นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุด
  • ไม่มี
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 0

อ่าน: 2289
ความเห็น: 7

ความรู้ของมหาวิทยาลัยอยู่ที่ไหน (ตอน 2)

ตอนที่แล้ว ความรู้ทางธรรมที่ถูกถ่ายทอด

วันนี้มาพูดถึงการถ่ายทอดความรู้ทางโลกยกตัวอย่างวิชาวิทยาศาสตร์เกิดจากการที่นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้า วิจัย พิสูจน์ว่าเป็นจริง วิชาเหล่านั้นก็ถูกบันทึกเป็นหนังสือเป็นวารสารเป็นบทความในขณะเดียวกันความรู้เป็นนั้นก็ถูกถ่ายทอดผ่านนักวิชาการรุ่นต่อไป ไปยังรุ่นศิษย์  รุ่นศิษย์หาความรู้เพิ่มเติมเมื่อได้ความรู้เพิ่มก็บันทึกเป็นหนังสือ เป็นบทความเป็นวารสารมีระบบเป็นวงจรของการถ่ายทอดความรู้ทำให้ความรู้ทางโลก ยั่งยืนนานกว่าสี่พันปี

ความรู้ทั้งทางธรรมและทางโลกที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติที่แท้จริงจึงมีการถ่ายทอดและเล่าสู่กันเป็นความรู้ที่ยั่งยืนส่งผ่านกันในการพัฒนามนุษยชาติ

กลับมาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ความรู้ของเราอยู่ที่ไหน เมื่อนักวิชาการของเราได้ไปเรียนต่อหรือได้ไปทำวิจัยหาความรู้เพิ่มเติมก็มีการบันทึกทำรายงานการวิจัยสรุปผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร นำความรู้ที่ค้นพบมาเรียบเรียงเขียนเป็นหนังสือ มีนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ  การบันทึกความรู้เหล่านี้มีระบบที่ทันสมัย เช่นทำสารคดีตอนสั้น ๆ จัดทำภาพข่าว ทำเป็นประมวลภาพ 

แต่การบันทึกความรู้เหล่านี้ไม่มีระบบเข้ามาจัดการให้ง่ายต่อการเข้าถึงความรู้หรือง่ายต่อการนำมาต่อยอด เพื่อให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด   เช่น วันนี้มหาวิทยาลัยของเราทำวิจัยเกี่ยวกับยางพารากว่า 100 เรื่อง แต่ถ้าเราจะค้นหาความรู้เรื่องยางพาราอย่างสมบูรณ์เราทำไม่ได้ในทันที เพราะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนบ้าง มีแหล่งเก็บมากมาย

ถ้าเราคิดว่า ม.อ.จะเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ที่เกิดโดยตัวตนของ ม.อ. และเราให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้นั้น  ความคิดเชิงนวัตกรรมในการจัดการความรู้ ที่เรียกว่าธนาคารความรู้ (Knowledge bank)  คงต้องถูกนำมาคุยกันเพื่อสานต่อให้เป็นจริงได้ ในการเก็บความรู้ที่เกิดโดยตัวตน ม.อ. ของเรา

ในตอนต่อไปจะนำคุย ธนาคารความรู้ในมุมมองของผม

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 18 มีนาคม 2551 16:30 แก้ไข: 18 มีนาคม 2551 16:40 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

      ในบล็อกนี้ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบันทึกความรู้ที่สามารถค้นหาได้ง่ายและยังจัดเป็นหมวดหมู่ได้อีกด้วย

     @^_^@  ขอให้โลกสงบสุข

  • เห็นด้วยอย่างยิ่งคะ ที่มหาวิทยาลัยควรมีการจัดการความรู้ด้านวิชาการ ที่นำมาถ่ายทอดให้ประชาคมได้รับรู้ ชึ่งเป็นแหล่งการเรียนรู้ได้อีกช่องทางหนึ่งคะ

ได้มีส่วนร่วมในการรับรู้แล้วค่ะ

ในยุคโบราณเมื่อไม่ไกลนัก หรือแม้เมื่อไม่นานมานี้ ความรู้หรือประสบการณ์ของใครคนหนึ่ง จะได้รับการจดจารและเผยแพร่ โดยผู้ที่มีหน้าที่เฉพาะ เกือบทั้งหมด ไม่ได้ทำโดยผู้สร้างความรู้เลย แต่ทำโดยผู้ติดตาม

เราคงเคยเห็น ในยุคอัศวิน (ยุโรปยุคมืด) จะมีนักเขียนซึ่งจะขอติดตามอัศวินผู้ที่เขาเลื่อมใส เพื่อตามไปบันทึกเหตุการณ์ที่อัศวินนั้นได้ท่องไปช่วยเหลือผู้คน เขาทำเพราะความเลื่อมใส

ในกองเรือของจีนที่ออกสำรวจโลก ตั้งแต่ก่อนฝรั่งจะเดินเรือออกจากยุโรป กว่า500 ปี) ก็มีผู้ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวที่ไปพบมา เขาทำเพราะความเลื่อมใส

ในราชวงศ์ต่างๆ จะมีการจดบันทึกของกษัตริย์ไว้ โดยผู้มีหน้าที่เฉพาะ เขาทำเพราะความเลื่อมใส

ถ้ากษัตริย์ หรือผู้บัญชาการกองเรือ หรืออัศวิน มามัวรวบรวมเก็บความรู้ไว้ ผลงานของเขาคงน้อยกว่านี้ ประการหนึ่งก็เรื่องเวลาจำกัด อีกประการก็คงแต่มัวปลื้มใจกับงานที่ทำไปแล้วก็เลยไม่ได้ทำอะไรใหม่เพิ่ม

ท่านอธิการฯ แสดงความห่วงใยในองค์ความรู้ทางวิชาการซึ่งอยู่กระจัดกระจาย เรื่องนี้ยังพอตามได้ เพราะคณาจารย์ที่สร้างความรู้เหล่านี้ ผมเชื่อว่าเขายังมีสำเนาเก็บไว้ แต่ความรู้อีกหลายอย่าง ที่เกิดขึ้นเพราะกิจกรรม ผมว่าอันนี้ น่าเป็นห่วงมากกว่า บางคนทำเพราะใจรัก พอพ้นระยะที่มีไฟ-มีหน้าที่ ก็ไม่ได้ทำต่อ และก็ไม่มีการสืบต่อหรือแม้เก็บรักษาความรู้-ความคิดนั้น คนรุ่นใหม่จะมาทำก็เริ่มต้นตั้งแต่ศูนย์ คนแก่ที่เคยเห็นแนวคิดแบบนี้มาก่อน ก็ได้แต่บ่นเสียดายว่า "ไอ้น้องทำไมไม่ทำต่อจากรุ่นก่อน"

ความจริงแล้ว มีคนที่รับรู้ความรู้-ความคิดที่เกิดในแต่ละยุคแต่ละช่วงเวลา แต่ไม่มีคนจดบันทึก หรือแม้แต่เก็บเอกสาร ภาพถ่าย รายงาน ฯลฯ ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นผลผลิตของกิจกรรม

ในยุคหนึ่ง เมื่อมีประกาศเรื่อง "สารสนเทศของราชการ" ราชการต่างๆต้องให้มีหน่วยงานที่จะต้องจัดเก็บสารสนเทศของราชการ ถ้าผมจำไม่ผิด ดูเหมือนมหาวิทยาลัยมอบให้ห้องสมุดเป็นผู้เก็บ ท่านอธิการฯ อาจเริ่มไปตามดูว่า ผู้ที่เคยได้รับมอบหมามยเขาทำได้เพียงใด

 เห็นด้วยมากๆ ครับ กับการจัดการความรู้ มาเป็นคลังแห่งความรู้ ผมว่านักวิจัย หรืออาจารย์ของเราไม่เพียงแค่จะทำวิจัยแล้วตีพิมพ์ในวารสารนะครับ น่าจะมีการเผยแพร่ความรู้ในคนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์จากความรู้เหล่านั้น เสียเวลาอีกนิดรวบรวมความรู้ที่เป็นวิชาการมากๆ มาเป็น application ที่ชาวบ้าน เกษตรกร ผู้ใช้ความรู้ อาจรวมถึงผู้หาความรู้เพื่อต่อยอด เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นครับ แล้วมอ.ของเราจะสามารถพัฒนาความรู้ขององค์กรได้ย่างรวดเร็ว และสามารถให้ผู้ที่ต้องใช้ความรู้และผลของความรู้นั้น ได้อย่างจริงจังและแพร่หลาย

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.236.126.101
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ