นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 3420
ความเห็น: 15

Story Telling กิจกรรมการจัดการความรู้ในหน่วยงาน

การเล่าให้ฟังในส่วนของความเชื่อและความคิดของตัวเอง

 

ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมเล่าความสำเร็จในกิจกรรม KM ต่อที่ประชุมคณบดีในวันที่ 6 มีนาคม 2551 ที่วิทยาเขตตรัง โดยให้เวลาเล่า 20 นาที ตอน 10.00 น.ครับ (ผมไม่ได้คิดว่าทำอะไรสำเร็จไปแล้วเลยนะครับ แต่ก็อยากจะเล่าและฟังความเห็นกลับมาด้วยนะครับ)

ผมก็ทำ powerpoint เสร็จตอน 16.08 น. ของวันนี้ (5 มีนาคม) แล้วก็เอาไปส่งให้น้องยามฯ ดำเนินการต่อไป..

ทีแรกก็ตั้งใจจะทำ ppt ให้ดีๆนะครับ อ่านตำราหลายเล่ม สุดท้ายทิ้งหมด เอาที่ทำๆ อยู่มาเล่ากันฟังดีกว่า แบบว่าดูทฤษฎีต่างๆ แล้ว ฮง ไปเหม็ด เพราะไปเริ่มต้นตั้งแต่ Yamazaki เสนอมิติการวิเคราะห์ความรู้แบบพีระมิด ที่เรียงลำดับ data ->information ->knowledge ->wisdom โดยบอกว่าความรู้จะพัฒนาเป็นปัญญาได้ ต้องเป็นความรู้ที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ

จากนั้น Michael Polanyi & Ikujiro Nonaka จำแนกความรู้ออกเป็น explicit knowledge (ความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถเข้าใจได้) และ tacit knowledge (ความรู้ที่มีอยู่ในตัวของบุคคลเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์)โดยบอกว่า tacit knowledge ใช้ได้ดีในการแก้ปัญหาทางสังคม พัฒนาต่อมาจนถึง Nonaka และ Takeuchi สร้าง knowledge spiral/SECI model ที่มี socialization, externalization, combination และ internalization เป็นวัฏจักร

ขยับมาถึง Dave Snowden (IBM’s Cynefin) กล่าวว่าความรู้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะจัดเป็นระบบได้ และการจัดการความรู้จะต้องใช้หลักศิลปะหรือธรรมชาติมากกว่าหลักการทางวิทยาศาสตร์ ความรู้จึงเป็นผลของการบูรณาการระหว่างสิ่งที่เป็นรูปธรรม ทักษะ การเรียนรู้ การรับรู้ ประสบการณ์ทั้งในภาพรวมและประสบการณ์เฉพาะของบุคคล ตลอดจนพรสวรรค์ ดังนั้นจึงให้ model ASHEN ไว้ (artifacts, skills, heuristics, experience and nature talent) ซึ่งอยู่ในเอกสาร KM ของ ก.พ.ร.

จนมาสรุปที่ O’Dell และ Grayson บอกว่า การจัดการความรู้คือกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คนในองค์กรเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติเพื่อยกระดับและปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินการขององค์กร

มันจะกลายเป็นเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน ก็เลยเปลี่ยนใจเป็นการเล่าให้ฟังในส่วนของความเชื่อและความคิดของตัวเอง ว่าจะทำอะไรต่อไป และในระหว่างทางที่ทำอาจจะได้อะไร (เช่น มีหน่วยงานภายนอกติดต่อมายังศูนย์ฯมากเพิ่มขึ้นเพราะรับรู้ข้อมูลจาก share.psu) ที่ละเล็กละน้อย และไม่น่าจะมีปลายทาง เพราะสภาพสังคมมัน dynamics โดยหวังว่าองค์กรจะต้องไม่ถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง หรือให้ดีก็ต้องเป็นผู้นำ และสมาชิกในองค์กรต้องมีความสุขก็น่าจะพอ

แควนๆ คอยเอาใจช่วยด้วยนะครับ

ผม..เอง

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 05 มีนาคม 2551 18:36 แก้ไข: 05 มีนาคม 2551 18:36 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ดีใจจังค่ะที่อาจารย์เปลี่ยนใจ ทฤษฎีเขาเอามาจากภาคปฎิบัติแล้วไปวิเคราะห์ สิ่งที่เราน่าจะได้เปรียบคือ เราทำแล้ว เราถึงไปอ่านทฤษฏี ซึ่งเราสามารถเอาความคิด ความเข้าใจของเราอธิบาย พูดคุย เล่าเรื่อง ให้คนอื่นฟังตามที่เราเข้าใจ คนฟังก็เอาไปปรับคิด ปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง โอ๋คิดว่าการจัดการความรู้ต้องเริ่มที่การปฏิบัติจริงๆค่ะ แล้วหน้าที่ของเราที่ทำแล้ว และมีโอกาสได้พูด ได้เล่า ก็คือทำให้คนอื่นอยากจะ "ลงมือทำ" และ "ลองทำจริงๆ" ใช่ไหมคะ อาจารย์

ชอบวิธีการที่อาจารย์เล่าไล่เรียงการคิด และการทำงานของอาจารย์ในบันทึกนี้จังเลยค่ะ

Ico48
[IP: 61.7.166.224]
05 มีนาคม 2551 23:09
#23535

^_________^

 

ยิ้มสู้...ส่งกำลังใจฮับ

แหะๆ ไม่อยากบอกเลยครับ ว่าจริงๆ แล้ว เพราะ บันทึกนั้น บันทึกโน้น และบันทึกนู้นนนนน ของท่านครับ ที่ทำให้ผมมาคุ้ยตำรา KM อ่านใหม่ เพราะไม่มั่นใจว่าผมเข้าใจมันจริงๆ หรือเปล่า
อีกอย่าง เห็นใครๆ ก็พูดถึงแต่ "หลุม  KM" กัน  เลยชักจะกังวลว่าเอาขาไปวางไว้สักข้างแล้วหรืออย่างไร (ฮา)
แต่จนแล้วจนรอด ยังไม่ได้ไปตอบ บันทึกนั้น ที่ ท่าน เขียนไว้สักที มัวแต่หาเช้ากินค่ำ ขายผ้าเอาหน้ารอดอยู่ -- แหะๆ 

สรุป ก็ได้คล้ายๆ กับที่ท่าน คนธรรมดา ว่าครับ เอาตำราไว้เป็นแนวกว้างๆ ได้
แต่ KM แบบไทยๆ มีอะไรสนุกตื่นเต้นให้ค้นหาเยอะเลย -- ไม่เครียด แถมได้ความรู้แบบเนียนๆ

เขียน blog เป็น ส่วนหนึ่งของการ "เล่าเรื่อง" (story-telling) ที่มีการจัดเก็บให้เป็นเรื่องเป็นราว
ถ้าเราจะบอกว่า "เรื่อง" คือ knowledge -- ในสังคม ม.อ. ที่หลากหลายยิ่งของเรา คุยเรื่องนี้ได้เป็นวันๆ ก็ไม่จบ
เพราะแต่ละคนให้ความหมาย ความสำคัญกับ "สิ่งที่ตัวเองอยากรู้" ไม่เหมือนกัน
อ่าน blog ก็เหมือนอ่านไทยรัฐครับ เรา เลือกได้ ว่าจะอ่านข่าวฆ่าข่มขืน หรือ ข่าวประกวดนางงาม (ฮา)

ผมไม่ได้พูดเล่น หรือท้าตีท้าต่อยนะครับ เราอยากให้สังคม (blog) ของเราเป็นอย่างไร ก็มาช่วยกันเขียนสิครับ
Share เปรียบเหมือนเด็ก เหมือนผ้าขาว อยู่ที่ผู้ใหญ่อย่างเราจะแต่งแต้ม -- วู้ยยย ว่าไปนั่น

น้องปุย เขียนหลายท่อนไว้สะกิดใจ -- ตอนนี้กลายเป็นบันทึกแนะนำไปแล้ว
ว่าแล้วขออัญเชิญท่านผู้มีสาระทั้งหลายมาลงประทับ blog พลัน  -- โอมมมมม -- จงลง จงลง (ฮา)

เอาใจช่วยท่านอยู่ห่างๆ ครับ ถึงจะห่างกาย แต่ใจถึงกันครับ --  อ๊ะ -- นั่นแน่ คารมคมขวด ;-)
ใครทำอะไรให้ขัดเคืองใจ บอกนะครับ เราพวกเยอะครับ (ฮา)

ปล. แก้ข้อผิดพลาดนิ๊ดดดดดนึงครับ
เพราะ บันทึกนู้นนนนน ของท่านที่ทำให้ผมกลับไปลุยอ่าน บันทึกของอาจารย์วรภัทร อีกรอบ หลังจากอ่านผ่านๆ มานาน ไม่รู้ว่าอ่านสะเปะสะปะไปอีท่าไหน  สุดท้ายผมมาจอดอยู่ที่ TheoryU ของ C. Otto Scharmer
ในนั้น มีของ (อ่าน) เล่นอีกเยอะครับ  ตอนแรกผมกะว่าจะซื้อหนังสือ แต่พอไปอ่านฉบับย่อก็พอได้ใจความเหมือนกัน
ท่านใดสนใจลองดูครับ   ผมเองอ่านยังไม่จบ  แต่เท่าที่พอจับได้  มีวิธีคิดทางตะวันออกอยู่เยอะเหมือนกัน
ท่านคนธรรมดา ก็เคยพูดถึง หนังสือของท่านติช นัท ฮันห์ อยู่วันก่อน
อ่านสองแนวนี้ให้แตก แล้วเอามายำรวมกันเป็น KM แบบไทยๆ ได้ (ฮา)

ป2ล. การอ่านบันทึกของคนอื่น เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ร่วมกันครับ (on learning from each other)
มันช่วยเสริมความ "กระหาย ใคร่รู้" ครับ  
แต่ทำไมผมไม่ยักกะกระหายสำหรับงานตัวเองที่อยู่ในมือเลยง่ะ
ทีเรื่องอื่นทำได้ทำดี แต่งานตัวเองไม่ยักกะเสร็จ ฮือๆ
ว่าแล้วไปทำงานต่อดีกั่ว ;-)
มาเอาใจช่วยคับทั่น ^_^

เอาใจช่วยครับ

 มาเป็นกำลังใจให้ค่ะ (ของฝากไม่ต้องนะคะ)

บรรยากาศเป็นอย่างไร รอติดตามอ่านตอนต่อไปนะคะ

 สู้ ๆ ๆ

พี่ค้าบ น้องต้องขออภัยอย่างแรง คอมน้องมันเจ๊ง ไปแล้วค้าบ เอาข้อมูลออกมาไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลยค้าบพี่ รวมทั้งข้อมูลบของพี่ที่เซพใส่เครื่องไว้เมื่อวานด้วยค้าบ

ฮือ ฮือ

ไม่เป็นไรหรอกครับ น้องยามฯ ผมเตรียมสำรองไฟล์ไว้แล้ว และนำเสนอจบไปแล้วครับ

ขอบคุณก้าบพี่ชาย แล้วค่อยไปกินเค๊กกันนะก้าบ กลับมาเล่าบรรยากาศให้ฟังบ้งนะก้าบ

 


 

;-)-----น้องเรา

บ่ายๆ คงได้ชม "คุณลิขิตติดจรวด คนนี้" บันทึกมาให้ชมนะคะ ว่าจากการฟัง...เก็บอะไรได้บ้าง
  • (^_^)
  • ให้กำลังใจคนทำงานค่ะ

"ความรู้จึงเป็นผลของการบูรณาการระหว่างสิ่งที่เป็นรูปธรรม ทักษะ การเรียนรู้ การรับรู้ ประสบการณ์ทั้งในภาพรวมและประสบการณ์เฉพาะของบุคคล ตลอดจนพรสวรรค์ "

    สิ่งที่อาจารย์เสนอมาคือรูปธรรมของสิ่งที่กล่าวข้างต้นเลยค่ะ ผู้อ่านหรือผู้ฟังเองก็ต้องนำมาบูร.เช่นกัน

เพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของตนเอง  ความรู้หรือปัญญาทีนำมาแลกเปลี่ยนช่วยย่อระทางในการเรียนรู้ของเราให้เร็วขึนไม่ต้องไปคลำเองทุกเรื่อง

    ได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่เป็นต้นฉบับลายมือของท่าน อาจารย์พุทธทาส 4  เล่ม ซึ่งจำหน่ายที่ปชส .มหาวิทยาลัย  ทำให้ได้เห็นวิธีการจัดการความรู้ของท่านอาจารย์  ทั้งบันทึกและร้อยกรองพร้อมภาพถ่ายน่าสนใจมากค่ะ  เป็นการบุรณาการที่เนียนจริงๆค่ะ

     

 ก็เลยเปลี่ยนใจเป็นการเล่าให้ฟังในส่วนของความเชื่อและความคิดของตัวเอง ว่าจะทำอะไรต่อไป และในระหว่างทางที่ทำอาจจะได้อะไร (เช่น มีหน่วยงานภายนอกติดต่อมายังศูนย์ฯมากเพิ่มขึ้นเพราะรับรู้ข้อมูลจาก share.psu) ที่ละเล็กละน้อย และไม่น่าจะมีปลายทาง เพราะสภาพสังคมมัน dynamics โดยหวังว่าองค์กรจะต้องไม่ถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง หรือให้ดีก็ต้องเป็นผู้นำ และสมาชิกในองค์กรต้องมีความสุขก็น่าจะพอ

น่าจะตรงกับ
" KM. is a journey,not a destination."
อะไรก็ได้ที่ทำให้คนพัฒนาตัวเองได้ ทั้งด้านการทำงาน การปฏิสัมพันธ์ สุนทรียภาพ การดำรงอยู่ คุณภาพชีวิตและสุขภาพ ฯลฯ ที่ทำให้คนมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น..นั่นหละ ใช่เลย..

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.235.137.159
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ