นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1136
ความเห็น: 0

วันแรกที่โรงเรียน

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับประสบการณ์แรกๆ ของครูใหม่ซึ่งเป็นเรื่องที่โครงการฝึกหัดครูต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด คือการเตรียมตัวครูให้รู้จัก ‘อ่าน’ นักเรียนในชั้นเรียน เหมือนกับที่เขาต้องถอดรหัส ‘ตำรา’ เพื่อทำความเข้าใจ...แบบฝึกหัดที่ดีที่จะสร้างวินัยทางปัญญา ซึ่งจำเป็นสำหรับ ‘การอ่าน’ ชั้นเรียนโดยถือเสมือนว่านักเรียนทุกคนคือตำรา ควรเป็นเรื่องที่ครูต้องทำให้เป็นนิสัยด้วยความสนุกสนานมากกว่าเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องทำ

เนื้อหาต่อไปนี้ผมคัดมาจาก ‘จดหมายถึงผู้ที่กล้าสอน’ เขียนโดย เปาโล แฟรร์ (Paulo Freire, ค.ศ. 1921-1997) แปลโดยอาจารย์สดใส ขันติวรพงศ์ (ชมภาพคนเขียนและคนแปลได้ ที่นี่ http://www.gotoknow.org/posts/81766) จากหนังสือ ‘ครูในฐานะผู้นำทางวัฒนธรรม’ (Teachers as Cultural Workers) (2547) สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา (http://suanspirit.blogspot.com/2005/07/teachers-as-cultural-workers-paulo.html)

เนื้อหาในจดหมายฉบับที่ห้า: ‘วันแรกที่โรงเรียน’ (น. 92-103) อ่านแล้วได้แง่มุมชวนคิดเกิดประโยชน์หลายประการ จึงอยากนำมาให้อ่านโดยทั่วกันสำหรับ ‘ครู/อาจารย์ผู้กล้าที่จะสอนทั้งหลาย’

*********************

ตอนนี้ผมอยากจะเน้นถึงปัญหานานาที่ไม่แต่ครูใหม่ต้องเผชิญ แม้แต่ครูผู้มีประสบการณ์ก็ต้องพบกับปัญหาทำนองนี้ และจำเป็นที่ครูต้องจัดการกับมัน ประเด็นที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ไม่ใช่ผมคิดขึ้นเองตามอำเภอใจ แต่มันเป็นไปเองตามธรรมชาติจริงๆ แม้ตอนเขียนจดหมายนี้ ผมก็ไม่เคยคิดเลยว่า ผมจะสามารถ ‘ให้คำตอบ’ ต่อปัญหาและความยุ่งยากที่ผมชี้ให้เห็นนี้ได้ทั้งหมด แต่ผมรู้สึกจริงๆ ว่าด้วยประสบการณ์และความรู้ที่เป็นระบบ ผมอาจให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ได้ ผมคิดว่าถ้าการเขียนจดหมายฉบับนี้หรือเขียนหนังสือเล่มนี้ โดยผมรู้ความจริงทั้งหมดในทุกประเด็นที่ผมได้กล่าวมาก็เท่ากับผมทรยศต่อความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับกระบวนการสร้างความรู้ซึ่งควรเป็นการแผ่เผยความจริงจากผู้คนที่หลากหลายและอย่างเปิดกว้าง และตรงกันข้ามถ้าผมรู้สึกว่าผมไม่มีอะไรที่จะให้แก่ผู้ที่เตรียมตัวเพื่องานสอนในอันที่จะทำให้เขาสามารถพัฒนาอาชีพของตน หรือแม้แต่ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการให้การศึกษาอยู่แล้ว ผมก็จะไม่เขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะถึงเขียนไปก็ไม่มีประโยชน์   

‘ความจริง’ ไม่ได้อยู่ที่ผม แต่หนังสือเล่มนี้มี ‘ความจริง’ อยู่ และความฝันของผมก็คือ ถ้าความจริงเหล่านี้ท้าทายทำให้ผู้อ่านเกิดคำถาม ความจริงนี้ก็จะสื่อสารสนทนากับผู้อ่านอย่างวิเคราะห์วิจารณ์ เกี่ยวกับการปฏิบัติและความเข้าใจทฤษฎีที่นำไปสู่การปฏิบัติและการวิเคราะห์ของผมก็อาจใช้เป็นกรอบในการอ้างอิงได้ ผมไม่เคยเขียนหนังสือด้วยเจตนาที่จะให้ผู้อ่านกลืนกินเนื้อหาในหนังสือ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมต้องยืนยันบทบาทของผู้อ่านไว้ในจดหมายฉบับก่อนๆ นั่นคือ บทบาทที่เขาหรือเธอต้องสร้างสรรค์ความหมายให้แก่สิ่งที่อ่านอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

เมื่อจะต้องพูดถึงแง่มุมต่างๆ ของสิ่งที่ผมนำเสนอ ผมขอทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า ในการทบไปทวนมาเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ ผมต้องย้อนกลับไปพูดถึงประเด็นที่ผมได้เคยเอ่ยถึงมาก่อนแล้ว แต่ผมจะพยายามอย่างดีที่สุดที่จะแค่ชี้ให้เห็น ไม่พยายามพูดซ้ำ

 

ผมขอเริ่มต้นด้วยการพูดถึงสภาพการณ์ของครูเมื่อจะต้องมาอยู่ต่อหน้านักเรียนเป็นครั้งแรก

วันแรกนั้น หนีไม่พ้นจะต้องรู้สึกไม่มั่นใจ เก้อเขิน หรือประหม่า โดยเฉพาะถ้าครูคนนั้นไม่เพียงแค่คิดว่าตัวเองไม่มั่นใจ แต่ขาดความมั่นใจเอาจริงๆ เลยทีเดียว หรือถ้าเขาหรือเธอกลัวว่าจะไม่สามารถทำงานนั้นได้ หรือกลัวที่จะต้องทำงานท่ามกลางความยุ่งยากนานา ลึกๆ แล้วสถานการณ์จริงๆ ที่ครูต้องเผชิญเมื่ออยู่ในห้องเรียนนั้นแทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับทฤษฎีที่ได้เรียนมา บางทีอาจมีอะไรสัมพันธ์กันอยู่บ้างระหว่างทฤษฎีที่เคยศึกษากับสถานการณ์จริง แต่เมื่อครูมีแต่ความไม่มั่นใจเสียแล้ว เขาก็จะสับสนจนตัวสั่น และไม่รู้ว่าจะตัดสินใจได้อย่างไร

จริงๆ แล้ว ความกลัวเป็นสิทธิอย่างหนึ่ง แต่เป็นสิทธิที่ครูต้องสอนให้มันเรียนรู้ ต้องเผชิญหน้าและเอาชนะมัน การเผชิญกับความกลัว ไม่ใช่หนีจากมัน ซึ่งหมายความว่า เราต้องวิเคราะห์หาเหตุผลและความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุที่ทำให้เรากลัวกับศักยภาพของเราที่จะรับมือกับมัน การเผชิญหน้ากับความกลัวไม่ใช่การปกปิดความกลัว และการไม่ปิดบังความกลัวนี่เป็นวิธีเดียวที่จะพิชิตมันได้

ตลอดมาในชีวิต ผมไม่เคยสูญเสียอะไรเพราะการเปิดเผยตัวเองหรือเปิดเผยความรู้สึก แต่แน่นอนครับ การเปิดเผยนั้นต้องกระทำอย่างมีขอบเขตในสถานการณ์เช่นนี้ผมเชื่อว่าการกระทำดีที่สุดคือเผชิญกับความรู้สึกของตัวเองซึ่งดีกว่าจะเสแสร้งพูดไปอย่างมั่นใจ ซึ่งจะยิ่งถลกให้เห็นความอ่อนแอและความไม่ซื่อตรงของเรามากขึ้นไปอีก วิธีดีที่สุดก็คือบอกผู้เรียน ชี้ให้เขาเห็นถึงข้อจำกัดของมนุษย์ ชี้ให้เห็นว่าขณะเช่นนั้นคนเรารู้สึกอย่างไร ต้องพูดให้เขาเห็นถึงสิทธิที่จะกลัว ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการศึกษาจะปฏิเสธไม่ได้ ครูก็มีสิทธิ์กลัวได้พอๆ กับนักเรียน ใช่ว่าครูจะไม่มีจุดอ่อน ครูก็เป็นมนุษย์เหมือนกับนักเรียน การไม่สามารถต่อสู้เพื่อเอาชนะความกลัวบอกได้ชัดเจนเลยว่านักการศึกษานั้นขาดคุณสมบัติ แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าเราก็อาจกลัวได้เป็นเรื่องธรรมดา ความกลัวว่าจะไม่อาจทำหน้าที่ได้ในวันแรกของการสอนโดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ต่อหน้านักเรียนที่มีประสบการณ์ ซึ่งสามารถเดาความไม่มั่นใจของครูใหม่นั้น เป็นเรื่องธรรมดาอย่างที่สุด

การได้พูดถึงความกลัวหรือความไม่มั่นใจ จะทำให้ครูค่อยๆ เคลื่อนไปในทิศทางที่จะเอาชนะมันได้ พร้อมๆ กันนั้นนักเรียนก็จะค่อยๆ มั่นใจในตัวครูด้วย การใช้วิธีนี้แทนที่จะปกปิดความกลัวด้วยการกลบเกลื่อนเพราะเกรงจะเสียหน้าเป็นสิ่งที่นักเรียนรับได้ง่ายมาก แต่ครูต้องยอมรับอย่างถ่อมตน การได้พูดความรู้สึกของตนออกมา เท่ากับครูยอมรับว่าตัวเองเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผู้เรียน เห็นได้ชัดว่าท่าทีเช่นนี้ของครูเมื่อต้องเผชิญกับความกลัวอยู่ต่อหน้านักเรียนนั้น ครูต้องถ่อมใจ แล้วความสงบก็จะเกิดขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องอาศัยการไว้วางใจอย่างลึกซึ้งด้วยเช่นกัน – ซึ่งไม่ใช่การไว้วางใจอย่างไม่ประสีประสาแต่เป็นการไว้วางใจอย่างวิเคราะห์วิจารณ์ – ต้องไว้วางใจต่อผู้คน และต่อประสบการณ์ร่วมในการเลือกวิถีประชาธิปไตย แต่นักการศึกษาที่คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นนำและนิยมอำนาจ ก็เหมือนกับผู้นำที่คิดว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย ที่ใจฝ่อขึ้นมาทันทีที่ประชาชนออกมาประท้วงบนท้องถนน และไม่เคยเข้าใจเลยว่าตัวเองต้องถ่อมใจเพื่อเผชิญกับความกลัว ซึ่งห่างไกลกับความขี้ขลาดมากนัก และจริงๆ แล้วการเผชิญกับความกลัวเป็นก้าวแรกสู่ ‘ความกล้า’

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับประสบการณ์แรกๆ ของครูใหม่ซึ่งเป็นเรื่องที่โครงการฝึกหัดครูต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด คือการเตรียมตัวครูให้รู้จัก ‘อ่าน’ นักเรียนในชั้นเรียน เหมือนกับที่เขาต้องถอดรหัส ‘ตำรา’ เพื่อทำความเข้าใจ

ครูใหม่ต้องเอาใจใส่ต่อทุกสิ่ง แม้แต่อากัปกิริยาที่ไร้เดียงสาอย่างที่สุดในตัวของนักเรียน หรือการเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดนิ่งกับที่ สายตาที่มองอย่างแปลกใจ ตลอดจนปฏิกิริยาก้าวร้าวหรือไม่ก้าวร้าวที่นักเรียนแสดงออก

เมื่อครูซึ่งเป็นชนชั้นกลางที่ไร้ประสบการณ์มารับตำแหน่งในเขตปริมณฑลของนครใหญ่ มาพบกับรสนิยมของเด็กนักเรียนจากชนชั้นล่างๆ ค่านิยม ภาษา การพูดจา วากยสัมพันธ์ และความหมายของถ้อยคำที่ใช้ ตลอดจนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน ซึ่งอาจตรงกันข้ามหรือถึงขั้นเป็นสิ่งน่าตระหนกตกใจสำหรับครู จึงจำเป็นที่ครูต้องเข้าใจภาษาที่นักเรียนใช้ กิริยาวาจา รสนิยม วิธีการทักทายครูและผู้ร่วมงานของครู รวมถึงกฎกติกาที่พวกเขาใช้เมื่อมีการต่อสู้กัน หรือเล่นกันในหมู่พวกเขาเอง ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เอกลักษณ์วัฒนธรรม’ ซึ่งย่อมมีธาตุของชนชั้นนั้นอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ครูต้องยอมรับทุกอย่างเหล่านี้ ต่อเมื่อครูเคารพต่อการรู้จักตัวเองอย่างเป็นประชาธิปไตยของนักเรียนและยอมรับสิทธิของพวกเขาที่อาจพูดประโยคโดยใช้ไวยกรณ์ผิดได้บ้างแล้วเท่านั้น นักเรียนจึงจะสามารถเรียนรู้ได้ว่าเหตุใดเขาจึงควรพูดเสียใหม่ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์

แบบฝึกหัดที่ดีที่จะสร้างวินัยทางปัญญา ซึ่งจำเป็นสำหรับ ‘การอ่าน’ ชั้นเรียนโดยถือเสมือนว่านักเรียนทุกคนคือตำรา ควรเป็นเรื่องที่ครูต้องทำให้เป็นนิสัยด้วยความสนุกสนานมากกว่าเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องทำ ครูควรบันทึกพฤติกรรมและปฏิกิริยาต่างๆ ของนักเรียนทุกวัน บันทึกภาษาที่พวกเขาใช้ ตลอดจนความหมายของคำพูดเหล่านั้น บันทึกอากัปกิริยาท่าทีที่แสดงความอ่อนโยน หรือการปฏิเสธ แล้วทำไมเราจะไม่แนะนำบางสิ่งบางอย่างแก่นักเรียนด้วยเล่า อาจจะเป็นเกม ซึ่งพวกเขา – ในฐานะคนที่รู้ภาษานั้นดี จะได้สังเกตอากัปกิริยา ภาษา อารมณ์ขัน และพฤติกรรมของครูและผู้ร่วมงานได้ด้วย และทุกสองสัปดาห์น่าจะมีการสัมมนาเพื่อประเมินการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจากการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งเราอาจได้ข้อสรุปบางอย่างที่อาจนำมาสู่การปฏิบัติได้

ถ้าในโรงเรียนแต่ละแห่ง มีครูสักสี่คนสามารถทำโครงการเช่นนี้กับนักเรียนได้ เราก็อาจฝันได้ว่าการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนจะส่งผลเติบโตไปทั่วทุกท้องที่

เมื่อถึงตรงนี้สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราต้องทำก็คือ เช่นเดียวกับการอ่านตำรา ที่จำเป็นต้องมีเครื่องช่วย อย่างเช่น พจนานุกรม สารานุกรม การอ่านชั้นเรียนในฐานะตำรา ก็ต้องใช้อุปกรณ์ที่จะใช้อย่างง่ายๆ อย่างเช่น จำเป็นต้อง ‘สังเกต’ ให้ดีๆ ‘เปรียบเทียบ’ ให้ดีๆ ‘วินิจฉัย’ ให้ดีๆ และ ‘จินตนาการ’ ให้ดีๆ ทำ ‘สำนึกของตนให้เป็นอิสระ’ ได้อย่างดี มีความเชื่อมั่นในตัวผู้อื่น แต่อย่าเชื่อความคิดที่คนใดคนหนึ่งมีต่อคนอื่นๆ ให้มากนัก ครูต้องฝึกฝนศักยภาพในการ ‘สังเกต’ ด้วยการบันทึกสิ่งที่สังเกต และการบันทึกนั้นก็ไม่ควรจำกัดอยู่ที่การต้องเขียนตามหน้าที่เท่านั้น แต่ยังอาจหมายถึงว่าเราต้องกล้าประเมินและแสดงความเห็นต่อสิ่งที่ได้สังเกตอย่างวิเคราะห์วิจารณ์ด้วย แต่ก็ต้องระวังไม่ให้รู้สึกว่าความเห็นของเราถูกต้องไปทั้งหมด ทั้งครูและนักเรียนจะต้องวิเคราะห์อุปกรณ์ที่ว่านี้อย่างสม่ำเสมอทุกขั้นตอนตลอดระยะทางของการศึกษา และศึกษาทบทวนข้อมูลที่ได้ ควรมีการพูดจาแลกเปลี่ยนกันในหมู่นักเรียน ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับปรุงและรับรองกระบวนการเรียนการสอนนั้นพร้อมๆ กันไปด้วย โดยวิธีนี้ ‘ชั้นเรียนในฐานะตำรา’ ก็จะค่อยๆ สร้างความเข้าใจตนเองโดยการมีส่วนร่วมของครูผู้สอน ซึ่งจะก่อให้เกิดการเข้าใจสิ่งต่างๆ ต่อๆ ไป หมายความว่า ความเข้าใจที่มีอยู่ก่อนแล้วได้รับการเสริมสร้าง และรังสรรค์ขึ้นใหม่ จนชั้นเรียนอาจสร้างความรู้ใหม่ของตัวเองขึ้นมาได้ ด้วยการเข้าใจความรู้เดิมดีขึ้น

เราต้องอย่ากลัวความรู้สึก กลัวอารมณ์และความต้องการของเราเอง เราควรจัดการกับสิ่งเหล่านี้เหมือนกับเมื่อเราอุทิศตัวเพื่อบูรณาการพุทธิปัญญา แต่ทว่าเราก็ต้องระมัดระวังในการเปิดตัวสู่สัมพันธภาพระหว่างข้อเท็จจริง ข้อมูล และเป้าหมายของการทำความเข้าใจความจริง ทุกอย่างเหล่านี้ไม่ได้อยู่นอกเหนือการงานของนักการศึกษาในบริบทของการอ่านชั้นเรียนซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าการทำงานของครูไม่แค่จำกัดอยู่ที่การสอนเนื้อหาอย่างกลไก ทั้งยังเป็นหลักฐานแสดงว่า การสอนเนื้อหาที่จำเป็นไม่ควรละเลยความรู้เชิงวิเคราะห์วิจารณ์เกี่ยวกับสภาพทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจในบริบทของนักเรียน

ความเข้าใจบริบทของนักเรียนอย่างวิเคราะห์วิจารณ์เช่นนี้อาจอธิบายได้ถึงสภาพการมีชีวิตต่ำต้อยอย่างน่าสังเวชของนักเรียนจำนวนมากหลาย สภาพการมีชีวิตที่พวกเขามีประสบการณ์กับความตายมากกว่า ‘ชีวิต’ จน ‘ชีวิต’ เป็นเพียงข้ออ้างอันน้อยนิดที่พวกเขายังไม่ตาย

ครั้งหนึ่ง ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ถามเด็กวัยสิบขวบซึ่งใช้แรงงานรับจ้างอยู่กลางนครเซาเปาโล ‘หนูมีความฝันมั๊ยครับ’ ‘ไม่ครับ’ เด็กคนนั้นตอบสีหน้าแปลกใจต่อคำถาม ‘ผมมีแต่ฝันร้าย’

เด็กจำนวนมากมายมีชีวิตอย่างเสื่อมสลาย ถูกบดขยี้ เหมือนแก้วที่แหลกละเอียด นี่คือเหตุผลที่เขาจำเป็นต้องมีครูที่จะต้องมีความรัก มีความสามารถในงานอาชีพ ไม่ใช่ครูที่เป็นแค่แม่ที่คอยโอ๋เอาใจลูก

ครูต้องไม่กลัวที่จะแสดงความอ่อนโยน ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นตัวเองทำตัวเหมือนคนไม่มีชีวิต ไม่มีตัวตน คนที่ขาดความรักเท่านั้นที่เข้าใจว่าการสอนเป็นอาชีพสำหรับคนที่ไร้ความรู้สึกรู้สา ใช้แต่ ‘เหตุผล’ จนชีวิตว่างเปล่า ไร้ความรู้สึก

แต่ผมเชื่อไปในทางตรงกันข้ามว่าการรับรู้ความเจ็บปวดที่ประชาชนชาวบราซิลได้รับจากการกระทำอันชั่วร้าย เป็นแรงผลักดันเราให้ต้องต่อสู้ทางการเมือง เพื่อให้โลกของเราได้เปลี่ยนแปลงกันอย่างแท้จริง

ทุกอย่างเหล่านี้ใช่ว่าจะสำเร็จได้อย่างง่ายดาย และผมไม่อยากทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า แค่เรานึกอยากก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้โลกที่เราอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าความต้องการต้องมาเป็นอันดับแรก แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ จำเป็นต้องรู้ด้วยว่า เราจะต้องการกันอย่างไร การเรียนรู้ว่าจะต้องการกันอย่างไร มีนัยว่าจะต้องต่อสู้ทางการเมืองอย่างไร จะใช้ยุทธวิธีมากน้อยแค่ไหนในยุทธศาสตร์ที่เราฝันไว้ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยคือการไม่ทำอะไร หรือทำน้อยเกินไปในท่ามกลางความขัดแย้งที่เราเผชิญอยู่ทุกวัน และในการทำโลกของเราให้เป็นสถานที่ที่น่าอยู่นั้น ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกระหว่างการกระทำที่เสงี่ยมเจียมตนหรือกระทำอย่างฟู่ฟ่า หากทว่าลงมือทำอะไรก็ได้ที่อาจทำได้ด้วยความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยความชัดเจน ด้วยความมานะพยายาม และทุกสิ่งที่จะเสริมพลัง ให้แก่การต่อสู้กับอำนาจที่ขาดความรัก มีแต่ความเห็นแก่ตัว ความชั่วร้าย ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ล้วนมีความสำคัญเสมอกัน ในแง่นี้ บทบาทของผู้นำสหภาพโรงงานที่ปราศรัยอยู่ตรงหน้าประตูของบริษัทเมื่อตอนเช้าตรู่ก็มีเหตุผลในการประท้วงชัดเจนเหมือนกันกับเหตุผลของครูตามโรงเรียนในย่านปริมณฑลที่พูดกับนักเรียนเกี่ยวกับสิทธิของพวกเขาที่จะปกป้องเอกลักษณ์วัฒนธรรมของตน ทั้งผู้นำสหภาพโรงงานและครูในโรงเรียนมีเรื่องจะต้องทำมากมาย

ครูต้องติดปีกความฝันให้แก่จินตนาการของตน แน่นอนครับว่าต้องทำในลักษณะที่มีวินัย นับแต่วันแรกที่เข้าชั้นเรียน ครูต้องแสดงให้นักเรียนเห็นถึงความสำคัญของจินตนาการที่มีต่อชีวิต จินตนาการช่วยให้เกิดความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ พอๆ กับช่วยเพิ่มพูนการผจญภัย ซึ่งถ้าขาดสิ่งนี้เสียแล้ว การสร้างสรรค์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

จินตนาการที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ คือความเป็นอิสระตามธรรมชาติ ที่เราสามารถเดิน วิ่งและบินได้อย่างเสรี จินตนาการเช่นนี้ควรจะแสดงออกในทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย ในการร่ายรำ การให้จังหวะ การวาดภาพ การเขียน แม้แต่ช่วงแรกๆ ที่เริ่มหัดเขียน – เช่น ลากเส้น จินตนาการควรเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกด้วยคำพูด เช่น การเล่าเรื่องราว ตลอดจนการขยายเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมของผู้เขียน จินตนาการที่นำเราไปสู่ความฝันทั้งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้นั้นเป็นสิ่งจำเป็นเสมอ จำเป็นที่เราจะต้องกระตุ้นจินตนาการของผู้เรียน ใช้สิ่งนี้เป็น ‘แผนแม่บท’ สร้างโรงเรียนที่เขาฝันอยากให้เป็นไป ทำไมจึงไม่นำความฝันของเด็กมาทำให้เป็นจริงในห้องเรียนล่ะ ขณะพูดคุยกันเกี่ยวกับโครงการในจินตนาการนั้น ทำไมไม่ชี้ให้นักเรียนเห็นอุปสรรคที่ขัดขวางจินตนาการ อุปสรรคซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะเอาชนะในขณะนั้น ทำไมไม่ย้ำให้เขาเห็นว่าพวกเขามีสิทธิที่จะจินตนาการ มีสิทธิที่จะฝัน และต่อสู้เพื่อความฝัน จินตนาการต้องมุ่งไปที่ความฝันเกี่ยวกับเสรีภาพที่จำเป็นและเป็นไปได้ ซึ่งย่อมต้องเผชิญกับพลังปฏิกิริยาจากผู้ที่รู้สึกว่าเสรีภาพเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา และสุดท้ายจำเป็นต้องทำให้เข้าใจกันอย่างกระจ่าง ว่าจินตนาการไม่ใช่เป็นบทฝึกหัดสำหรับคนที่ไม่อยู่กับความเป็นจริง มีชีวิตอย่างเลื่อนลอย ตรงกันข้าม เมื่อเราจินตนาการถึงบางสิ่งบางอย่าง เราจำเป็นต้องคิดถึงเงื่อนไขความขาดแคลนในสภาพความเป็นจริง ถ้านักเรียนจินตนาการถึงโรงเรียนที่มีเสรีภาพ มีความสุข ก็เพราะในความเป็นจริงโรงเรียนของพวกเขาปฏิเสธทั้งเสรีภาพและความสุขนั่นเอง

ก่อนที่ผมจะมาจากเมืองเร็ดติเฟ ผมอ่านบทกวีพื้นเมืองที่เป็นที่นิยมหลายเล่ม กวีล้วนเขียนถึงความขาดแคลนในสภาพแวดล้อมของตน

ผมจะไม่มีวันลืมหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งพรรณนาถึงขนมปังข้าวโพดขนาดยักษ์ก้อนหนึ่ง ซึ่งเลี้ยงประชากรทั้งหมู่บ้าน นี่ไม่ใช่แค่เป็นตัวอย่างของจินตนาการอันบรรเจิด หากแต่ได้แสดงให้เห็นถึงการขาดสุขภาวะของประชาชนที่หิวโหย ความฝันอันมั่งคั่งในบทกวีแสดงออกถึงความต้องการที่แท้จริง

ตอนนี้ลองหันมาพิจารณานักเรียนในห้องเรียน นักเรียนที่เรียนกับครูผู้มีปัญญา มีความรู้สึก และพร้อมจะให้ความร่วมมือ ลองจินตนาการถึงการพูดคุยกันในกลุ่มเกี่ยวกับระบบหลักการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ระบบนั้นอาจรวมถึงหลักการที่เข้มงวดอย่างยิ่ง เช่น การอภิปรายกันเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ‘สมมติ’ ตามหลักการที่ว่านี้ เราอาจได้ผลลัพธ์บางอย่าง ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติด้วยเสียงข้างมากแน่นอน จำเป็นต้องมีกลไกบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้น แต่ทุกอย่างก็ต้องทำตามวิถีประชาธิปไตย ในสังคมเช่นสังคมของเรานี้ ที่มีวัฒนธรรมอำนาจอันแข็งแกร่ง เราจึงจำเป็นต้องหาแนวทางประชาธิปไตยที่จะทำให้สามารถสร้างขีดจำกัดทั้งในเรื่องของเสรีภาพและอำนาจ เพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยงการทำตามอำเภอใจ ซึ่งทำให้เราคิด ‘ตามกระแส’ หรือไหลไปกับลัทธิอำนาจนิยม

ประเด็นเกี่ยวกับสังคม จินตนาการ ความรู้สึก ความต้องการ ความกลัว ความกล้า ความรัก ความเกลียด ความโกรธด้วยอารมณ์ดิบ เพศสัมพันธ์ หรืออื่นๆ ทำให้เราจำเป็นต้อง ‘อ่าน’ ร่างกายของเราเหมือนกับสิ่งเหล่านี้คือตำรา อ่านผ่านสัมพันธภาพที่โยงใยกันไปมาและทำให้ทุกสิ่งเหล่านี้เป็นทั้งหมดในตัวเรา

การจะอ่านร่างกายร่วมกับนักเรียนนั้น จำเป็นต้องใช้ศาสตร์หลายสาขา เพื่อเราจะได้ก้าวข้ามการแบ่งแยก การยกตนข่มท่าน ที่บิดเบือนทุกอย่างที่ผิดรูปร่างไป

การที่ผม ‘อยู่ในโลก’ ‘อยู่กับโลก’ และ ‘อยู่กับ’ คนอื่นๆ บอกนัยถึงความรู้อันสมบูรณ์เกี่ยวกับตัวผมเอง และในความสมบูรณ์นั้น ยิ่งผมเข้าใจตัวเองดีเท่าใด ผมก็จะยิ่งสร้างประวัติศาสตร์ได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะผมรู้ว่าผมเองก็กำลังถูกประวัติศาสตร์สร้างด้วยอยู่เหมือนกัน เมื่อผมกลายเป็นตัวแทนผู้สร้างประวัติศาสตร์ พร้อมๆ กับที่ประวัติศาสตร์ได้สร้างผมขึ้นใหม่ในขณะที่ผมอยู่ในโลกและอยู่กับโลก เมื่อผมอ่านร่างกายของตนเอง อ่านร่างกายของคนอื่น ก็เท่ากับผมอ่านพื้นที่ (ดูรายละเอียด Maurice Merleau – Ponty, Phenomenology of Preception, แปลโดย Collin Smith, New York: Routledge, 1962) ไปด้วย ซึ่งในแง่นี้ก็หมายถึง พื้นที่ในห้องเรียน พื้นที่ของห้องเรียนขยายไปถึงสนามเด็กเล่น ไปถึงบริเวณรอบๆ โรงเรียนทั้งหมด ซึ่งเป็นที่รวมของหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งความกลัว ภาพลวงตา ความต้องการ และความฝันของทั้งครูและนักเรียน ทั้งหมด เหล่านี้ต้องถือเป็นสิ่งที่ทั้งครูและนักเรียนต้องอ่าน ดังที่มาดาลีนา แฟรร์ เวฟเฟิร์ต (จากการสนทนากับผู้เขียน) ได้เน้นย้ำไว้

เราอาจเห็นความไร้สาระของลัทธิอำนาจนิยม ที่อ้างว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นของอำนาจฝ่ายการศึกษา เป็นของครู (การอ้างสิทธิครอบครองนี้ไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นผู้ใหญ่ เพราะแม่ครัว ภารโรง ยามรักษาความปลอดภัย และพนักงานทำความสะอาดก็ล้วนเป็นผู้ใหญ่ แต่เพราะพวกเขาเป็นแค่คนรับใช้ในอาณาเขตของโรงเรียน พื้นที่นี้จึงไม่เป็นของพวกเขา พอๆ กับที่ไม่เป็นของนักเรียน) ราวกับว่านักเรียนอยู่ในพื้นที่แต่ไม่มีส่วนร่วมกับพื้นที่นั้น

โรงเรียนที่ก้าวหน้า เป็นประชาธิปไตย มีความสุข และมีความสามารถจะต้องคิดทบทวนเกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างร่างกายและจิตสำนึกของเรากับโลก เราต้องนิยามความเข้าใจโลกกันใหม่ แม้ว่าความเข้าใจต่อโลกเป็นผลผลิตในโลกนี้ที่ค่อยๆ วิวัฒน์มาจากประวัติศาสตร์ แต่ความเข้าใจนี้ก็เป็นผลผลิตจากปฏิสัมพันธ์ของร่างกายที่มีจิตสำนึกซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับโลกเช่นกัน  ผมเชื่อว่าความเข้าใจเช่นนี้จะทำให้เราเข้าใจการเรียนการสอนกันใหม่ เป็นการค้นพบ และเมื่อพิจารณาถึงแนวคิดนี้ เราต้องนึกถึงผลงานทั้งหลายของ เลียฟ เอส. ไวก็อตสกี้

 *********************

created: 09 January 2013 13:18 Modified: 09 January 2013 13:18 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People who like this: Ico24 คนธรรมดา and Ico24 ทดแทน.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.91.121.255
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ