นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Zenki
Ico64
นาย พรพจน์ หนูทอง
นักวิทยาศาสตร์
ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 2

อ่าน: 1003
ความเห็น: 0

โคโลญไล่ยุง

ปัจจุบันสารเคมีสำหรับใช้ป้องกัน หรือใช้ขับไล่แมลงต่าง ๆ นั้น มีมากมายหลายรูปแบบ โดยเฉพาะ “ยุง” สัตว์ตัวเล็ก ๆ แต่สร้างปัญหาให้กับหลาย ๆ คนไม่น้อยทีเดียว มีทั้งยาจุดชนิดแท่งให้ควันกลิ่นต่างๆ ชนิดสเปรย์ฉีดพ่นได้ทั้งพื้นที่วงกว้างและเฉพาะจุดที่ต้องการ ไม่มีควันมารบกวนใจ รวมถึงใครที่ต้องการมีเกราะป้องกันยุงติดตัวไปตลอด เขาก็มียากันยุงชนิดใช้ทาใช้พ่นให้ได้เลือกใช้ตามความต้องการ

แต่หากกล่าวถึงสารเคมีแล้ว หลาย ๆ ท่านอาจส่ายหน้า และถามหาสารไล่ยุงและแมลงจากธรรมชาติล่ะมีบ้างมั๊ย จนทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มหันมาให้ความสนใจในการผลิตยาไล่ยุงจากสารธรรมชาติ ซึ่งเริ่มมีให้เห็นมากพอสมควรแล้ว แต่สำหรับผู้ใช้ยากันยุงทั่วไปอาจสงสัยถึงประสิทธิภาพของยากันยุงจากสารธรรมชาติอยู่บ้างว่า จะสู้ยากันยุงจากสารเคมีได้หรือเปล่า แถมราคายังถูกกว่าด้วยซ้ำ

สารออกฤทธิ์สำคัญในยาจุดกันยุงชนิดขดกลมและแท่ง คือ สารในกลุ่มไพรีทรอยด์ (Pyrethroids) ส่วนยากันยุงชนิดทาผิว เป็นโลชั่น ครีม และแป้ง จะมีสารไดเอทธิลโทลูเอไมด์ (DEET : Diethyltoluamide) เป็นสารออกฤทธิ์หลัก และแน่นอนครับหากใช้ หรือร่างกายได้รับสารดังกล่าวเข้าไปสะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ ส่วนสารออกฤทธิ์ไล่ยุงจากสารสกัดจากพืชธรรมชาติก็มีมากขึ้นอยู่กับชนิดของพืช อยู่ในรูปของน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนใหญ่ ในกะเพรา จะประกอบด้วยสาร Ocimol, Eugenol ในมะกรูด จะมีกรด Citric และน้ำมัน Citronellal เป็นต้น

จากความต้องการทดสอบตัวอย่างของลูกค้าผ่านบริการ consultant สำหรับยากันยุงจากสารสกัดจากพืชธรรมชาติ ที่ผลิตขึ้นนั้นมีฤทธิ์ในการไล่ยุงได้นานถึง 6 ชั่วโมงหรือไม่ ซึ่งเราสามารถวิเคราะห์ทดสอบได้ไม่ยากครับ โดยใช้เทคนิค Gas Chromatography-Mass Spectrometry (GC-MS) เพื่อตรวจหาสารประกอบในตัวอย่าง แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ จะมีวิธีการวัดอย่างไร ว่ายากันยุงยังคงมีฤทธิ์ไล่ยุงหลังผ่านไป 6 ชั่วโมงแล้ว นอกจากนี้สารเหล่านั้นยังมีปริมาณน้อยเสียด้วย การตรวจวิเคราะห์จึงไม่ง่าย

ในการทดสอบจึงใช้การจำลองสภาวะการใช้งานจริงๆ ด้วยการฉีดพ่นโคโลญไล่ยุงลงไปบน absorbent ซึ่งเลือกใช้วัสดุใกล้ตัว หาได้ง่ายและคล้ายกับการใช้งานจริง ก็คือ เสื้อผ้า โดยทดลองฉีดพ่นลงเศษผ้าที่เตรียมไว้ แล้ววางทิ้งไว้ในภาชนะเปิดที่อุณหภูมิห้อง รอจนครบระยะเวลาที่ต้องการ นำตัวอย่างไปทดสอบต่อไป แต่เทคนิคการวิเคราะห์นี้ยังต้องใช้ตัวช่วยอีกเทคนิคก็คือ  Headspace-GC ซึ่งเทคนิค Headspace เป็นการนำเอาไอของสารตัวอย่างที่อยู่ในช่องว่าง headspace ไปวิเคราะห์หาองค์ประกอบต่าง ๆ โดย GC

ในส่วนการแปลผลนั้น จะเปรียบเทียบองค์ประกอบของสารออกฤทธิ์หลัก (ความเข้มข้นสูง) ที่พบระหว่างโคโลญไล่ยุงที่ 0 ชั่วโมง และ 6 ชั่วโมง โดยหากยังคงตรวจพบสารออกฤทธิ์ที่ 6 ชั่วโมงอยู่ ก็สามารถสรุปผลได้ว่า ยาไล่ยุงดังกล่าวยังคงมีฤทธิ์ในการไล่ยุงได้ แต่ประสิทธิภาพในการไล่ยุงจะเท่าเดิม หรือลดลงเท่าไร จำเป็นต้องวิเคราะห์เชิงปริมาณของสารออกฤทธิ์ดังกล่าวและออกแบบการทดลองเพิ่มเติมต่อไป

แต่หากผลการวิเคราะห์ ตรวจไม่พบสารออกฤทธฺิ์สำคัญที่ระบุไว้ ตั้งแต่เริ่ม 0 ชั่วโมง แล้วล่ะครับ แน่นอนว่า เราไม่อาจสรุปได้ว่ามีฤทธิ์ไล่ยุงได้นาน 6 ชั่วโมงจริง และอาจต้องหาเครื่องมือที่วัดได้ละเอียดกว่ามาวิเคราะห์ หรือ ทดสอบจริงเพื่อวัดความพึงพอใจจากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ ครับ…และต้องขอขอบคุณ พี่พล ของเราด้วย สำหรับคำปรึกษาด้าน GC และยังเป็นผู้ทดสอบที่ใจดีอีกด้วย โดยสามารถติดตามรายละเอียดการวิเคราะห์จากบันทึก การทดสอบสารประกอบที่คงสภาพได้นานในน้ำยาไล่แมลง

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 27 มกราคม 2558 14:55 แก้ไข: 27 มกราคม 2558 15:02 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 LUX, Ico24 pompom, และ 7 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.234.227.202
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ