นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1295
ความเห็น: 4

จุดยืน

"จุดยืน" ของผมคล้ายๆ "ส.ศิวลักษณ์" คือ ปฏิเสธการยัดเยียด (negative identity) และคล้ายๆ "ศาสดา" คือ (จุดยืน) อยู่ที่ส้นตีน ผมเป็นตัวของตัวเองครับ

ในสังคมที่เป็นระบอบเสรีประชาธิปไตย คนที่อยู่ในสังคมแบบนี้ ไม่ว่าเขาจะใส่เสื้อสีอะไร จะเป็นแดง เหลือง หลากสี หรืออื่นๆ จะเป็นคนเหนือ-อีสาน-ตะวันตก-ตะวันออก-กลาง-และปักษ์ใต้ มีสิทธิและเสรีภาพเต็มที่ในการที่จะด่ารัฐบาล โจมตีนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือคนในพรรครัฐบาลได้ทั้งนั้นเลยนะครับ จะด่าว่านายกฯ "โง่" "งี่เง่า" "ภาษาไทยไม่ได้เรื่อง" "รู้สึกอายที่มีผู้นำแบบนี้"ฯลฯ 

เอาเลยครับซัดได้เต็มที่ ตรวจสอบได้เต็มที่ วิพากษ์และวิจ

ารณ์กันได้เต็มที่ ทุกเรื่องราว ทั้งคอร์รัปชั่น, นโยบายไม่ได้เรื่อง, ระบบพวกพ้อง บริหารจัดการแย่ ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทั้งสังคมเดินไปใน "ทิศทางที่ถูกต้อง" ไม่ใช่ยึดแต่ "ความต้องการ" ของเสียงส่วนใหญ่เพียงฝ่ายเดียว

แต่คนที่ด่าว่าหรือโจมตีเขา ก็เตรียมใจไว้ด้วยนะครับ เพราะอีกฝ่ายเขาก็อยากจะใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างนั้นกะฝ่ายคุณบ้าง นี่คือธรรมชาติของการเมืองซึ่งย่อมมีคู่ขัดแย้ง

แต่การละเมิดกติกาตามรัฐธรรมนูญ ,การไม่ยอมรับเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งอยู่ตามวาระและไปตามวาระ (4 ปีเอง ไม่พอใจก็แก้ไขได้) และมาจาก "ความต้องการ" ของคนส่วนใหญ่ในสังคม (ก็เขาเสียงมากกว่า; ยกตัวอย่างง่ายๆ หมาเดินเข้ามาในห้อง หากเสียงส่วนใหญ่บอกว่าเป็นแมว มันก็ต้องเป็นแมวในกติกาแบบนี้ จะเป็นหมาไปไม่ได้ในฐานะเงื่อนไขอันจำเป็น เพราะการเลือกตั้งเป็นเรื่องของการแสดงออกซึ่ง "ความต้องการ" ไม่ใช่เรื่องของ "ความถูกต้อง") 

ส่วนการออกบัตรเชิญหรือสนับสนุนให้ทหารก่อรัฐประหารนี่ มันเป็นวิธีการแบบอนารยชนชัดๆ สังคมที่เจริญแล้วเขาไม่ทำกัน 

ป.ล. 

อ่านแล้วก็อย่าพยายามยัดผมให้ลงสีไหนเลยครับ ผมไม่เป็นอะไรทั้งนั้น และไม่อยู่ข้างใคร สีไหน หรือฝ่ายใด "จุดยืน" ของผมคล้ายๆ "ส.ศิวลักษณ์" คือ ปฏิเสธการยัดเยียด (negative identity) และคล้ายๆ "ศาสดา" คือ (จุดยืน) อยู่ที่ส้นตีน ผมเป็นตัวของตัวเองครับ ความต้องการเพียงประการเดียวของผมก็คือ อยากเข้าใจเรื่องราว/ปรากฏการณ์ของมันต่างหาก: To Live is to learn. ครับ

Sections: การเรียนการสอน
License: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
created: 15 November 2012 20:13 Modified: 15 November 2012 20:23 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People who like this: Ico24 pompom, Ico24 คนธรรมดา, and 2 others.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

สวัสดีค่ะ ..

ดีใจที่เห็นงานเขียนของอาจารย์ค่ะ

Ico48
Pisan (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
16 พฤศจิกายน 2555 21:10
#81972

สวัสดีครับพี่เมตตา นานแล้วไม่ได้เข้ามาเขียน

ผมชอบคำพูดของคุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ครับ:

"สื่อโซเชี่ยลมีเดียมันเกิดขึ้นมา มันเป็นโอกาสทำให้ประชาธิปไตยมันเคลื่อนไปได้ มันทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย แล้วนักวิชาการคือแหล่งข้อมูล ถ้าคุณติดว่า ต้องไปกราบไหว้เชิญถึงจะมา ต้องทำวิจัย 500 หน้าถึงจะทำ แต่การเขียนความเห็นทางวิชาการ 2-3 หน้าที่เข้าใจง่ายๆ ไม่ทำ ผมว่าคุณต้องคิดใหม่"

Ico48
วิศิษฎ์ ลิ้มพัฒนสิริ [IP: 130.54.130.241]
19 November 2012 10:09
#81999

“หากรัฐบาลละเมิดพันธสัญญาที่มีต่อประชาชน และใช้อำนาจโดยเห็นแก่ตัวแล้ว ประชาชนย่อมมีสิทธิถอดถอนรัฐบาลได้ และอาจด้วยการใช้กำลัง ถ้าจำเป็น” จอห์น ล็อค (ค.ศ. 1632-1704)

จอห์น ล็อค (John Locke) นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษ (ค.ศ. 1632-1704) บิดาผู้วางรากฐานระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของอังกฤษ เป็นผู้ที่สนับสนุนอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และเน้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ จอห์น ล็อค แสดงความเห็นว่ารัฐบาลหรือองค์กรบริหารที่จัดตั้งขึ้น ไม่มีอำนาจใดที่เป็นอิสระจากการควบคุมของฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรบริหารหรือรัฐบาลจะต้องมีอำนาจอยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากนั้น หากรัฐบาลหรือองค์กรบริหารละเมิดพันธกรณีหรือสัญญาประชาคมที่มีต่อประชาชน โดยการละเลยจุดประสงค์ของทรัสต์ (คู่สัญญาอันหมายถึงประชาชน) โดยใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายมาเพื่อจุดประสงค์อันเห็นแก่ตัวแล้ว ประชาชนย่อมมีสิทธิถอดถอนรัฐบาลได้ และอาจด้วยการใช้กำลังถ้าจำเป็น (จาก เอ็ม เจ ฮาร์มอน ความคิดทางการเมืองจากเปลโต้ถึงปัจจุบัน แปลโดย เสน่ห์ จามริก กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2519)

Ico48
Pisan (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
19 พฤศจิกายน 2555 14:33
#82002

เกษียร เตชะพีระ : "เมื่อคุณไม่เห็นด้วยกับเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตย คุณทำอะไรได้บ้าง?"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1342151684&grpid=no&catid=03&subcatid=0305

ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยสามารถทำอะไรได้บ้างในการคัดค้าน ถ่วงทานเสียงข้างมาก? โดยหลักทั่วไปทางรัฐศาสตร์ ทำได้ดังนี้ครับ

1) แนวทางเสรีประชาธิปไตย (liberal democratic opposition):การต่อต้านคัดค้านอำนาจรัฐ ที่บุคคลหรือกลุ่มไม่เห็นด้วยโดยยึดแนวทางเสรีประชาธิปไตย คือต่อสู้ในกรอบของกฎหมาย ใช้ สิทธิเสรีภาพของบุคคลและกลุ่มในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญให้เต็มที่ถึงที่สุดเท่าที่กฎ-หมายเปิดช่องให้ เพื่อโน้มน้าวเปลี่ยนใจเสียงข้างมากให้มาเห็นด้วยกับฝ่ายตน

ในความหมายนี้เส้นแบ่งสำคัญที่ตีกรอบจำกัดการเคลื่อนไหวต่อสู้กับอำนาจรัฐของแนวทางเสรีประชาธิปไตยคือกฎหมาย

2) แนวทางอารยะขัดขืน (civil disobedience) หรืออหิงสาของคานธี:กรอบไม่ใช่กฎหมาย กล่าวคือพร้อมจะสู้ในกรอบกฎหมาย แต่ก็พร้อมจะสู้นอกกรอบกฎหมายด้วย เพราะหลักการที่สำคัญคือสัจธรรม ซึ่งถือว่าสูงส่งเหนือกว่ากฎหมาย อย่างไรก็ตาม มีข้อแม้สำคัญคือต้องสู้อย่างสันติวิธี แปลว่าผู้ประท้วงพร้อมจะถูกทำร้ายจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐหรือฝ่ายตรงข้าม แต่จะไม่ยอมยกมือทำร้ายคนอื่นกลับเด็ดขาด

และเมื่อต่อสู้โดยล่วงละเมิดกฎหมาย ก็พร้อมจะให้ทางการลงโทษตามกฎหมายโดยไม่หนีไม่บ่ายเบี่ยงด้วย เพราะเป้าหมายสำคัญคือตีลงไปตรงจุดอ่อนที่สุดของอำนาจ ได้แก่จิตใจของผู้กุมอำนาจฝ่ายตรงข้าม

อาศัยการเสียสละยอมแบกรับความรุนแรงและการลงโทษจากรัฐ ด้วยเลือดเนื้อร่างกายและชีวิตของตน มาสะเทือนใจและเปลี่ยนใจคู่ต่อสู้ มาสะเทือนใจและเปลี่ยนใจประชาชนผู้ดูเพื่อให้พวกเขาละทิ้งอสัตย์อธรรม หันมาเห็นสัจธรรม และเปลี่ยนแปลงระบบระเบียบกฎหมายที่ผิดร้ายเสีย

ในความหมายนี้เส้นแบ่งสำคัญที่ตีกรอบจำกัดการเคลื่อนไหวต่อสู้กับอำนาจรัฐของแนว ทางอารยะขัดขืนหรืออหิงสาคือสันติวิธี (ถือหลักวิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย) และการยอมเสียสละแบกรับความรุนแรงและการลงโทษจากรัฐไว้เอง (อภัยวิถี = อย่ากลัวเราเลย เราไม่ทำร้ายหรือเป็นภัยต่อท่านดอก)

3) แนวทางอนารยะ/อนาธิปไตย (anarchism): อย่างไรก็ตาม แนวทางการเคลื่อนไหวของขบวนการมวลชนฝ่ายต่างๆ หลายปีหลังนี้กลับออกมาในลักษณะอนารยะ/อนาธิปไตย ไม่ เพียงล้ำเส้นกฎหมาย แต่ยังล้ำเส้นสันติวิธีและหลักอภัยวิถี มีการติดอาวุธ ทำร้ายกันไปมา และก่อความกลัวแก่ฝ่ายตรงข้ามและประชาชนผู้ดูทั่วไป ซึ่งขัดกับทั้งหลักเสรีประชาธิปไตยและหลักอารยะขัดขืนหรืออหิงสา-สันติวิธี อันกลับส่งผลเสียในระยะยาว คือทำให้ง่ายต่อการถูกป้ายสีจากฝ่ายตรงข้าม และโดดเดี่ยวจากสาธารณชน อาจเพลี่ยงพล้ำและพ่ายแพ้ทางการเมือง แม้ว่าอาจบรรลุผลขัดขวางการดำเนินงานตามปกติของภาครัฐและภาคเอกชนในระยะสั้นก็ตาม

อนึ่ง แนวทางอนาธิปไตยนี้อาจล้ำเส้นไปสู่การก่อการร้ายทางการเมือง (political terrorism) ได้หากครบองค์ประกอบพื้นฐาน 4 ประการคือ :

ก) ใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่คุกคามว่าจะใช้ความรุนแรง (Violence)

ข) ต่อเป้าหมายพลเรือน (Civilian Targets)

ค) ก่อให้เกิดความหวาดกลัวสยดสยองทั่วไปในหมู่สาธารณชน (Fear)

ง) เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง (Politics)

สรุปก็คือ Political Terrorism = V+C+F+P นั่นเอง

ฝ่ายค้านในระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายของอำนาจเสียงข้างมาก จึงสามารถต่อสู้คัดค้านถ่วงทานได้ตามแนวทางเสรีประชาธิปไตย หรือกระทั่งแนวทางอารยะขัดขืน/ อหิงสาสันติวิธี แต่ควรระวังป้องกัน หลีกเลี่ยงกระทั่งต่อต้านห้ามปรามการต่อสู้คัดค้านในแนวทางอนารยะ/อนาธิปไตยซึ่งก่อผลทำลายเสียหายอย่างร้ายแรงต่อส่วนรวมในรอบหลายปีที่ผ่านมา

แน่นอน หากมองนอกกรอบระบอบเสรีประชาธิปไตยออกไป คือไม่คิดหรือไม่แคร์ที่จะผดุงรักษาระบอบการเมืองนี้ไว้ การต่อต้านคัดค้านก็อาจออกมาในรูปล้มล้างระบอบการปกครองเสรีประชาธิปไตยโดยตรง เช่น รัฐประหารอย่างที่ คปค.ทำเมื่อปี 2549 และใครบางคนยังป่าวร้องให้ทำอีกๆ ไม่ขาดปากตราบเท่าถึงทุกวันนี้ เป็นต้น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.91.121.255
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ