั้น ไอเดียเรื่อง Biofuels จึงทำให้สภาวการณ์น้ำขาดแคลนในโลกเลวร้ายยิ่งขึ้น
 
ผมสะดุดความคิดใน 2 ประเด็นคือ 1. น้ำ 10,000 ลิตรต่อเอทานอล 5 ลิตรจริงหรือไม่ และ 2. Biofuels ทำให้น้ำในโลกขาดแคลนจริงหรือ?
 
ผมเคยฟัง รศ.ดร.ชัยรัตน์ นิลนนท์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ แสดงการคำนวณปริมาณน้ำที่ใช้ในสวนปาล์มด้วยวิธีง่ายๆ มีหลักการ ซึ่งผมสามารถจำไปประยุกต์ใช้กับในกรณีนี้ คือ
ปาล์มต้องการปริมาณฝนสูง ปีหนึ่งประมาณ 1800 มม./ปี
หนึ่งไร่มีพื้นที่ 1600 ตารางเมตร
ดังนั้นปลูกปาล์ม 1 ไร่ ต้องการน้ำไร่ละ 2880 ลบม./ปี
หากสมมติให้สวนปาล์มให้ผลผลิต 3 ตันทะลาย/ไร่/ปี คิดเป็นน้ำมันทั้งเปลือกและเมล็ดใน 24.5% จะเท่ากับ 735 กิโลกรัม
นั่นคือได้น้ำมันปาล์ม 1 กิโลกรัม ต้องการใช้น้ำ 3.92 ลบม. หรือ 3920 กิโลกรัม
หรือ น้ำมันปาล์ม 5 กิโลกรัม ต้องใช้น้ำ 19,600 ลิตร
นั่นคือ ข้อมูลการใช้น้ำ 10,000 ลิตรเพื่อผลิตเอทานอล 5 ลิตร มีความน่าเชื่อถือได้
 
ผมพยายามบอกนักศึกษาอยู่เสมอว่า เมื่ออ่านสิ่งใดให้ใคร่ครวญไปด้วยว่ามีความถูกต้องหรือไม่ และควรตรวจสอบจากหลายแหล่งข้อมูล เพราะเมื่อเราเขียนบทความวิชาการใดลงไป ก็ต้องรับผิดชอบ จะไปโยนว่าเอามาจากคนโน้นคนนี้ก็ไม่ถูกต้อง เพราะเราต้องพิจารณาก่อนว่าถูกแล้ว จะนำมาใช้ มิเช่นนั้น ข้อมูลที่ผิดพลาดก็จะระบาดกระจายไปทั่วโลก
 
ผมมักอยากได้ข้อมูลจริงเพื่อใช้ในการตัดสินใจ และเป็นข้อมูลที่ถูกต้องด้วย การได้ข้อมูลที่ผิดพลาดจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด การได้ข้อมูลศัตรูในการทำสงครามคลาดเคลื่อนเป็นอันตรายต่อชีวิตทหารที่ทำการรบ
 
ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เราตระหนักว่า กว่าจะได้อาหารมาสักน้อยนิดต้องใช้ทรัพยากรน้ำเป็นจำนวนมาก และต้นทุนน้ำเป็นต้นทุนที่สำคัญ ดังนั้นเกษตรกรรมของไทย จึงต้องพึ่งดินฟ้าอากาศเป็นอย่างมาก (ผมไม่เคยไปอิสราเอล ที่มีการทำเกษตรแบบใช้น้ำน้อย)
 
ถึงแม้ว่า จะเห็นตัวเลขว่า ใช้น้ำจำนวนมหาศาลในการผลิตอาหาร แต่กรณี Global Drying เพราะ Biofuels ผมก็ยังไม่เห็นด้วย เพราะหากไม่ได้ใช้น้ำจากระบบชลประทานมากจนเกินไปนัก ต้นทุนการผลิตพืชอาหารหรือพืชน้ำมันก็ยังต่ำอยู่ ตราบใดที่เรายังใช้ฝนตามธรรมชาติ
 
Biofuels คืนน้ำกลับสู่ระบบบรรยากาศด้วยการเผาไหม้ เพราะเมื่อไฮโดรเจนเผาไหม้ก็ได้น้ำคืนกลับมา
 
ขณะนี้ผมยังเห็นด้วยกับการปลูกพืชไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือพลังงาน การที่น้ำแห้งขอดในบางแห้ง แผ่นดินทรุดเนื่องจากการใช้น้ำใต้ดิน ผมยังไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นต้นตอของปัญหาที่แท้จริงที่เกิดจากการปลูกพืชมากเกินไป เช่นเดียวที่ผมไม่เห็นด้วยกับการแยกชนิดพืชอาหาร และพืชพลังงาน เพราะผมชอบพืชที่สามารถเป็นทั้งอาหารและพลังงาน เหมือนยาที่กินก็ได้ทาก็ได้ เพราะในการใช้งานจะไม่ตีบตัน ผมสนใจในเรื่องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทรัพยากรที่เท่ากันมากกว่า เช่น 1 ไร่ พืชชนิดใดให้ผลประโยชน์สุทธิมากกว่ากันมากกว่า ผมเข้าใจดีว่า การขนปาล์มออกจากสวนปาล์ม 3 ตันต่อปี เราก็ต้องชดเชยใส่คืนมวลสารกลับไปเกือบ 3 ตันต่อปี เช่นกัน แต่ผมเข้าใจว่าไม่ต้องถึง 3 ตัน เพราะส่วนที่เป็นธาตุคาร์บอน พืชน่าจะเอามาจากอากาศมากกว่า ที่คิดว่าต้องใส่คืนคือเป็นส่วนของเหลวหรือของแข็ง
 
บันทึกนี้ยาวมาก มีทั้งมุมมองในการจัดการ การคิด และวิชาการ ที่ต้องมองให้ครบ และผมอยากได้คนที่คิดต่างมาแสดงความเห็นด้วยครับ
 
ผม..เอง
 

การใช้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ไม่ถูกต้อง ส่งผลเสียต่อการตัดสินใจครับ  

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 10 กรกฎาคม 2551 16:09 แก้ไข: 10 กรกฎาคม 2551 16:09 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

น่าสนใจมากครับ

ใช่ค่ะอาจารย์ การตัดสินใจจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องคลาดเคลื่อน ทำให้ผู้ตัดสินใจเสียศูนย์มานักต่อนักแล้ว

Ico48
NovemberRain (Recent Activities)
12 July 2008 23:12
#32194

ขอบคุณอีกแล้วครับป๋า สำหรับแรงบันดาลใจในการต่อยอด ;-)

ทำเอาต้องออกแรงเล็กน้อยเพื่อหาต้นตอว่า "Global Drying" มาจากไหน สุดท้ายกลายเป็น weekend mini-project ไปเลย (อิอิ)


ผมไปเจอบทความชื่อเดียวกันใน The Wall Street Journal (Asia) ฉบับ วันที่ 13 มิถุนายน 2551
แต่ยกของมติชนสุดสัปฯ มาแปะไม่ได้ครับ กลัวปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ แต่มี pdf อยู่ครับ ;-)

เท่าที่อ่านดู สาระสำคัญมีความคล้ายคลึงกันมากกว่า 90% ต่างกันที่อันนึงเป็นภาษาอังกฤษ อีกอันนึงเป็นภาษาไทย (ฮา)

ผมออกจะเซ็งอยู่เหมือนกันที่อาจารย์วรากร ไม่ได้อ้างถึงแหล่งที่มาเลยว่าข้อมูลมาจากไหน
เท่าที่อ่านดูจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เป็นการกระหน่ำว่าเอาว่าเอาโดยไม่ได้มีแหล่งข้อมูลที่ชัดเจนมายืนยัน ตัวเลขหลายตัวเป็นการอ้างลอยๆ แบบคลุมเครือซะมาก หลายส่วนในฉบับภาษาอังกฤษเหมือนคนเขียนออกจะมีอารมณ์ด้วยซ้ำ (ไม่ต้องพูดถึงส่วนที่ลงในมติชนสุดสัปฯ นะครับ เพราะตั้งแต่ท่อนก่อนกลางเรื่องไปจนเกือบจบ อาจารย์ "วีรกร ตรีเศศ" ยกของเขามาทั้งดุ้น แต่ผมหาเครดิตท้ายบทความไม่เจอ)

ความน่าเชื่อถือของบทความนั่นเป็นส่วนหนึ่งครับ
แต่เราเรียนรู้อะไรบ้างจากบทความฉบับที่เราคิดว่าไม่น่าเชื่อถือนี้บ้าง?

จากเรื่องเล็กๆ หน้าเดียวในมติชนสุดฯ ทำให้เรารู้ว่า "เรายังไม่รู้" อีกมาก
ผมหมายถึงเรายังไม่มีข้อมูล ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนอีกมากไปฟาดฟันกับเขา ไม่ว่าจะเถียงกับเขาในเวทีไหนก็ตาม จะไปโอดครวญว่าโดนกลั่นแกล้ง ว่าทีฝรั่งทำอย่างโน้นอย่างนี้ได้ ทำไมเราทำอย่างนี้แล้วโดนว่าโดนตี -- แค่โอดครวญไม่พอครับ เขาไม่ฟัง เราต้องหาหลักฐานชัดๆ ไปบอกเขาว่าที่ยูกล่าวหาลอยๆ น่ะ ไม่ถูกนะไอมีหลักฐานแบบนี้ ไม่เชื่อก็งัดออกมาวัดกัน

ผมคิดเล่นๆ ตามประสาคนห่างเมืองไทยมานาน ไม่ค่อยได้รู้ว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว ;-)
ว่าถ้าเราเอาประเด็นเรื่อง global drying, การใช้น้ำ (ทั้งเพื่อการปลูกพืช ในการอุตสาหกรรม, ฯลฯ) วิกฤตอาหาร และ biofuel มาทำเป็นโจทย์วิจัยดู เอาให้นักศึกษาช่วยกันขบคิดในห้องเรียนก็ได้ครับ สนุกดีออก  ผมเพิ่งอ่านที่อาจารย์หมอธนพันธ์ เขียนตอบเรื่อง "ตด PBL" แล้วทั้งชอบใจทั้งทึ่ง ;-)  คิดได้เก่งจริงๆ

สมมติ นะครับ สมมติ ว่าเรามาดูว่า แท้จริงแล้ว biofuel เป็นตัวเร่งวิกฤติอาหารและการใช้น้ำจริงหรือ?

ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่ว่าเราจะปลูกพืชอะไรก็ตาม เราต้องใช้น้ำทั้งนั้น แต่ละพันธุ์แต่ละชนิดก็ใช้ไม่เท่ากัน
พืชอาหารใช้น้ำเท่าไหร่ ผมไม่ทราบ คณาจารย์และนักวิจัยคณะทรัพย์(ที่รักของผม) คงให้คำตอบได้  เมื่อเทียบกับพืชน้ำมันหรือพืชพลังงาน แล้วอันไหนใช้น้ำมากกว่ากัน

น้ำส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เพื่อการเกษตร  อันนี้จริงครับ แต่คิดเป็นปริมาณเท่าไหร่นั้น ผมก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ
บ้านเราฝนตกเยอะทั้งปีอยู่แล้ว ดูข้อมูลจาก website ของกรมชลประทานก็ได้ครับ แต่การรายงานเฉพาะปริมาณฝน ไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมด เพราะปัญหาของเราก็คือเวลาน้ำเยอะก็เยอะฉิบหาย เวลาแล้งก็แล้งแทบตาย ผมว่าเรามีปัญหาเรื่องการจัดการปริมาณน้ำเป็น priority อันดับต้นๆ เหมือนกัน  ปัญหานี้เป็นปัญหา "คลาสสิค" ครับ ;-) เพราะตอนน้ำเยอะๆ ไม่มีใครสนใจหรอกครับ ว่าปาล์มหรือพืชพลังงานจะใช้น้ำเท่าไหร่ แต่พอช่วงเหลือน้ำน้อยๆ ขยับตัวขอน้ำเพิ่มนิดหน่อย เดี๋ยวก็ฮึ่มๆ กันแล้ว

ผมว่าเราคงต้องมามองเรื่องของการใช้น้ำเพื่อการปลูกพืช "ในภาวะปกติ" ซึ่งหมายถึงก่อนที่จะมีแรงกระตุ้นด้านพลังงาน ว่าเราใช้น้ำใช้พื้นที่ดินไปเป็นปริมาณเท่าไหร่  แล้วถึงมาดู "ภาวะไม่ปกติ" คือหลังจากที่เราตัดสินใจแล้วว่าเราจะเอาดีด้าน biofuel แล้วเราใช้น้ำ (รวมทั้งพื้นที่ดิน) เพิ่มขึ้นไปเท่าไหร่  ตรงนี้แค่เรื่องใช้น้ำใช้ดินเพิ่มไม่พอครับ เพราะมันหมายถึงแนวโน้มที่พืชบางอย่างที่เป็นได้ทั้งพืชอาหารและพืชพลังงาน ซึ่งปกติขายเป็นอาหารในราคาถูก พอรับซื้อเป็นพืชพลังงาน ผมไม่แน่ใจว่าราคาจะเป็นแรงจูงใจให้เลิกขายเป็นพืชอาหาร แต่หันมาขายเป็นพืชพลังงานดีกว่า (ยกตัวอย่าง ข้าวโพด มันสำปะหลัง ที่ใช้ผลิตแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ biofuel -- ยังดีนะครับ ที่ยังไม่เห็นผลิตแอลกอฮอล์จากข้าวกันมากนัก นอกจากเหล้าทำเองเพื่อบริโภคในครัวเรือน (ฮา)  ไม่งั้นเจ๊มิ่งจะหนาวกว่านี้ ;-)  

ไม่นับรวมถึงพื้นที่ที่เคยปลูกพืชอาหาร เมื่อมีเรื่องราคาเข้ามาเกี่ยว ก็อาจะเปลี่ยนไปเป็นพืชพลังงานแทน วิกฤติอาหารถึงเข้ามามีบทบาทตรงนี้ (แต่เรื่องนี้ ถ้าเรารอสักพัก ราคาพืชอาหารก็จะกลับมาสูงขึ้นอีก  เกษตรกรก็จะกลับมาปลูกพืชอาหารอีก -- เป็นเกษตรกรนี่เหนื่อยนะครับ อย่าทำเป็นเล่นไป อะไรๆ ก็ขึ้นกับกลไกการตลาด -- ตรงนี้ผมงงครับ ใครเป็นนักเศรษฐศาสตร์ช่วยทีครับ ;-)

เฮ้อ -- ยาวกว่าเขียนบันทึกของตัวเองซะอีก น้องยามฯ จะนับให้เรามั้ยเนี่ย ;-)

ขอบคุณพี่เสือที่เข้ามาเม้นท์ยาวๆ นะครับ

ณ ปัจจุบันนี้ มีการชูประเด็นแปลกๆ เข้ามาเยอะแต่มักมีวาระซ่อนเร้นอยู่เสมอๆ ผมอยากเห็นการมองต่างอย่างสร้างสรรค์เสมอ

เมื่อวาน 12 ก.ค. 2551 ผมไปประชุมเรื่องพลังงาน ผมก็ถามว่าหากเราจะวิจัยเรื่อง fuelcell นั้น ประเทศไทยมีศักยภาพอะไรที่ได้เปรียบในด้านนี้บ้าง หากไม่ได้เปรียบก็วิจัยในเชิงตามเทคโนโลยีให้ทันก็พอ และเอาทรัพยากรที่เรามีน้อยไปใส่ให้ในด้านที่เรามีศักยภาพสูงกว่า เช่น แสงแดด biofuel จะดีหรือไม่

ก็คงจะจัดเป็น resource allocation ได้ประการหนึ่งกระมังครับ 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.235.137.159
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ