ในสถานการณ์การเมืองไทยที่ยังฝุ่นตลบอยู่ในขณะนี้ หลายท่านอาจเคยได้ยิน “ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย” วันนี้ผมจะมาขยายความให้ฟังกันครับ
ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยเป็นบทสรุปจากงานวิจัยของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ โดยเขาได้ตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของสองพฤติกรรม สองความคิด สองความต้องการของชาวนาชาวไร่ภาคชนบทและชนชั้นกลางชาวเมืองว่า
เป็นเพราะเกษตรกรชาวนาชาวไร่ในภาคชนบทเป็นได้เพียง “ฐานเสียง” และเป็น “ผู้ตั้ง” รัฐบาลโดยอาศัยคะแนนเสียงอันท่วมท้นในการเลือกตั้ง ขณะที่ชนชั้นกลางเป็น “ฐานนโยบาย” และมักจะเป็น “ผู้ล้ม” รัฐบาลโดยการวิพากษ์วิจารณ์ และก่อกระแสกดดัน ประท้วงขับไล่รัฐบาล
กอปรกับการประสานสอดรับกับการกระหน่ำโจมตีรัฐบาลของสื่อมวลชน ตลอดจนการกดดันของคณะทหาร เปรียบเสมือนสองนคราประชาธิปไตยที่ขัดแย้งกันอยู่
ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ ดร.อเนก เสนอเพื่อแก้ไขปัญหาสองนครา ก็คือประเด็นที่ว่า
(1) ทำอย่างไรชนชั้นกลางจึงไม่เพียงแต่ “ล้ม” รัฐบาลได้ หากแต่สามารถ “ตั้ง” รัฐบาลได้ด้วย
(2) ทำอย่างไรเกษตรกรชาวนาชาวไร่จึงไม่เพียงแต่ “ตั้ง” รัฐบาลได้ หากสามารถ “ควบคุม” และ “ถอดถอน” รัฐบาลนั้นได้เช่นกัน
(3) ทำอย่างไรชนชั้นกลางจึงไม่เป็นเพียง “ฐานนโยบาย” หากเป็น “ฐานเสียง” ของพรรคการเมืองได้ด้วย
(4) ทำอย่างไรเกษตรกรชาวนาชาวไร่จึงไม่เป็นเพียง “ฐานเสียง” หากเป็น “ฐานนโยบาย” ได้เช่นกัน และโดยส่วนตัวผมเองนั้น อยากจะเสนออีกสักข้อหนึ่ง เป็นข้อที่
(5) คือ ทำอย่างไรให้การเมืองของนักการเมืองหรือที่เรียกขานกันว่าระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) เปลี่ยนไปสู่การเมืองภาคประชาชน (participatory democracy) ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในระดับที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ จะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับเงื่อนไขที่สำคัญสองประการ คือ
การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากกว่า
ตามหลักการของการเมืองไทยปัจจุบัน แม้ว่าจะมีนัยเป็นแบบตะวันตก แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็ยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแบบไทยๆ ที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า (โดยเสียงส่วนใหญ่ตัดสินได้แค่ความต้องการ แต่ไม่สามารถตัดสินความถูกต้องได้ เพราะคุณภาพของการตัดสินใจยังไม่สูงพอ) วัฒนธรรมแบบอำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์
ตราบใดที่ยังแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ ประชาธิปไตยไทยก็เป็นสองนคราอย่างนี้ต่อไปแหละครับ


เมนูสำหรับ ว่าที่ร.ต.ไพศาล บรรจุสุวรรณ์
เมื่อ พฤ. 27 ธ.ค. 2550 @ 16:25
7143 [ลบ]
สงสารประเทศไทยจังครับ เพราะไม่มีนักการเมืองคนไหนรักประเทศไทยจริงเลย .. ถึงมีก็น้อยมากๆ
เมื่อ พฤ. 27 ธ.ค. 2550 @ 19:54
7178 [ลบ]
โดยเสียงส่วนใหญ่ตัดสินได้แค่ความต้องการ แต่ไม่สามารถตัดสินความถูกต้องได้ เพราะคุณภาพของการตัดสินใจยังไม่สูงพอ
เห็นด้วยสุดๆ เลยค่ะ...
เมื่อ จ. 27 ต.ค. 2551 @ 16:47
37315 [ลบ]
เรื่องทุกเรื่องที่มันทำให้เกิดปัญหามันมาจากความที่คนเราไม่มีจิตรสำนึก
ไม่เคารพในสังคม
เห็นแก่ตัว
เห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเองและพวงพร้อง
หรืออาจจะเป็นเพราะว่าประเทืศไทยมีประชาธิปไตยเร็วเกินไปโดยที่คนส่วนรใหญ่ที่มีสิทธฺเลือกตั้งยังไม่รูด้วยซ้ำว่าประชาธิประไตยหมายถึงอะไรในความเป็นจริง
เมื่อ อ. 03 ก.พ. 2552 @ 13:51
40695 [ลบ]
เห็นด้วยค่ะ ทุกคนเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนด้วยกันทั้งนั้น
สังคมไทยมีสองชนชั้นใช่ไหมคะ
ชนชั้นล่างมีความคิดน้อยกว่า แต่มีเสียงมาก
ชนชั้นกลางมีความคิดมากกว่าเหรอคะ แต่มีเสียงน้อย
อยากให้มีคนดี มีความซื่อสัตย์ คำว่าคนดี เอาอะไรมาวัดเหรอคะ
ทุกคนมีความดีอยู่ในตัวตามความคิดเรา
ที่ตัดสินคนอื่นเพราะมันมีผลต่อเราต่างหากถึงได้เดือดร้อนกัน ถ้าไม่ใช่กงการของเรา ส่วนใหญ่ไม่เข้ายุ่งหรอกใช่ไหมคะ
อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับสองนคราเท่าไหร่ เป็นความคิดของเราเองล่ะค่ะ
เมื่อ พ. 25 ก.พ. 2552 @ 12:10
41552 [ลบ]
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ในแนวคิดของสองนคราประชาธิปไตย ในเรื่องที่คนชนบทตั้งรัฐบาล และคนเมืองล้มรัฐบาล
แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตที่ว่า การเมืองแบบตัวแทน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย และ ประเทศประชาธิปไตยแทบทุกแห่งใช้ นั่นคือ การเลือกตั้ง สส. เข้าไปทำหน้าที่ในสภา และแนวคิดการเมืองภาคประชาชน อาจารย์คิดว่ามันแตกต่างกันหรือครับ
ปัจจุบัน ประชาชนก็มีส่วนร่วมในการเมืองโดยการเลือก สส. และ ตรวจสอบ สส. ในการปฏิบัติหน้าที่ และ ทำนโยบายให้สำเร็จตามที่สัญญาไว้อยู่แล้ว
แต่ถ้า อาจารย์คิดว่า การเมืองภาคประชาชน คือ การที่ประชาชนเดินออกมาไล่รัฐบาลที่ตนเองไม่ได้เลือกมานั้น ผมว่า มันไม่ใช่การเมืองภาคประชาชนนะครับ แต่มันเป็นการไม่ยอมมติเสียงส่วนใหญ่ โดยอ้างข้างๆ คูๆ คือ "โดยเสียงส่วนใหญ่ตัดสินได้แค่ความต้องการ แต่ไม่สามารถตัดสินความถูกต้องได้ เพราะคุณภาพของการตัดสินใจยังไม่สูงพอ.
เมื่อ อ. 05 พฤษภาคม 2552 @ 18:32
43911 [ลบ]
อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
1 คน 1 เสียง
1 เสียง ไม่มีใคร ดีกว่าใคร ฉลาดหรือโง่กว่าใคร
แล้ว คุณเป็นใครจึงคิดว่า 1 เสียง 1 เมือง หรือ 1 เสียงของคุณเหนือกว่า 1 เสียงอื่น
ในระบอบประชาธิปไตย เสียงส่วนใหญ่ คือ "เจตจำนงค์" ของ ประชาชน
เมื่อ อ. 16 มี.ค. 2553 @ 10:35
55387 [ลบ]
ขอแชร์ความคิด
จากทฤษฎี สองนคราประชาธิปไตย จะพบว่า คนไทยรู้จักคำว่า ประชาธิปไตยรวดเร็วเกินไป คำว่าประชาธิปไตยในความหมายของ รัชกาลที่ 7 คือ ต้องสร้าง การศึกษาในเรื่องการเมืองแก่ประชาชนก่อน และให้ประชาชนที่อยู่ในภาคของชุมชนได้มีประชาธิปไตยของตนเอง คือ ประชาธิปไตยไม่ได้กระจุกตัวอยุ่ที่ส่วนกลาง แล้วกระจายไปที่ชุมชน แต่ ประชาธิปไตยต้องมาจากฐานแต่ละชุมชน ซึ่ง จะมองว่าชุมชนต้องเข้มแข็งก่อน ถึงจะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้ มันอยู่ที่ฐานคิดของคนในสังคมด้วย ว่าความต้องการจริงๆๆ ของคนในสังคมต้องการอะไร
เมื่อ อา. 21 มี.ค. 2553 @ 11:47
55529 [ลบ]
เมื่อ พ. 21 เม.ย. 2553 @ 13:03
56403 [ลบ]
คงไม่ใช้เสียงของประชาชนในชนบทไม่มีคุณภาพหรอกครับ และก็อย่าไปคิดว่าเงินจะซื้อได้ทุกอย่าง เพราะผมเห็นทุกพรรคการเมืองโดยเฉพาะไอ้พรรคที่พูดจาไพเราะบอกว่าไม่ซื้อเสียง แต่จริงๆซื้อมากที่สุดแต่ประชาชนก็ไม่เลือกอยู่ดีเพราะดีแต่พูดว่าคนอื่นผิดหมด ตัวเองถูกหมด เพราะฉะนั้นต้องให้เกิดการเรียนรู้ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า "ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครสามารถทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การจะทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" เพราะฉะนั้น การปกครองระบอบประขาธิปไตยจึงต้องรับฟังประชาชนทุกคน อย่าไปดูถูกว่าไม่มีคุณภาพ และหากกระทำความผิดตามกฎหมายก็มีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม rule of law ไม่ใช่ rule by law ที่ไม่มีความยุติธรรมและออกโดยบีบบังคับให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและบังคับให้รับประชามติโดยใช้กลไกระบบราชการบีบบังคับให้เห็นด้วย แค่นี้ละครับยังมีอีกเยอะ ไว้วันหลังค่อยคุยกัน
เมื่อ ส. 29 พฤษภาคม 2553 @ 16:58
57439 [ลบ]
เมื่อ ส. 29 พฤษภาคม 2553 @ 17:06
57440 [ลบ]
อ้อ...แล้วผมไม่เคยเอาความเป็นคนชนบท หรือชาวนาชาวไร่ กับความเป็นควายแดง ไปรวมกันนะ! เพียงแต่ไอ้พวกแกนนำควายแดง มันชอบอ้างว่าคนเมืองดูถูกคนชนบท ซึ่งความเป็นจริงไม่เกี่ยวเลย เค้าเกลียดที่พวกมันมาป่วนเมืองต่ะหาก ไม่ได้เกลียดเพราะเป็นคนต่างจังหวัด!
แล้วถามหน่อย ใครไปเรียกคนจนหรือคนชนบทว่าเป็นไพร่? ไม่เคยเห็นคน กทม.คนไหนไปพูดอย่างนั้น..มีแต่ไอ้สามเกลอหัวหน่าวเอามาเรียกกันเองไม่ใช่เหรอ? แปลว่า ถ้าคน กทม.ออกมาด่าว่าโง่เง่า พวกเสื้อแดงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ? แต่พอไอ้สามเกลอหัวหน่าว มันเรียกสมาชิกม้อบว่าเป็นไพร่(ซึ่งเป็นคำที่ดูหมิ่นกลายๆเช่นกัน) ม็อบแดงกลับเห็นดีเห็นงามกันใหญ่? หมายความว่างัย! แปลว่าไอ้สามเกลอหรือไอ้แม้ว พูดอะไรเป็นเห็นดีเห็นงาม โดยไม่พิจารณาเนื้อหาเลยใช่มั้ย!!!