นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 3405
ความเห็น: 19

สำรวจความคิดตนเองว่าทำงานเพื่ออะไร

เอ! ความสุขของคนเรามันแปลกๆครับ ต้องทำงานหนักแทบแย่ แต่ก็มีความสุขไปอีกแบบ
   บันทึกนี้เขียนที่ตรังครับ มาประชุมแล้วค้างคืนเพื่อประชุมต่ออีกวัน เข้านอนเร็วไปหน่อยสัก 4 ทุ่ม เลยตื่นตี 4 รู้สึกหิวๆ ก็หาหนังสือมาอ่านได้สักพัก ก็รู้สึกว่าอยากเขียน blog เลยมานั่งอยู่หน้า lap top นี่แหล่ะครับ 
พอเข้ามาในแชร์ก็หาบันทึกเพื่อนๆ มาอ่านก่อน (แบบอยากรู้ความเคลื่อนไหวแบบเกาะติด) อ่านได้สัก 2-3 บันทึก connection ก็หลุดซึ่งเกิดเป็นประจำเมื่อใช้ mobile internet รู้สึกดีใจที่เห็นคุณยาดมเข้ามาในแชร์นี้แล้ว เห็นเพลงรับน้องใหม่ซึ่งเนื้อหาเป็นเทรนด์ในยุคนั้น แต่น่าจะตกเทรนด์ไปนานแล้ว แต่บันทึกที่ อ.ยาดมเขียนเป็นบันทึกที่น่าอ่านอย่างยิ่ง เป็นงานที่คุณยาดมทำเป็นงานที่สัมผัสกับสังคมไทยในระดับที่มักไม่ได้รับการบอกเล่ากันในวงกว้าง ทำนองปิดทองหลังพระ ผมรับรู้ว่ามันมีอยู่และชื่นชมกับผู้ที่ทำงานแบบนี้เป็นอย่างยิ่ง
 ผมนึกหาคำตอบในโจทย์ที่ว่าเมื่อใดที่เราจะพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง แต่ไม่ได้คำตอบสักที (และคงไม่มีคำตอบ) เพราะความคิดมันวิ่งเปะปะไปหมด มันไปโยงว่างานเป็นวิถีการดำรงชีวิตหรือเปล่า เราไม่ควรแยกงานออกจากชีวิตปกติใช่มั๊ย แล้วผมก็พยายามถามตัวเองว่าผมเริ่มชอบงานหรืออาชีพที่เป็นครูสอนหนังสือแบบนี้เมื่อไหร่กัน  ก็ตกลงว่ามาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน (ไม่ได้เอาตัวเองเป็นเกณฑ์นะครับ) 
หนังสือเล่มหนึ่งเขียนไว้ว่า เงินไม่ได้ทำให้เรารักงานของเรา หรือจูงใจให้เราทำงานได้ดีขึ้น เงินทำให้เราไม่เกลียดงานเท่านั้น แล้วอะไรคือคุณสมบัติของงานที่ทำให้เรารักงานของเราอย่างแท้จริง ผมก็ว่าน่าคิดมากเลยในประเด็นนี้ ผมคงไม่พอใจที่จะต้องไปทำงานที่ได้เงินน้อยลง แต่ก็ไม่อยากไปทำงานที่อาจได้เงินมากกว่านี้ที่อื่น ซึ่งสักเมื่อสิบปีที่แล้วมานี่เอง ที่ผมเพิ่งรู้สึกว่าผมชอบงานสอน/วิจัยที่ทำอยู่นี่จังเลย แล้วก่อนหน้านี้ละความรู้สึกของผมมันเป็นอย่างไร มันก็เพียงแต่รู้สึกว่าเป็นงานที่ดี ทำได้โดยไม่ลำบากใจ ทำได้เพราะเงินเดือนก็พอใช้ ทำได้เพราะไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรที่เหมาะกับตัวเองมากกว่านี้ (แบบว่าไม่ค่อยมีความฝันอยากเป็นโน่นเป็นนี่เอาซะเลย) แล้วความมุ่งมั่นทำงานล่ะ มันก็ออกมาแบบกลางๆอีกแบบว่า ก็อยู่แบบที่เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองน่ะ ก็ตั้งใจจะทำงานที่รับผิดชอบมาให้ดีที่สุดน่ะ ก็พยายามเพิ่มพูนความรู้ให้ตัวเองน่ะ ก็แค่นี้มันก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ
 

ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปมากตอนที่เข้ามารับหน้าที่หัวหน้าภาคฯ (ก่อนนั้นเคยทำหน้าที่รองคณบดีฯมาก่อนเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นระดับเดียวกับหัวหน้าภาคฯ) แต่การเป็นผู้ช่วยกับการเป็นหัวหน้าความรู้สึกมันต่างกันมากจริงๆ ตอนนั้นเกิดความรู้สึกอยากผลักดันภาควิชาฯให้เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศอย่างแท้จริง (ก่อนนั้นไม่เคยรู้สึกเลยครับ..ขอสารภาพ)               

เอ๊ะ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับผมครับนี่ สิ่งจูงใจผมในการทำงานให้ได้ดี กลับเป็นความรับผิดชอบในงาน ความอยากได้รับการยอมรับในสังคม และความสำเร็จของงาน (จำได้ว่ามีความสุขมากตอนเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติได้สำเร็จ) เอ! ความสุขของคนเรามันแปลกๆครับ ต้องทำงานหนักแทบแย่ แต่ก็มีความสุขไปอีกแบบ แล้วตกลงผมต้องการอะไรกันนี่ ผมต้องการให้สังคมยอมรับใช่มั๊ย ตอบตอนนี้ก็คงใช่ละครับ (ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะไปตอบให้ดูดี แต่ไม่ตรงกับความจริง) แต่ในบางงานที่ผมทำสำเร็จแบบเงียบๆ สังคมไม่ได้รับรู้ ผมก็มีความสุขดีเหมือนกันน่ะ (แบบว่า ตัวเองพอใจแล้ว) อ้าว! แล้วคนอื่นๆ เขาจะเป็นเหมือนเรามั๊ยนี่ มันคงไม่เหมือนไปหมดหรอกน่ะ เพราะคนเราก็มีความแตกต่างกันอย่างมากนี่นา
 แล้วความมุ่งมั่นในการทำงานในตอนนี้ล่ะเป็นอย่างไร?ความตั้งใจที่จะทำงานก็ยังมีมากอยู่ แต่เปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย คือเมื่อก่อนคิดถึงตัวเองเป็นหลัก พยายามเปลี่ยนตัวเอง คิดถึงระบบงานที่ต้องดูแล ปรับเปลี่ยนระบบงานให้ดีขึ้นแค่นั้นเอง แต่ตอนนี้มันมากกว่านั้น มันอยากให้คนรุ่นหลังค้นพบตัวเองให้เร็วขึ้น รู้จักตัวเองให้เร็วขึ้น ได้รับการดูแลที่ดีกว่าเดิม โดยคาดว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแชร์นี้จะเป็นประโยชน์ ที่อาจเปลี่ยนมุมมองบางอย่างไปได้ โดยได้เรียนรู้จากคนรุ่นก่อนได้มากขึ้น หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ควรทำและทำในสิ่งที่ควรทำ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของผู้ที่ทำเองนะครับ  
ผมขอมองดูตัวเองก่อน และวิเคราะห์ตัวเองก่อน เพราะคงง่ายที่สุดมั๊ง
 ไม่ควรทำงานเพื่อเงิน ไม่ควรทำงานเพื่อชื่อเสียง แต่ควรทำงานเพื่อความสุข Rudyard Kipling 
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเอาข้อคิดฝรั่งมาบอกเล่ากัน รู้แต่ว่าความเป็นมนุษย์ควรจะไร้พรมแดนที่ไม่มีการแบ่งเชื้อชาติ คำพูดฝรั่งได้รับการกล่าวอ้างมากกว่า เพราะฝรั่งชอบเขียน ชอบบันทึก แต่คนไทยเขียนไว้น้อยกว่ามั๊ง

 ยาวมากแล้ว จบดีกว่า 

ผม..เอง

created: 07 March 2008 19:34 Modified: 07 March 2008 19:35 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

อ่านจบแล้วทำให้คิดอะไรต่ออะไรได้เลย ผมคงต้องขอเวลาสำรวจตัวเองและวิเคราะห์ตัวเองเสียแล้วว่าทำงานเพื่ออะไร ??

ตอนนี้รู้แค่ว่าทำงานตรงจุดๆนี้แล้วมีความสุขครับ ^0^

ไม่ควรทำงานเพื่อเงิน ไม่ควรทำงานเพื่อชื่อเสียง แต่ควรทำงานเพื่อความสุข Rudyard Kipling 

Ico48
mandala (Recent Activities)
07 March 2008 20:19
#23847

ทำงาน   เพื่อ   เงิน  ในช่วงแรกเริ่มต้นทำงาน
ทำงาน   เพื่อ   ความก้าวหน้าในอาชีพ   ในช่วง 5 - 10 ปี
ทำงาน   เพื่อ  องค์กรและสังคม    ในช่วง  11 - 20 ปี
ทำงาน   เพื่อ  รอเวลาพักผ่อน       ในช่วง  21 - 25 ปี

การทำงานก็เหมือนกราฟแห่งชีวิต ที่มีจุดเริ่มต้น  เจริญเติบโต  คงที่  และสุดท้ายก็สิ้นสุด
แต่ช่วงชีวิตการทำงานของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน จะช้าหรือเร็วเขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบด้านด้วยเหมือนกัน

ว่าแต่ตอนนี้ เราอยู่ช่วงไหนกันแล้วนี่

ครับคงต้องหาคำตอบของโจทย์ เมื่อใดที่เราจะพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง  ให้เจอให้ได้
Ico48
คนทำGIS (Recent Activities)
08 March 2008 09:46
#23897

สำรวจตัวเองซะเลย

  • คุณ mandala ผมอยู่ในช่วงที่ 3 แต่ระยะเวลามันStart เร็วมาก และช่วงมันยังกว้างมากครับ

*_*

 

ทำงานเพราะมีความสุข ===>ที่จะได้มาเจอ คนที่แอบรัก ที่ทำงาน....อิอิ

Ico48
plan (Recent Activities)
08 March 2008 13:10
#23907

อ่านไปคิดไป แล้วตัวเราละทำงานเพื่ออะไร

ที่ผ่านมาไม่ได้คิดมาก ก้มหน้าก้มตาทำงานที่รับผิดชอบ พร้อมกับพยายามขวนขวายหาความรู้ หาข้อมูลเพิ่ม เพื่อให้งานที่ทำดูดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว

มาถึงวันนี้ เวลานี้ สภาพมันก็ยังไม่เปลี่ยน หลายงานยังต้องรีบจนหัวปั่นเพื่อให้ทันส่ง หลายงานยังต้องติดตามทวงถามจนเหนื่อยอ่อนเพื่อจะสรุปส่งให้ทันกำหนด หลายงานต้องเฝ้าดูแก้ข้อผิดพลาด/แก้ปัญหา ฯลฯ ไหลลื่นไปตามลักษณะงานที่อยู่ตรงหน้า

ขอบคุณอาจารย์ ที่สะกิดให้เกิดมุมมองกับตัวเองเกี่ยวกับงานที่ทำ คงต้องหาเวลานั่งคิดแยกแยะถามใจตัวเองให้แน่ชัดต่อไป

ของดิฉันมีหลาย phase ค่ะ

ทำงานเพื่อเงิน อันนี้ตอนจบใหม่ๆ เบื่อจะแย่แต่ก็ทำ เพราะว่าเป็นเงินที่หาได้ด้วยตัวเอง เลยอยากหาเยอะๆ

ทำงานเพื่อได้เรียนรู้ อันนี้เป็นอยู่บ่อยๆ ก็อยากรู้เรื่องนี้น่ะ เลยอยากทำงานนี้ เพราะว่าทำแล้วต้องศึกษามันอย่างเต็มที่

ทำงานเพื่อความท้าทายตัวเอง อืม เราจะทำมันสำเร็จไหมนะ ลองดูสักตั้ง 

ทำงานเพราะมันสนุก อันนี้ยกให้งานวิจัย ทำไปสนุกไป ชีวิตมีลุ้น 

ทำงานเพราะเป็นหน้าที่ ก็มันเป็นหน้าที่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด 

Ico48
ยาดม (Recent Activities)
08 March 2008 17:31
#23928

 ตามมาอ่านแล้วค่ะ"อยากให้คนรุ่นหลังค้นพบตัวเองให้เร็วขึ้น รู้จักตัวเองให้เร็วขึ้น "ได้ช่วยกันดูแลกันและกัน  สุข  ทุกข์ ก็ร่วมด้วยช่วยกัน   คิดอย่างนี้ค่ะ  เพราะหากรู้ว่าต้องการอะไร รักอะไร อยากทำอะไร  เกิดฉันทะ   ความเพียรพยายาม

ความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึง   อะไรเกิดขึ้นก็ใคร่ครวญสรุปเป็นบทเรียน  และพยายามต่อไป  ดังนั้นความสุขจึงอยู่ที่ได้พยายามแล้ว   ส่วนความสำเร็จบางเรื่องใช่จะอยู่ในอำนาจของเราทั้งหมด  สำหรับตัวเองการเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคนอื่นๆ ก็เป็นความสุขและกำลังใจที่สำคัญแล้วค่ะ(ความสุขเล็กๆความทุกข์น้อยๆ)ที่ได้เก็บเกี่ยวและเรียนรู้ทุกวัน  และบอกตัวเองทุกวันว่า  นับจากวันนี้เป็นต้นไปสิ่งดีดีเกิดขึ้นกับฉันและคนรอบข้างทุกวันๆๆๆๆ  (ได้แรงบันดาลใจไปเขียนบันทึกต่อแล้วค่ะ)   ขอบคุณมาก

Ico48
ทดแทน (Recent Activities)
08 March 2008 17:41
#23930

                                   "มนุษย์เป็นผู้ไม่หยุดนิ่ง"

                     "ความต้องการของมนุษย์เป็นไปตามลำดับขั้น"

 เคยถามตัวเองว่า "ทำงานเพื่ออะไร" คำตอบสุดท้าย คือ "เงิน" ทุกครั้ง และ "มีเงินเพื่ออะไร" คำตอบคือ เพื่อไปหาซื้อความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ หลายครั้งทำงาน มักไม่มีความสุขเลย เพราะอะไรนะ??

มาสโลว์แบ่งลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้นคือ

ขั้นที่ 1.ความต้องการทางกาย ความต้องการขั้นพื้นฐานนี้ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่เป็น สัตว์โลกอื่นๆ ก็เป็นครับ หิว กระหาย ก็ต้องการอาหารและน้ำ หายใจไม่ออกก็ต้องการอากาศ หนาวขึ้นมาก็ต้องการเสื้อผ้า ฮอร์โมนมันพลุ่งพล่านขึ้นมาก็ต้องการเพศตรงข้าม ป่วยไข้ก็ต้องการยารักษา

ขั้นที่ 2.ความต้องการความปลอดภัย หลังจากตอบสนองขั้นแรกได้แล้วมนุษย์ก็จะเริ่มคิดเผื่อไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือเริ่มกลัวถูกทำร้าย กลัวอาหารไม่พอ กลัวหนาวเกินไป กลัวร้อนเกินไป ที่พักอาศัยและอาหารที่ต้องตุนไว้จึงเกิดขึ้น การมีนามีไร่ หรือการเลี้ยงสัตว์ไว้มากมาย มีอาวุธไว้ป้องกันตนเองก็เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นนี้ทั้งนั้น ถึงตรงนี้ขออนุญาตหมายเหตุไว้สักหน่อย น่าทึ่งนะครับที่อยู่ๆ มนุษย์ก็คิดค้น "เงิน" ขึ้นมา มันเป็นสิ่งสมมุติที่สามารถเอามาแลกเปลี่ยนสิ่งของเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งสองขั้นข้างบนได้อย่างดี

ขั้นที่ 3.ความต้องการทางสัมพันธภาพ ความต้องการขั้นนี้เริ่มไม่ค่อยเกี่ยวโดยตรงกับร่างกายแล้ว แต่เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์เป็นสัตว์สังคม สัตว์สังคมนั้นไม่ว่าจะเป็นตัวอะไรก็ย่อมกลัวการถูกทอดทิ้ง กลัวการอยู่เพียงลำพัง ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องการความรักและมิตรภาพ เพื่อน คู่รัก ครอบครัว ชุมชน จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบรับความต้องการขั้นที่สาม มี ข้อคิดบางประการเกี่ยวกับ "เงิน" ที่ผมพูดไว้ในข้อที่แล้ว พอมาถึงขั้นนี้เราอาจเห็นได้ว่าเงินชักจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการขั้น นี้ได้ครบถ้วนแล้ว บางคนอาจจะบอกว่าเขาเคย ใช้เงินซื้อเพื่อนหรือคนรักได้ แต่เชื่อผมเถิด ถ้ามันจะซื้อได้จริงๆ มันก็คงได้แค่เพียงผิวเผินชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ลองดูขั้นต่อไปเรื่อยๆ สิครับว่า เงินซื้อได้หมดไหม

ขั้นที่ 4.ความต้องการยอมรับนับถือ ในขั้นนี้มาสโลว์ยังแบ่งเป็นสองแบบ แบบแรกคือ ปรารถนาการนับถือตนเอง ต้องการมีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความความสำเร็จโดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น ฟังๆ ดูแล้วมนุษย์นี่ช่างเรื่องมากดีแท้ๆ ส่วนแบบที่สองคือ ปรารถนาได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น ก็พวกเกียรติยศชื่อเสียงนั่นแหละครับ มาถึงขั้นนี้แล้วมองดูผ่านๆ บาง คนอาจจะบอกว่าเงินก็ยังน่าจะมีอำนาจซื้อได้อยู่นะไอ้เกียรติ ยศ และสรรเสริญนี่ ไม่รู้สิครับผมว่าสังคมเขารู้นะครับว่าอันไหนซื้ออันไหนไม่ซื้อ ที่สำคัญหากซื้อมาได้จริงมันก็แค่หลอกคนอื่นได้ คนเรามันหลอกตัวเองได้ที่ไหนกัน สุดท้ายแล้วในใจลึกๆ ก็ยังขาดการยอมรับนับถือตัวเองอย่างที่มาสโลว์บอก ขั้นความต้องการยิ่งสูง เงินก็ยิ่งหมดความหมายไปเรื่อยๆ ว่าไหมครับ ลองอ่านขั้นสุดท้ายของความต้องการของมนุษย์ดูก็ได้

5.ความต้องการในอุดมคติแห่งตน ฟังยากอีกแล้วครับ ภาษาฝรั่งที่มาสโลว์ว่าไว้คือ SELF ACTUALIZATION NEED แปลกันไว้หลายสำนักเสียด้วย สำนักหนึ่งแปลว่า คือความต้องการความสำเร็จตามความนึกคิดของตนเอง อีกสำนักหนึ่งแปลว่า ความต้องการความสมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์ ฯลฯ

 ที่มาhttp://joezine.exteen.com/20051015/entry

Ico48
Teddy (Recent Activities)
09 March 2008 02:18
#23946
ถามตัวเองมาตลอดกับคำถามที่ว่า ทำงานเพื่ออะไร ..  เหมือนจะได้คำตอบให้ตัวเองมานานแล้ว  แต่ความรู้สึกสับสนกับตัวเองก็ยังมีอยู่ คำตอบที่ได้ืคือ เราทุกคนต้องทำงาน ทำงานเพื่อให้เรามีคุณค่า ที่สับสนก็คือ ทำไมหลายครั้งเรารู้สึกเหมือนเราไม่มีคุณค่าพอ  หลายครั้งเหมือนไม่มีแรงผลักดัน เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยเป็น แ้ล้วทำยังไงถึงจะรู้สึกว่าเรามีคุณค่าล่ะ  บางคำถามเรารู้คำตอบ หรือแนวทางที่มันควรจะเป็น แต่บางครั้งเป้าหมายที่เราเห็นอยู่ว่ามันอยู่ตรงนั้นเอง มันควรจะเป็นอย่างนั้น แต่มันก็ไปไม่ถึงซักที เหมือนเดินหาทางออกในเขาวงกต ไม่อยากแค่ทำงานไปวัน ๆ งานสำเร็จชื่นชมยินดี ผิดพลาดโดนตำหนิแล้วเสียใจ เป็นวังวนอยู่อย่างนั้น สุดท้ายคุณค่ามันอยู่ตรงไหนกัน หวังว่าคงจะเจอในเร็ววัน จะได้มีความสุขในการทำงานเหมือนอาจารย์ในขณะนี้ และตามมาด้วยความสุขในชีวิต  เพราะชีวิตก็คือการทำงาน ไม่สามารถแยกจากกันได้
Ico48
สายฝน (Recent Activities)
09 March 2008 06:45
#23961

สวัสดีค่ะ

สายฝนก็มีความคิดคล้าย ๆ กับอาจารย์ค่ะ

แต่ในส่วนของความก้าวในหน้าที่การงาน บางคนเค้ายังต้องการอยู่ เพราะว่าหลาย ๆ คนยังเดินไม่ถึงจุดสุดยอดของงานในหน้าที่ของตนเอง (สายฝนก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยค่ะ)

บางครั้งความคิดของสายฝนเองที่คล้าย ๆ กับอาจารย์ ก็ยังขัดแย้งกับความคิดของตนเองเหมือนกัน  

บันทึกนี้เยี่ยมยอดค่ะ อาจารย์ แถมยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบยาวๆจากชาว Share ได้อีกด้วย เรียกว่า เรามีบล็อกเพื่อการเสริมสร้างความคิดแลกเปลี่ยนกันจริงๆแล้วนะคะ น่าดีใจมากๆเลย ขอบคุณอาจารย์มากๆค่ะ รู้สึกว่ายิ่งเขียนยิ่งอ่าน อาจารย์ก็ "ไร้กระบวนท่า" แต่วรยุทธล้ำเลิศจริงๆค่ะ ข้าน้อยขอคารวะ (เอาขนมหวานๆ 1 ถ้วยก็แล้วกันนะคะ วันหลังจะทำไปฝากค่ะ)
Ico48
Kon1Kon (Recent Activities)
10 March 2008 22:19
#24097
ทำงานเพราะคิดว่ากำลังสร้างวิหาร (ไม่ใช่ก่ออิฐ--เหมือนใน บันทึกนี้ ค่ะ..)
Ico48
samlam [IP: 112.142.60.118]
07 March 2010 05:34
#55061

แล้วถ้าทำอะไรก็ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ประมาณว่า เก่งสู้เขาไม่ได้สักอย่างว่างั้นเถอะ เราจะปลอบใจตัวเองยังไง  เป็นก็แค่พอไปได้ ไม่ได้อยากเปรียบเทียบแต่การไม่เคยได้รับคำแสดงความชื่นชมเหมือนที่คนอื่นได้รับมาก ๆเข้า ก็ท้อถอยไปเลย

คุณ Samlam ครับ

ผมไม่เชื่อนะครับว่าคนเราจะทำทุกอย่างไม่ได้ดี ผมเชื่อว่าคนเรามีส่วนเด่นด้านใดด้านหนึ่งแน่นอน เพียงแต่ว่าเราจะค้นมันพบและหาโอกาสนำมาใช้หรือไม่เท่านั้น

ผมเชื่อในการเรียนรู้ ความพยายาม ที่จะฝึกฝนมากกว่าพรสวรรค์ครับ

อย่าเสียเวลาไปท้อแท้นะครับ ใช้เวลาเหล่านั้นมาสำรวจตัวเองและลงมือทำในสิ่งที่เราถนัดที่เราชอบให้ดียิ่งขึ้นดีกว่าครับ

Ico48
samlam [IP: 112.142.114.222]
12 March 2010 19:58
#55272

คุณ คนธรรมดา ค่ะ

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ  คนเราบางครั้งก็ซับซ้อนกว่าที่คิดนะคะ  samlamเป็นครูโดยบังเอิญ รักเด็ก แต่เป็นครูที่สอนไม่เก่ง อยู่ในที่ทำงานที่ดีมาก เคยพยายามทำงานด้วยความขยันขันแข็ง  เชื่อมั่นว่า ถ้าตั้งใจแล้วน่าจะได้ดี (อย่างที่เคยกับเรื่องการเรียน) แต่กลายเป็นไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ ทำอะไรก็ปานกลาง ก็เลยเหมือนกับตันทางความคิดนะคะ คิดไม่ออกก็ท้อแท้ไปเลย ตอนนี้ก็ยังหาทางอยู่นะคะ เคยเจอคนแบบนี้ไหมคะ หรือเคยเป็นเองไหมคะ

 

คุณ samlam ครับ

ลองเปลี่ยนบรรยากาศ ไปดูงานนอกสถานที่ทำงานดูบ้างครับ ผมนั่งดูคนขายติ๋มซำเดินวุ่นอยู่ยังได้แนวคิดดีๆว่าเขาบริการลูกค้าอย่างไร ในเน็ตก็คงมีมากครับ แนวคิดดีๆ เปรียบเทียบการทำงานกับธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่สถานศึกษาก็ได้ครับ ลองทำใจสบายๆอย่าไปเค้นความคิดเรานะครับ

 

Ico48
mmmm [IP: 118.173.49.106]
19 April 2011 12:21
#64944

ไม่รู้เหมือนกันยังหาคำตอบไม่ได้เลย

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.235.137.159
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ