นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1523
ความเห็น: 0

ภาษาก็คือคุก

ภาษาก็คือคุกกังขังความคิดไว้ในนั้น

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยเขียนถึงเรื่องของ “ภาษา” ไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า “ภาษาก็คือคุกกังขังความคิดไว้ในนั้น”

“ภาษาคือคุกที่ใหญ่ที่สุดซึ่งจองจำมนุษย์ทั้งหมดไว้ในนั้นอย่างไม่มีทางดิ้นหลุดไปไหนได้เลย ข้อนี้ตรงกับที่นักจิตวิทยาได้ค้นพบว่า คนเราคิดอะไรเป็นภาษา กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การคิด คือการใช้ภาษาในสมองของเราเอง แทบจะสรุปได้ว่า เพราะเรามีภาษาเราจึงมีความคิด แล้วยังสรุปไปอีกได้ว่า ภาษาเป็นตัวกำหนดความคิด ภาษาจึงเป็นคุก เพราะมันจำกัดให้เราคิดอยู่ในกรอบของมันเท่านั้นดิ้นออกนอกกรอบนี้ไม่ได้เลย”           

ทัศนะของอาจารย์นิธิ สอดคล้องกับทัศนะของอาจารย์ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ในหนังสือ “ภาษากับการเมือง/ความเป็นการเมือง” (2551, น. 15) อาจารย์ไชยรัตน์ เขียนว่า “ภาษาคือสิ่งที่ช่วยให้เรารับรู้และเข้าใจโลก ฉะนั้น ขีดจำกัดของภาษาก็คือ ขีดจำกัดในการรับรู้และเข้าใจโลกของคนในภาษานั้น”

ในมิติหนึ่งภาษาอาจเป็นเรื่องของ “ตัวแทนความคิด” ที่ใช้อธิบายโลกอย่างที่นักคิดสายประจักษ์นิยมยึดถือ แต่ในอีกมิติหนึ่งภาษาก็คือ “คุกที่กักขังความคิดทั้งหมดไว้ในนั้น” ถึงขนาดที่ อาจารย์เกษียร เตชะพีระเคยเขียนเผยเคล็ดลับในการคุมความคิดของสมาชิกในสังคมที่รัฐไทยกระทำตลอดมาไว้อย่างน่าสนใจว่าหัวใจของการคุมคนที่สำคัญที่สุดก็คือการคุมภาษา ด้วยตรรกะที่ว่า “คุมคำ-คุมความหมาย- คุมความคิด-คุมคน”

สนใจเพิ่มเติมดูได้ใน http://www.polsci.tu.ac.th/article/article_5.pdf

อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาษาจะเป็นคุก แต่อาจารย์นนิธิ ยังให้ความหวังว่า

“แต่โชคดีที่คุกนี้ไม่มีใครครอบครองได้ถาวร มีคนแย่งอำนาจกันเพื่อได้ครอบครองคุกอันนี้อยู่ตลอดเวลา คุกภาษาจึงต้องเปลี่ยนกรอบหรือขยับกรอบยักเยื้องไปตลอดเวลาเหมือนกัน...แทบไม่ต้องพูดก็เห็นได้ง่ายๆ ว่า ถ้าใครยึดกุมคุกภาษาได้ก็จะทำให้มีอำนาจได้ด้วย เพราะเท่ากับไปยึดกุมกรอบความคิดของคนอื่น”

(นิธิ เอียวศรีวงศ์, “คุกและสนามรบภาษา” มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2541 ปีที่ 18 ฉบับที่ 933, อ้างถึงใน นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2546. นอกรั้วโรงเรียน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก, น. 33)      

นิธิ ยังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า

“ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของภาษาไทย ได้แก่ การที่อักขรวิธีลดความเป็น “นักปราชญ์” ลง และการลด “ชั้น” ในภาษาลง หรือการที่ภาษามีลักษณะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น “ภาษาไทยซึ่งเคยเป็นภาษาที่สะท้อนการแบ่งลำดับชั้นของคนในสังคมอย่างละเอียดคลี่คลายไปในทางที่สะท้อนลักษณะเสมอภาคมากขึ้น”

(นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2546. นอกรั้วโรงเรียน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก, น. 136-137)

เนื้อหาคำอธิบายของนิธิ เราอาจยกตัวอย่างคำต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในสังคมได้ เช่น อำมาตย์ – ไพร่, พ่อบ้าน – ลูกบ้าน, ท่าน-เอ็ง, นายหัว-ลูกน้อง ในโครงสร้างของภาษาไทยส่วนใหญ่มีลักษณะที่เน้น “สูง-ต่ำ” หรือลำดับชั้นที่ไม่เท่ากันเหมือน "นิ้วทั้งห้า" ของคนเราที่ไม่เท่ากัน ความ “สูง-ต่ำ” นี้ฝังอยู่ในยีนส์ของคนไทยโดยมาก ซึ่งต่างจากภาษาต่างประเทศที่มียีนส์ของ “ความเสมอภาค” เข้มข้นกว่ามาก ยกตัวอย่างเช่น คำว่า พี่-น้อง (เน้นสูง-ต่ำชัดเจน) ซึ่งภาษาต่างประเทศจะใช้คำว่า Brother-Sister (เห็นสูง-ต่ำไม่ชัด แต่จะเห็นความเสมอภาคชัดเจนมากกว่า ไม่ต่างจากคำว่า I – You)

อาจารย์ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“จะเห็นว่า ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษไม่เท่ากันเป็นการพูดถึงปรากฏการณ์อันเดียวกันแต่เมื่อเอาภาษาไปพูดก็ได้คำตอบไม่เท่ากัน หรือน้ำหนักต่างกันจะเห็นว่า วิธีแบ่งคนในครอบครัวของไทยใช้ระบบอาวุโสเป็นตัวกำหนด เป็นเส้นแบ่งแรก ขณะที่ในภาษาอังกฤษไม่ได้สนใจอาวุโสเท่ากับเพศ เพศสถานะเป็นสิ่งแรกที่ต้องจำแนกให้ชัด แล้วความจริงอันเดียวกันเมื่อใช้ภาษาที่ต่างกันก็ได้ความจริงที่ไม่เท่ากัน และบอกอะไรบางอย่างถึงคุณค่าที่ต่างกันของภาษานั้นๆ โรล็องด์ บาร์ตส์ นักสัญญวิทยาคนหนึ่งบอกว่า ภาษาเป็นกระบวนการนิติบัญญัติ” ชนิดหนึ่งเป็นการสร้างกฎบางอย่าง และไปถึงขั้นที่ว่าภาษาเป็นฟาสซิสม์ในตัวมันเอง นำไปสู่ประเด็นเรื่องภาษากับอำนาจ”

จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นว่าเนื้อหาข้างต้นของนิธิ สอดคล้องไปด้วยกันกับทัศนะของอาจารย์ชูศักดิ์ และไชยรัตน์ ในหนังสือของไชยรัตน์ (2551, น. 11) เขียนเอาไว้ว่า

“ภาษา (language) มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับการเมือง (politics) อย่างแนบแน่น ต่างขยายความซึ่งกันและกันจนบ่อยครั้งที่ภาษาคือการเมืองและการเมืองคือภาษา แต่เท่าที่ผ่านมาวิชารัฐศาสตร์ไม่สู้ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับบทบาทของภาษาในการเมืองและบทบาทการเมืองในภาษา”

ท้ายสุดนี้ผมขอนอกประเด็น แต่ก็ยังเกี่ยวกับภาษา ด้วยทัศะทิ้งท้ายจากอาจารย์สมภาร พรมทาเกี่ยวกับเรื่องของการใช้ภาษา ซึ่งอาจารย์สมภาร พรมทา ได้แนะนำการใช้ภาษาไว้อย่างน่ารับฟังว่า

“สำหรับผู้ที่รู้จักใช้ภาษา ภาษาที่ถูกใช้อย่างเหมาะเจาะสำหรับกรณีเฉพาะบางอย่างมีอานุภาพสามารถเปลี่ยนความคิดของคน จากที่เคยเชื่อแบบหนึ่ง แล้วหันมาเชื่ออีกแบบ หรือมองเห็นความจริงอย่างใหม่ที่แต่ก่อนนั้นไม่เคยมองเห็น”

(ดูเพิ่มเติมใน วารสารปัญญา ฉบับปี 2556 ดาวน์โหลดได้ฟรีๆ)

สำหรับผู้ที่สนใจการเมืองเรื่องภาษา อาจดูเพิ่มเติมได้จากคลิปและบทความต่อไปนี้

1) บทความของอาจารย์ดวงมน จิตร์จำนงค์ เรื่อง “อำนาจแห่งภาษา” ค้นและดาวน์โหลดได้ใน google.com

2) “คำผกา VS อ.กาญจนา อำนาจของภาษาในสังคม” http://www.legendnews.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=539353675&Ntype=3

3) บทความของ “นักปรัชญาชายขอบ” เรื่อง “ภาษาของอำนาจ/อำนาจของภาษาใน ‘สงครามแห่งสี’”

http://prachatai.com/journal/2009/06/24514

4) บทความพิเศษของอาจารย์ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิช เรื่อง “เศรษฐศาสตร์กลางทะเลลึก: สัญวิทยาและอำนาจของภาษา” ในวารสารรูสะมิแล ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 กันยายน –ธันวาคม 2552 ดาวน์โหลดได้ใน google.com

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 22 มกราคม 2556 10:58 แก้ไข: 22 มกราคม 2556 10:58 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Kathi Noodee, Ico24 pompom, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.91.121.255
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ