นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
Network
Members · Following: 5 · Followed: 22

อ่าน: 1175
ความเห็น: 2

แนวทางการพัฒนาสังคมไทยต้องเปลี่ยนและจริงจังกว่านี้

จากบันทึกนี้ และข่าวการวิเคราะห์เรื่องการจำนำข้าวจากนักวิชาการ TDRI เป็นเรื่องที่สอดประสานกันได้อย่างดีกับเนื้อหาที่จะบันทึกนี้ครับ

 

นักวิชาการจาก TDRI ประมาณการว่าประเทศไทยจะขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวประมาณ 170,000 ล้านบาท โดยเงินที่ขาดทุนประมาณ 100,000 ล้านบาทจะไปสู่มือชาวนา แต่ที่เหลือจะไปอยู่กับนายทุนและค่าใช้จ่ายในระบบ

 

เรื่องจะขาดทุนมากขนาดใดนั้นก็ไม่ทำให้ผมเดือดร้อนนัก แต่การประเมินผลเสียทางอ้อมที่คาดหมายไว้นั้นเป็นเรื่องใหญ่กว่า เช่น ชาวนาจะเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ไม่ได้คุณภาพมาจำนำและไม่สนใจที่จะพัฒนาคุณภาพข้าว รวมทั้ง productivity ให้ดีขึ้นกว่าเดิม (เพราะจะมีรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องพัฒนาหรือลงแรงลงความพยายามอะไรลงไปเลย) ในทำนองเฉกเช่นเดียวกับนายทุนที่รอเก็งกำไรสินค้า ตอนช่วงขึ้นภาษีบุหรี่ เก็บสต๊อกไว้เยอะ ๆ ก็กำไรโขแล้ว 

 

ระบบจำนำข้าวนี้จะไม่ส่งผลเลวร้ายเท่าใดนักในขณะนี้ แต่จะส่งผลเลวร้ายมากเมื่อโครงการรับจำนำข้าวนี้สิ้นสุดลง (คาดการณ์ว่าคงแบกรับไว้ได้ไม่นาน)

 

ทั้ง 2 เรื่องนี้ บ่งบอกว่า การมีนโยบาย/แนวทางการบริหารการจัดการที่ผิดทาง/ผิดวิธี จะส่งผลกระทบในระยะยาวที่ทำให้คนในสังคมด้อยความสามารถและด้อยประสิทธิภาพลง 

 

เรื่องนี้ผมก็เจอมาแล้วครับ เช่นการเลื่อนระดับความก้าวหน้าของบุคลากรที่ต้องการผลงานการพัฒนา ซึ่งโดนคำถามว่าจะต้องเนี๊ยบต้องดีเพียงใด ช่วย ๆ กันไม่ได้หรือ?

 

จากประสบการณ์ที่มาเห็นมานั้น ผมไม่ค่อยเห็นการช่วยเหลือการเลื่อนระดับไปแล้วจะทำให้บุคคลเหล่านั้น(ที่ได้รับการช่วยเหลือไปแล้ว) มีศักยภาพสูงขึ้นนะครับ ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นนั้นจะมีคุณภาพเท่าเดิมหรืออาจลดลงไป (เพราะได้เงินเดือนในระดับใหม่ไปแล้ว) ประเด็นนี้ยังจะอยู่คู่ม.อ.ไปอีกนาน

 

ผมก็เชื่อว่าคนไทยมีศักยภาพสูงครับ แต่มีวัฒนธรรมที่ติดจะเอาสบายไว้ก่อนมากไป มีความคิดแบบศรีธนญชัยมาก (น่าจะเอาบทเรียนศรีธนญชัยนี้ออกไป) คือคิดที่จะได้ประโยชน์โดยที่ตนเองออกแรงน้อยที่สุ

 

ตัวอย่างที่จอดรถที่คุณทดแทนเขียนไว้ในบันทึกนี้ก็ได้ เพราะผมเป็นคนรับหน้าที่ชี้แจง นักศึกษาที่ทำผิดก็ตั้งคำถามกับผมในทำนองที่ว่า หนูเป็นลูกค้าของศูนย์ฯ น่ะ แล้วจะให้หนูไปจอดรถยนต์ที่ไหน หากไม่จอดผิดระเบียบ ผมก็ชี้แจงไปว่า ลองมองอีกมุมหนึ่งนะ หนูนะมีที่จอดรถยนต์เพราะผู้อื่นเขาเคารพกฎ เขาเข้าใจความจำเป็น ถ้าผู้อื่นไม่เคารพกฎหนูคงไม่เห็นที่จอดว่างพอที่หนูจะจอดรถได้หรอก (ก็หมายความว่าคงไม่มีที่จอดเหมือนกัน) ผมคงไม่สามารถแบกรับภาระหาที่จอดรถยนต์ให้ใครได้ เพราะปัจจุบันผมก็เดินไปประชุมที่สนอ.แล้ว เดินไปเสียเวลาเท่ากับขับรถยนต์ไปนั่นแหล่ะ

 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่มีที่จอดรถยนต์มาหลายสิบปีแล้ว อาจารย์ที่ผมรู้จักบางท่านใช้วิธีนั่งรถแท๊กซี่เอาครับ ท่านบอกว่าสบายกว่า ทำงานได้ในระหว่างเดินทาง ไม่เครียดในการแย่งชิงหาที่จอดรถยนต์ บริหารจัดการเวลาได้ดีกว่า

 

ระบบการศึกษาไทยน่าเป็นห่วง เพราะเราเน้นการสอนให้ทำข้อสอบได้ มากกว่าการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ โดยมีระบบการออกข้อสอบยาก ๆ ช่วยเสริมแนวคิดการแข่งกันทำข้อสอบได้เป็นอย่างดี ช่วยให้เกิดการเสริมสร้างแนวคิดต้องติว สังคมบริบทของผู้ปกครองก็เน้นไปในทางเดียวกันคือ ต้องสอบได้คะแนนสูง ๆ ไว้ก่อน

 

การพัฒนาสถาบันการศึกษาก็เน้นที่เทคนิคการกีดกันมิให้เปลี่ยนสถานศึกษา เช่นกำหนดวันทำกิจกรรมตรงกับวันสอบเข้าอีกโรงเรียนหนึ่ง เก็บเงินค่าเทอมล่วงหน้า เรียกผู้ปกครองไปพบไปเจรจากึ่งข่มขู่กึ่งชักชวน แทนที่จะเน้นการพัฒนาการเรียนการสอน กิจกรรมในโรงเรียนตนเองให้ดีขึ้น ให้มีคุณภาพขึ้น มีชื่อเสียงขึ้น แต่กลับไปใช้แนวทางซึ่งผมเรียกว่า อวิชาหรือวิชามาร แทน เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน (สถาบัน) แทนที่จะส่งเสริมเด็กเก่งไปเรียนที่ดีกว่า จะได้พัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ เป็นประโยชน์กับสังคม ก็เป็นห่วงว่าโรงเรียนจะไม่มีชื่อเสียง อีกทั้งต้องเหนื่อยขึ้นในการสอนเด็กที่อ่อนลง (ด้วยหรือเปล่า?)

 

อีกเรื่องคือผมไม่ค่อยรู้สึกดีนักที่ม.อ.จัดเอาทางเดินเท้าหน้าตึก LRC มาเป็นที่จอดรถยนต์ ซึ่งจอดได้สัก 30 คัน ผมเห็นในชั่วโมงเรียน เด็กต้องลงมาเดินในถนนเสี่ยงกับโดนรถยนต์เฉียดเอามากขึ้น การจราจรก็ต้องขับรถยนต์อย่างระมัดระวังมาก มีคนสบายประมาณ 30 คน แต่มีคนต้องเสี่ยงมากขึ้นอีกเป็นร้อย หากเกิดอุบัติเหตุและมีการฟ้องร้องกัน ผมว่าม.อ.เราจะเป็นจำเลยเอาได้ง่าย ๆ

 

ทัศนคติของคนในสังคมไปในทางลบมากขึ้นครับ ผมเจอรถมอเตอร์ไซค์จอดขวางทางเดินที่ทาขาวแดงเอาไว้ ผมก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานไว้ก่อน นักศึกษาพยายามขยับรถให้หลีกทางเดินและติดขาวแดงไว้นิดเดียว ตอนมาพบผมนั้นเขาบอกว่า เขาจอดติดขาวแดงเพียงนิดเดียวเอง ผมต้องเอารูปที่ถ่ายไว้ให้เขาดูว่า มันจอดผิดระเบียบชัดเจนเพียงใด พฤติกรรมเหล่านี้แสดงการเอาตัวรอดซึ่งเป็นธรรมดาของคนเรา แต่พฤติกรรมโกหกซ้ำสองไม่ได้แสดงว่าเขาตระหนักในความผิดที่เขาทำลงไปเลย

 

การไปทัศนศึกษาที่เวียดนามครั้งนี้ ผมชมเชยการเจ้าหน้าที่อยู่ประเด็นหนึ่งว่า ดำเนินการเก็บเงินจากผู้ไปทัศนศึกษาครึ่งหนึ่งได้อย่างถูกต้อง ผมก็ยอมรับครับว่าทัศนศึกษาได้ประโยชน์ในการทำงานแต่ก็เป็นผลประโยชน์ส่วนตนด้วย การที่ยอมจ่ายเงินเองครึ่งหนึ่งจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล ทัศนคติแนวทางนี้ต้องใช้ให้ทั่วองค์กร มิฉะนั้นการไปศึกษาดูงานในต่างประเทศก็จะกลายเป็นการให้รางวัลเฉพาะตัวบุคคล โดยองค์กรได้ผลประโยชน์จากการดูงานน้อยมาก (เรื่องนี้กรุณาอย่าเหมารวมไปทุกการดูงานนะครับ) และสังคมไทยนิยมการดูงานแบบนี้มาก

 

ผมเพิ่งได้หนังสือน่าอ่านมาอีกเล่ม The design of magic ครับ 

 

ผม..เอง (แมวที่ยังร่าเริงอยู่)   

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 24 พฤศจิกายน 2555 16:41 แก้ไข: 24 พฤศจิกายน 2555 16:41 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 ServiceMan, และ 5 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Related post in facebook recently:

http://on.fb.me/WpRfuo

ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายนำเอาทางเท้ามาเป็นที่จอดรถเหมือนกันครับ

ใน ม.อ. เราสร้างที่จอดรถมากพอแล้วครับ จะให้เพียงพอกับรถทุกคันคงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งในภาวะนโยบายรัฐที่สนับสนุนการมีรถมากขึ้น

เราให้สิทธิ์คนแค่ ๓๐ คนแต่ไปริดรอนสิทธิ์ของคนอื่น ๆ อีกมากกว่า ๓๐ คน

ยิ่งหอสมุดย้ายไปตึก LRC ด้วยแล้ว ยิ่งต้องจัดพื้นที่สำหรับนักศึกษาเพื่อให้เป็นศูนย์การเรียนรู้มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของความสะดวกสบายของคนเพียงไม่กี่คน

เราเอง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.237.254.197
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ