นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Zenki
Ico64
นาย พรพจน์ หนูทอง
นักวิทยาศาสตร์
ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 2

อ่าน: 792
ความเห็น: 0

Knowledge Capturing มากกว่าเพียงการรวบรวมความรู้เท่านั้น

ในปีนี้ ก็ใกล้ถึงช่วงการจัดกิจกรรม KM workshop ของศูนย์เครื่องมือฯ เข้ามาแล้ว แว่วเสียงได้ฟังจากท่านประธาน KM คนเก่ง พี่คิดบวก มาว่า ปีนี้พิเศษสุดๆ กับกิจกรรมนอกสถานที่ ไปพร้อมๆ กับการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ จากการเยี่ยมชมบริษัทเอกชน เพื่อเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคลากรทุกคนด้านการดำเนินงาน Service Mind Kaizen 5ส และ Safety Environment & Healthy ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรไว้มาติดตามกันต่อไปครับ

 

อย่างที่ทราบกันดีว่าความรู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Tacit และ Explicit ซึ่งหากเลือกได้ที่จะรวบรวมความรู้ประเภทใดนั้น หลายๆ ท่าน อาจถนัดและเลือกรวบรวมความรู้ Explicit มากกว่า เป็นเพราะความรู้เหล่านั้นสามารถถ่ายทอดและรวบรวมออกมาไม่ยากนัก แต่ในมุมขององค์กรแล้วหากเลือกได้เช่นเดียวกัน ต้องการรวบรวมความรู้ที่เป็น Tacit มากกว่า เพราะความรู้เหล่านั้นมีคุณค่าอย่างยิ่ง เกิดขึ้นจากการบ่มเพาะประสบการณ์และการลองผิดลองถูกในทุกๆ วัน จนกลายเป็น skill ที่ติดตัว จนบางครั้งก็ลืมไปว่าเราทำงานที่ผ่านมาเสร็จลงไปอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร

Michael Polanyi นักวิทยาศาสตร์สาขาเคมีผู้ผันตัวเองมาเป็นนักปรัชญาด้านสังคมศาสตร์ที่ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความรู้ (Knowledge) อย่างลึกซึ้ง กล่าวว่า “We can know more than we can tell” ซึ่งหากลองให้พนักงานเล่าถึง Work Instruction งานของตนเอง พบว่า ส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่นานก็สามารถเล่าตามขั้นตอน 1 2 3…จนเข้าใจได้ แต่หากให้อธิบายถึงวิธีการที่ทำให้งานเดียวกันนี้ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นาน และสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งๆ ที่ตนเองมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นเป็นอย่างดี

 

Knowledge Capturing เป็นเครื่องมือสำหรับรวบรวมและสร้างความรู้ที่เฉพาะเจาะจงจากผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การทำให้ผู้อื่นสามารถเรียนรู้และนำความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ได้ มาดูกันครับมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง กว่าเราจะรวบรวบและสร้างความรู้ที่องค์กรต้องการได้ (อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ โดย นภัสวรรณ ไทยานันท์ 2 พ.ค.2560)

 

1.กำหนดความรู้ที่สำคัญ : ถึงแม้องค์กรมีความรู้อยู่มากมาย แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะมีความสำคัญต่อองค์กร อีกทั้งการรวบรวมและสร้างความรู้แต่ละเรื่องต้องอาศัยเวลาและความพยายามสูงมาก ดังนั้นสิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำ คือ การคัดเลือกความรู้ที่สำคัญต่อองค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคต

2.กำหนดกลุ่มผู้ใช้งาน : การกำหนดผู้ใช้ความรู้ให้ชัดเจนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าเราสร้างความรู้ขึ้นมาแต่ไม่มีคนนำไปใช้ก็ไม่มีประโยชน์ การทราบกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และสร้างความรู้ได้ตรงความต้องการของผู้ใช้ ทั้งในเรื่องความรู้ที่ต้องการ รูปแบบการนำเสนอ วิธีการเข้าถึงและรูปแบบการเก็บความรู้ ซึ่งจะช่วยเอื้อให้กลุ่มเป้าหมายมีการนำความรู้ไปใช้งานมากยิ่งขึ้น

3.กำหนดผู้มีความรู้ : ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องที่เราต้องการรวบรวมมากที่สุด อาจจะอยู่ภายในหรือภายนอกองค์กรก็ได้ และไม่จำเป็นว่า ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียวเท่านั้น ในความรู้หนึ่งเรื่องสามารถมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้

4.กำหนดขอบเขตความรู้ : การทบทวนขอบเขตความรู้ควรทำร่วมกับกลุ่มผู้ใช้งานและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่า จะได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญทั้งหมด โดยไม่ตกหล่นประเด็นใดไป และไม่ต้องเสียเวลาย้อนกลับมารวบรวมใหม่ในภายหลัง

 

5.ตรวจสอบ เปรียบเทียบข้อมูลที่มีอยู่ : การศึกษาข้อมูลหรือความรู้ที่มีการบันทึกไว้แล้วจะทำให้เรามีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับความรู้ดังกล่าว ไม่รวบรวมและสร้างความรู้ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว

6.ดึงความรู้ : การดึงความรู้มีรูปแบบหลากหลายขึ้นกับจำนวนผู้เชี่ยวชาญและลักษณะของความรู้ โดยอาจดึงความรู้เป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม ด้วยวิธีการที่หลากหลายผสมกัน เช่นการสังเกต การสัมภาษณ์ การบันทึกวิดีโอการประชุม การทำ CoPs เป็นต้น เพื่อเก็บเกี่ยวBest Practices และความรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญได้รับจากโครงการหรืองานที่ทำให้ได้มากที่สุด โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการดึงความรู้ คือระหว่างการทำงานนั้นๆ เพราะการเรียนรู้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงลงมือปฏิบัติ และจะค่อยๆ ลืมเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ

7.สร้างความรู้ : เป็นการนำความรู้ที่รวบรวมได้จากทุกแหล่งมา “กลั่น” หรือสรุปเฉพาะสาระสำคัญ เพื่อให้เข้าใจและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายที่สุด เนื้อหาควรสะท้อนให้เห็นถึงความรู้และวิธีการปฏิบัติจริง โดยเปรียบเทียบความรู้ที่ได้รับจากแต่ละแหล่งว่าสิ่งใดที่เหมือนกันและแตกต่างกัน รวมถึงประเด็นสำคัญที่ต้องการเน้น และเมื่อกลั่นความรู้เสร็จแล้ว จะต้องนำสิ่งที่สรุปได้กลับมาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง และพิจารณาว่ายังมีสิ่งใดที่ควรเพิ่มเติมอีกครั้ง

 

8.นำเสนอ : การนำเสนอความรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวอักษรเท่านั้น อาจเป็นภาพ โมเดล คำคมคลิปเสียง คลิปวิดีโอ ประกอบด้วย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและทำให้เนื้อหากระชับขึ้นโดยควรมี Link เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ กิจกรรมหรือบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นคว้าในประเด็นที่สนใจเพิ่มเติมได้ สิ่งสำคัญคือ รูปแบบในการนำเสนอจะต้องมีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น Infographic ที่สรุปเนื้อหาสำคัญสำหรับกลุ่ม Gen Y หรือเรื่องเล่า (Storytelling) ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้อื่นสำหรับกลุ่ม Baby Bloomer

9.เผยแพร่: หลังจากความรู้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมสำหรับการนำเสนอแล้ว ควรเก็บความรู้ในที่ที่ผู้ใช้สามารถค้นหาได้สะดวกและเข้าถึงได้ง่ายรวมถึงมีการประชาสัมพันธ์ในช่องทางที่หลากหลายให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ปัจจุบันการเผยแพร่ความรู้ทาง Social Media ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเป็น Platform ที่ง่ายต่อการเข้าถึงและแชร์ความรู้ระหว่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในการเขียนโปรแกรมก็สามารถเป็นผู้ดูแลระบบได้

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 07 พฤษภาคม 2560 11:07 แก้ไข: 07 พฤษภาคม 2560 11:08 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 ดำขำ และ Ico24 โอ๋-อโณ.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.204.191.31
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ