นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1420
ความเห็น: 2

ประชาธิปไตยทางความคิด

การศึกษานี่แหละครับที่จะช่วยให้เราเกิด “ประชาธิปไตยทางความคิด” ซึ่งตรงกันข้ามกับความคิดแบบเผด็จการโดยสิ้นเชิง

   วานนี้ผมซื้อหนังสือขนาดเหมาะมือมาเล่มหนึ่ง ชื่อ “สองยุคแห่งวัฒนธรรมเยอรมัน-ไวมาร์คลาสสิค และสาธารณรัฐไวมาร์” แต่งโดยศาสตราจารย์ ดร.พรสรรค์ วัฒนางกูร (2555, พิมพ์ครั้งที่ 2 ฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2543) และเขียนคำนิยมในฉบับพิมพ์ครั้งแรกโดยศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

 หนังสือเล่มนี้น่าสนใจอย่างไร? ฟังจากคำนิยมของอาจารย์ฉัตรทิพย์ ดีกว่าครับ

    “สองยุคแห่งวัฒนธรรมไวมาร์ เป็นงานวิชาการในภาษาไทยที่มีคุณค่าสูงและมีความเป็นพิเศษ มีคุณค่าสูงเพราะแนะนำให้เราคนไทยรู้จักวัฒนธรรม และรู้จักประวัติศาสตร์เยอรมัน มีความเป็นพิเศษเพราะโดยปกติแล้วเป็นเรื่องที่ยากมากที่นักวิชาการไทยจะเข้าใจวัฒนธรรมประเทศในยุโรปอย่างลึกซึ้ง จนถึงขั้นถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆ อย่างที่อาจารย์พรสรรค์ได้ทำในหนังสือเล่มนี้ ในส่วนที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ อาจารย์พรสรรค์ยิ่งทำได้ดีเป็นพิเศษ เธอเขียนได้ชัดเจนมากที่สุด และยังสามารถโยงให้เห็นความเกี่ยวพันอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวเยอรมันอีกด้วย”

   ผมอ่านไปยังไม่ถึงครึ่งเล่ม รู้สึกสะดุดและโดนใจอยู่หลายแห่งหลายที่ แต่ที่ชอบเอามากก็ตรงประเด็นว่าด้วยเรื่อง “การศึกษา” (Bildung)

   การศึกษานี่แหละครับที่จะช่วยให้เราเกิด “ประชาธิปไตยทางความคิด” ซึ่งตรงกันข้ามกับความคิดแบบเผด็จการโดยสิ้นเชิง

   อาจารย์พรสรรค์ ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ครับ

   “จึงไม่แปลกที่วีลันท์ แฮร์เดอร์ เกอเธ่อ และชิลเลอร์จะต่อต้านความรุนแรงของการปฏิวัติฝรั่งเศส กระทั่งแม้เกอเธ่อเองยังถูกกล่าวว่าเป็นมหามิตรของการปกครองเผด็จการแบบเก่า (ancient regime) ดังคำปรารภของเกอเธ่อกับเอคเคอมันน์เลขานุการเกี่ยวกับสุขนาฏกรรมเรื่อง ‘Die Aufgeregten’ ที่เกอเธ่อประพันธ์ค้างไว้ไม่จบดังนี้

   “เป็นความจริงที่ข้าพเจ้าไม่สนับสนุนการปฏิวัติฝรั่งเศสเลย เนื่องจากความโหดเหี้ยมทารุณของการปฏิวัตินั้นทำให้ข้าพเจ้าสะเทือนใจและรู้สึกโกรธขึ้งอยู่ทุกวันทุกชั่วโมง ในขณะที่ผลดีของการปฏิวัติยังไม่เป็นที่ประจักษ์...และข้าพเจ้าก็ไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อยกับการกระทำตามอำเภอใจทั้งปวง ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ในการปฏิวัติใหญ่ๆ นั้น ประชาชนมิใช่ผู้ผิด แต่ผู้ผิดคือ รัฐบาลผู้ปกครอง...เป็นเพราะว่าข้าพเจ้าเกลียดชังการปฏิวัติเป็นอย่างมาก คนทั้งหลายจึงพากันกล่าวหาว่า ข้าพเจ้าเป็นมหามิตรของฝ่ายปกครองเดิม ...ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับทั้งระบอบการปกครองเดิมและการปฏิวัติ แต่ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ความขัดแย้งสองฝ่ายนี้จะชี้นำไปสู่หนทางออกซึ่งเป็นทางเลือกที่สามได้...”

   ครับ “ทางเลือกที่สาม” ของเกอเธ่อ ก็คือ การศึกษา

   การศึกษานี่แหละครับที่จะทำให้เกิด “ประชาธิปไตยทางความคิด” หาทางเลือกที่เหมาะสม ไม่ด่วนตัดสินอะไรง่ายๆ เลือกข้างอย่างง่ายๆ อย่างความคิดเผด็จการ เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการทำให้เกิดความรู้แบบชั่งน้ำหนัก ถ่วงดุลความคิดจากข้อเท็จจริงอันหลากหลาย จนเกิดความเข้าใจในข้อเท็จจริงและสภาวะของสิ่งทั้งหลาย เกิดทัศนคติต่อสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง ปฏิบัติจัดการกับสิ่งทั้งหลายตามที่ควรจะเป็น

   ความเข้าใจที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลนั้นเองเท่านั้น ผู้อื่นจะนำมายัดเยียดให้หรือบังคับให้รับเข้าไว้ไม่ได้

   อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเกิดอยากเขียนอะไรขึ้นมา จึงขอบันทึกไว้

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 22 พฤศจิกายน 2555 07:20 แก้ไข: 22 พฤศจิกายน 2555 07:20 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 fruity, Ico24 คนธรรมดา, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ก็ยังเป็นที่สงสัยนะครับว่า “ทางเลือกที่สาม” ของเกอเธ่อ ซึ่งก็คือ การศึกษา นั้นจะใช้ได้กับประเทศไทยหรือไม่

เวลาเปลี่ยนไป บริบทเปลี่ยนไป

Ico48
Pisan (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
22 พฤศจิกายน 2555 14:25
#82098

อาจารย์ชาคริตชวนผมทำการบ้าน

ผมขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์ดังนี้ครับ

เท่าที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา ผมเข้าใจอย่างนี้ครับ

รูปแบบแนวคิดของเกอเธ่อมีลักษณะ "ถ่วงน้ำหนัก" หมายความว่ามีลักษณะเป็น "วิภาษวิธี" (ภาพตัวอย่างประกอบอยู่ในหนังสือ หน้า 74 น่าสนใจดีครับ) กล่าวคือไม่ได้เทน้ำหนักไปข้างได้ข้างหนึ่ง แต่เน้นองค์ประกอบของประเด็นคัดง้างประจันหน้ากันสองประเด็น (These และ Anti-These) ซึ่งจะมีผลสรุปเป็นทางออกที่สาม (Synthese) ดังตัวอย่างความคิดของเกอเธ่อข้างต้นที่ผมยกมา ซึ่งมีลักษณะปลายเปิดเพื่อหาลู่ทางใหม่ๆ ทางความคิดและไม่เป็นการปิดกั้น

อีกทั้ง การศึกษาที่ตั้งอยู่บนรูปแบบแนวคิดในลักษณะเช่นนี้ยังมุ่งแสวงหามนุษย์ที่ปราศจากความขัดแย้ง ในทัศนะผมคิดว่าน่าจะใช้ได้กับประเทศไทย คือ ไม่เทไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่เป็นการคิดเพื่อหาทางออก ซึ่งการหาทางออกนั้นก็ต้องอาศัยการศึกษา

ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาในหนังสือเล่มนี้ยังหมายถึง การที่มนุษย์ศึกษาศิลปะและวรรณคดีเพื่อช่วยกล่อมเกลาและยกระดับจิตใจ ลดความขัดแย้งภายในตนเอง ตลอดจนสร้างรสนิยมอันดีอันจะทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์เต็มพร้อมสมบูรณ์ (หน้า 71) ถ้าเรายอมรับว่าศิลปะและวรรณคดีเป็นของสากลที่ทุกชาติพันธุ์ต่างก็มีของเหล่านี้ การศึกษาในลักษณะเช่นนี้ ผมคิดว่าก็น่าจะใช้ได้กับประเทศไทยเช่นกัน

จะว่าไปแล้ว การศึกษาโดยตัวมันเองก็เป็นของสากล เพราะเป็นกระบวนการของการเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่มองสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น มีทัศนะคติต่อสิ่งทั้งหลายอย่างไม่ถูกต้องหรือที่ภาษาทางพุทธ เรียกว่า อวิชชา การศึกษาจึงเป็นกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆ โดยการสร้างวิชชาให้เกิดขึ้นนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นของสากล

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.91.121.255
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ