เชิญชวนร่วมเขียนเรื่องราวความสุขของท่าน ผ่าน Share.psu.ac.th โดยใส่คำสำคัญ PSU.QWL
อ่าน: 767
ความเห็น: 1

การรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครองของบัณฑิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผู้ปกครองเป็นกลุ่มที่มีบทบาทให้การดูแลและสนับสนุนการศึกษาของนักศึกษากระทั่งสำเร็จการศึกษา รวมถึงเป็นผู้ส่งต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสู่ผู้ปกครองรุ่นหลัง

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีนโยบายยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการสู่ระดับสากล โดยในปีงบประมาณ 2553 ได้จัดทำข้อตกลงการปฏิบัติราชการกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ด้วยการนำเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Section Management Quality Award: PMQA) มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร ซึ่งจากการนำเกณฑ์ PMQA มาเป็นกรอบประเมินองค์การด้วยตนเอง ทำให้ทราบจุดแข็ง และโอกาสในการปรับปรุง นำไปสู่การจัดทำแผนและพัฒนาองค์การให้มีประสิทธิภาพ 

แม้ว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ผ่านการรับรองตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐขั้นพื้นฐาน  (Certified Fundamental Level) ทุกหมวด ยังคงต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับการบริหารจัดการองค์การตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐระดับก้าวหน้า (Progressive Level: PL) ซึ่งในขั้นพัฒนาองค์การปีงบประมาณ 2554 นั้น สำนักงานประกันคุณภาพร่วมกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทบทวนโครงร่างองค์การ และการดำเนินงานทุกหมวดตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการประเมิน PMQA และตรวจทานองค์การตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงในรอบปี

จากการทบทวนโครงร่างองค์การด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของมหาวิทยาลัยนั้น พบว่ามหาวิทยาลัยจะต้องมีการรับฟังความต้องการและความคาดหวังที่สำคัญของทุกกลุ่ม ซึ่งจะเชื่อมโยงสู่การดำเนินงานในแต่ละหมวด อาทิเช่น การนำความต้องการและความคาดหวังมาใช้ประกอบการกำหนดทิศทางองค์การ (LDP1) การปรับปรุงนโยบายการกำกับดูแลองค์การที่ดี (LDP4) ใช้ประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี และ 1 ปี (SPP2) และการรับฟังกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อใช้ปรับปรุงระบบงาน กระบวนการทำงาน (CSP1) ฯ ซึ่งจะมีการยึดโยงการบริหารงานให้เป็นระบบตั้งแต่ปัจจัยนำเข้าจนถึงผลผลิตและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญและยังไม่ได้จัดการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการมาก่อนคือกลุ่มผู้ปกครองของนักศึกษาหรือบัณฑิต ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทให้การดูแลและสนับสนุนการศึกษาของนักศึกษากระทั่งสำเร็จการศึกษา รวมถึงเป็นผู้ส่งต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสู่ผู้ปกครองรุ่นหลัง  สำนักงานประกันคุณภาพในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยจึงใช้ช่วงเวลาที่ผู้ปกครองเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับบุตรหลานในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ระหว่างวันที่ 21-22 กันยายน 2554 สัมภาษณ์ผู้ปกครองจำนวน 56 คน โดยกระจายทุกกลุ่มสาขาทั้งกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมนุษยศาสตร์/สังคมศาสตร์ ภูมิลำเนาของผู้ปกครองส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ ผลการสัมภาษณ์ผู้ปกครองพบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  1. เหตุผลที่ตัดสินใจให้ลูก/หลานเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าเพราะเป็นสถานศึกษาในพื้นที่ อยู่ใกล้บ้าน รองลงมาคือเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียง  แสดงให้เห็นว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์การจัดตั้งมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี ที่มุ่งกระจายโอกาสการศึกษาระดับอุดมศึกษาสู่ภาคใต้ ยกระดับมาตรฐานการศึกษาในท้องถิ่น และสนับสนุนการพัฒนาภูมิภาค
  2. ประเด็นที่มีความประทับใจ/พึงพอใจต่อมหาวิทยาลัย สอดคล้องกับเหตุผลในข้อแรกคือ ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นว่าเป็นสถานศึกษาในพื้นที่ ใกล้บ้าน เดินทางสะดวก และมีชื่อเสียง  แสดงให้เห็นถึงการมุ่งมั่นพัฒนาระบบการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และภารกิจอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย ล้วนที่เป็นรับรู้ของผู้ปกครอง   เช่น ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS Asian University Ranking 2011 พบว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีอันดับที่สูงขึ้น จัดอยู่ในอันดับที่ 95 ของ Asian และติด 1 ใน 5 ของประเทศ ทำให้ผู้ปกครองเชื่อมั่นในคุณภาพของมหาวิทยาลัย
  3. ประเด็นความคาดหวังต่อมหาวิทยาลัย พบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องการเห็นบุตรหลานที่สำเร็จการศึกษาแล้วมีงานทำ ซึ่งภาวะการมีงานถือเป็นตัวบ่งชี้ของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งต้องรับการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกปีเช่นกัน เช่น สกอ. สมศ.และก.พ.ร.  จากผลการสำรวจบัณฑิตล่าสุด (ปีการศึกษา 2552) ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รอบ 5-6 เดือน พบว่า บัณฑิตมีงานทำและประกอบอาชีพอิสระ (ไม่รวมบัณฑิตที่ศึกษาต่อ) ร้อยละ 78.58  โดยคณะที่ได้งานทำและประกอบอาชีพอิสระสูงกว่าคณะอื่นๆ และสูงกว่าร้อยละ 90 (ไม่รวมบัณฑิตที่ศึกษาต่อ) มี 4 คณะได้แก่ คณะเภสัชศาสตร์ คณะวิเทศศึกษา คณะนิติศาสตร์ และคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มีบัณฑิตระดับปริญญาตรีได้งานทำและประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปี คิดเป็นร้อยละ 96.4, 92.0, 93.9 และ 90.1 ตามลำดับ ทั้งนี้ไม่รวมคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์ ที่บัณฑิตได้งานทำและประกอบอาชีพอิสระเกือบทุกคน ซึ่งมหาวิทยาลัยได้มีการทบทวนผลการดำเนินงานทุกปี อันจะนำไปสู่การปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น
  4. ประเด็นที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยปรับปรุง/พัฒนาเร่งด่วน  ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องการให้มหาวิทยาลัยเพิ่มหอพักให้เพียงพอกับจำนวนนักศึกษา เนื่องจากหอพักภายในของมหาวิทยาลัยมีความสะอาด สะดวก สบาย/เหมาะสม ปลอดภัย มีระบบการสื่อสาร/คอมพิวเตอร์ให้บริการทั่วถึง  มีกรรมการนักศึกษาหอพัก/อาจารย์ที่ปรึกษาหอพักคอยดูแล   ปัจจุบันนี้หอพักภายในมหาวิทยาลัยรองรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทุกคน  แต่ไม่สามารถจัดที่พักให้นักศึกษาชั้นปีอื่นได้ทุกคน ทำให้นักศึกษาต้องอาศัยกับหอพักเอกชน เช่าบ้าน ผู้ปกครองบางส่วนจึงมีความกังวลใจในเรื่องความปลอดภัยของบุตรหลาน 

 

นอกจากประเด็นเด่น ๆ ที่นำเสนอข้างต้นแล้ว ผู้ปกครองยังมีประเด็นหลากหลายทั้งที่ได้รับรู้ รับฟังจากบุตรหลาน ข่าวสารสาธารณะที่ได้รับทั้งเชิงบวก และต้องการให้มีการปรับปรุงอย่างจริงจัง ซึ่งมหาวิทยาลัยจะได้จัดทำแผนพัฒนาให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ปกครองได้มากยิ่งขึ้น   

สำนักงานประกันคุณภาพขอขอบคุณผู้ปกครองทุกท่านที่ได้ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยในครั้งนี้....... 

หมายเหตุ: ผู้ลงมือสัมภาษณ์ผู้ปกครอง คือคุณวรรณวิมล นาคะ (น้องดาว) ผู้รับผิดชอบ PMQA ของมหาวิทยาลัย และทีมงานของน้องดาวค่ะ

หมวดหมู่บันทึก: ประกันคุณภาพ ตัวชี้วัด ประเมินผล
คำสำคัญ (keywords): ประกันคุณภาพ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 19 ตุลาคม 2554 06:06 แก้ไข: 19 ตุลาคม 2554 06:09 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 DaO_558, Ico24 คนธรรมดา, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่ค่อยเข้าใจในความหมายของการประกอบอาชีพอิสระเท่าใดนักครับ

หาดูในกูเกิลมีดังนี้ครับ

นุชนาฏ:

ความหมาย การประกอบอาชีพอิสระ คือ การประกอบกิจการส่วนตัวต่าง ๆ ในการผลิตสินค้าหรือบริการที่ถูกต้องตามกฏหมาย เป็นธุรกิจของตนเองไม่ว่าธุรกิจนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม มีอิสระในการกำหนดรูปแบบและวิธีดำเนินงานของตัวเองได้ตามความเหมาะสม ไม่มีเงินเดือนหรือรายได้ที่แน่นอน ผลตอบแทนที่ได้รับคือเงินกำไรจากการลงทุน

1. เป็นเจ้านายตนเอง ใช้ความรู้ความสามารถได้อย่างเต็มที่

2. กำหนดการทำงานเอง

3. รับผิดชอบกิจการเองทั้งหมด

4. สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ อย่างเต็มที่

5. รายได้ไม่จำกัด (ทำมากรวยมาก ทำน้อยรวยน้อย)

คุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ

1. กล้าเสี่ยง (taking risk) อาชีพอิสระเป็นการประกอบธุรกิจส่วนตัว จึงต้องมีการลงทุนในขณะที่ถ้าเป็นลูกจ้างไม่ต้องลงทุนอะไร ซึ่งการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ดังนั้น ก่อนที่จะตกลงใจประกอบอาชีพใด จึงต้องพิจารณา วิเคราะห์ และไตร่ตรองอย่างดีเสียก่อน

2. มีความคิดสร้างสรรค์ (taking initiative) การประกอบอาชีพอิสระมิได้ยึดติดกับรูปแบบใด ๆ เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพอิสระต้องเป็นนายของตนเอง ดังนั้น ในการปรับปรุงสินค้าหรือบริการสามารถทำได้อย่างมีอิสระ เพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรในการดำเนินธุรกิจ

3. มีความเชื่อมั่นในตนเอง (self-confidence) ธุรกิจแต่ละประเภทต้องการการตัดสินใจที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงต้องเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ในภาวะการณ์ที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธุรกิจบางประเภทสามารถสวนกระแสเศรษฐกิจโดยรวมได้ ดังนั้น ผู้ประกอบอาชีพอิสระจึงต้องมีความมั่นใจ เพื่อจะได้พาธุรกิจของตนให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ได้ ดังนั้น ถ้าไตร่ตรองดีแล้วว่าจะทำอะไร เมื่อไร เวลาใดจงทำทันที

4. อดทน ไม่ท้อถอย (persistence and dealing with failure) การประกอบอาชีพทุกอย่างย่อมมีทั้งกำไรและขาดทุน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มประกอบการใหม่ ๆ จะต้องประสบปัญหาและอุปสรรคบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ประกอบอาชีพจึงต้องพร้อมที่จะรับข้อผิดพลาดและนำมาแก้ไขด้วยความอดทน ไม่ท้อแท้ ท้อถอย

5. มีวินัยในตนเอง (having discipline) การประสบความสำเร็จในอาชีพซึ่งเราเป็นเจ้าของกิจการเอง จำเป็นจะต้องมีวินัย มีกฏระเบียบการทำงานต้องสม่ำเสมอ ถ้าขาดวินัยการประกอบอาชีพก็อาจไม่ประสบผลสำเร็จการเป็นผู้มีวินัยนับเป็น สิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบอาชีพทุกประเภท เพราะวินัยจะเป็นสิ่งที่คอยกำหนดให้ผู้ประกอบการปฏิบัติงานตามแผนงานที่ได้ วางไว้ ถ้าผู้ประกอบการขาดวินัย ธุรกิจย่อมจะต้องประสบกับการขาดทุน และล้มเหลวไปในที่สุด

6. มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพ (good attitude) ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่มีเกียรติหรือไม่ ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องรักในงานที่ทำ และให้เกียรติกับงานนั้น ๆ เสมอ

7. มีความรอบรู้ (seeking information) การประกอบอาชีพอิสระจะต้องรับรู้ข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ประโยชน์ของการรับรู้ข่าวสารจะทำให้สามารถปรับปรุงธุรกิจของตนเองให้ทันสมัย อยู่ตลอดเวลา ผลที่ได้ก็คือกำไร

8. มีมนุษย์สัมพันธ์ (good human relationship) การประกอบอาชีพอิสระ จะต้องเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี เพื่อผลประโยชน์ในธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า บุคคลรอบข้าง หรือคู่แข่งขันก็ตาม เพราะการมีมนุษยสัมพันธ์อันดี จะทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงานเป็นอย่างยิ่ง

9. มีความซื่อสัตย์ (honesty with customer) ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อลูกค้า การบริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจในการขายสินค้าหรือบริการและกลับมาใช้ บริการอีกเป็นหัวใจสูงสุด เพื่อผลประโยชน์ต่อธุรกิจและต่อตัวเองในที่สุด

10. มีความรู้พื้นฐานในการเริ่มทำธุรกิจ การที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งเราควรได้รู้จักสิ่งที่จะทำอย่างน้อยให้รู้ว่า ทำจากอะไร ซื้อวัตถุดิบจากไหนตลาดอยู่แหล่งใด และหากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมจะหาได้จากที่ไหน

11. มีการพัฒนาตนเอง ให้มีคุณลักษณะเหมาะสมกับการประกอบอาชีพอิสระ เมื่อมีความรู้พื้นฐานในการประกอบอาชีพแล้ว ก็ควรได้มีการศึกษาอบรมเพื่อพัฒนารูปแบบของสินค้าหรือบริการ อีกทั้งยังต้องพัฒนาตนเองให้มีคุณลักษณะเหมาะสมกับการประกอบอาชีพนั้น ๆ เช่น หากเป็นช่างเสริมสวยก็ต้องพัฒนาตนเองให้ดูสวยงาม เมื่อลูกค้าเห็นได้ดูน่าเชื่อถือหรือหากเลือกที่จะขายอาหาร ผู้ขายก็ควรแต่งตัวให้ดูสะอาด ไม่สูบบุหรี่ขณะทำอาหาร เป็นต้น

ก็ไม่แน่ใจว่าจะตรงกันหรือไม่ครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.234.74.85
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ