นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2351
ความเห็น: 5

ประชาธิปไตย: ปรัชญากับความเป็นจริง

ส่วนที่ไม่เป็นที่ถูกสังเกตมากนัก แต่น่าจะส่งผลกระทบที่สำคัญต่อสังคมไทยในระยะยาว ก็คือการรุกคืบทางวัฒนธรรมและสังคมในรูปของการเรียกร้องเสรีภาพทางเพศและครอบครัว

วันนี้ (จันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการจัดสัมมนาประจำปี ในหัวข้อ “เมืองไทย 2012: ความท้าทายทางการเมือง การบริหาร และการต่างประเทศ” ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ผู้ที่มาปาฐกถานำ ก็คือ ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ผู้วางรากฐานการศึกษาปรัชญาการเมืองในวงวิชาการไทย เป็นลูกศิษย์ของแฮรี จัฟฟา และเป็นหลานศิษย์ของลีโอ สเตราส์ อีกทั้งยังเป็นผู้เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาตรี เรื่อง “เปรียบเทียบพระพุทธเจ้ากับอาริสโตเติล” และวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่อง “กอติลยากับมาคีอาเวลลี” (อ่านรายละเอียดได้ในบทความ 4 ตอนจบของ แพทย์ พิจิตร ในมติชนสุดสัปดาห์ ตอนที่ 1 แซยิด 3  ส.: ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ (1),  ตอนที่ 2 เส้นทางแห่งผู้รักในปัญญา ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ (2), ตอนที่ 3 ‘ผมเป็นเพียงหลานศิษย์’: ลีโอ สเตราส์...สมบัติ จันทร์วงศ์ (3) และตอนที่ 4 สมบัติ จันทรวงศ์: ผู้วางรากฐานการศึกษาปรัชญาในวงวิชาการไทย)

ผมมีโอกาสเข้าฟังปาฐกถาของอาจารย์สมบัติวันนี้ พร้อมกับได้รับแจกบทคัดย่อ เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจโดยทั่วไปจึงเอามาเผยแพร่ต่อไว้ ณ ที่นี้โดยคงเนื้อความตามต้นฉบับเดิมทุกตัวอักษร

บทคัดย่อ

“ประชาธิปไตยไทย: ปรัชญากับความเป็นจริง”

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ จันทรวงศ์

สำหรับนักปราชญ์โบราณ “ประชาธิปไตย” หรือการปกครองโดยคนหมู่มากเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเพราะมันไม่ใช่การปกครองโดยผู้รู้หรือคนดี ประชาธิปไตยจะดีไปไม่ได้เพราะเป็นการให้อำนาจคนหมู่มากที่ทั้งโง่และจนทำตามอำเภอใจตน ส่วนในยุคปัจจุบันประชาธิปไตยก็จำเป็นที่จะต้องกลายร่างเป็นการปกครองโดยคนไม่กี่คน คือโดยชนชั้นปกครองที่มักหมายถึงผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ หรือไม่ก็เป็นการปกครองโดยคนไม่กี่คนที่สมคบคิดกันสู่อำนาจ หรือเป็นส่วนผสมของกลุ่มชนชั้นผู้ปกครองและผู้หิวกระหายในอำนาจ บทความนี้ กล่าวถึงพัฒนาการของวิธีคิดที่ “ประชาธิปไตย” สร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองด้วยการชี้ให้เห็นว่าในการต่อสู้กับระบอบกษัตริย์ที่อิงแอบอยู่กับคำสอนของคริสตศาสนา นักคิดของประชาธิปไตยในยุคแรกๆ อ้าง “ธรรมชาติ” เข้าแทนที่อำนาจของพระเจ้าหรือศาสนา พวกเขา “สร้าง” หรือ “สมมติ” ว่ามีสภาพของมนุษย์ก่อนที่จะมีสังคมการเมืองขึ้น เรียกว่า “สภาพธรรมชาติ” ที่มนุษย์ทุกคนเสมอภาคกันและมีสิทธิ มีเสรีภาพตามธรรมชาติ อย่างเท่าเทียมกัน จากนั้นจึงเกิด “สัญญาประชาคม” และ “หลักการปกครองโดยความยินยอมของมนุษย์” ขึ้น “ตำนาน” (Myth) ของประชาธิปไตยเหล่านี้ มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1789 หรือยุคแห่งภูมิธรรม (The Age of Enlightenment) โดยคลี่คลายเป็นการแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มนักคิดภูมิธรรมสายกลางที่กำหนดให้ประชาธิปไตยยังคงผูกติดอยู่กับมิติทางศาสนาและศีลธรรม กับกลุ่มนักคิดภูมิธรรมหัวรุนแรงที่ตีความธรรมชาติแบบวัตถุนิยม ปฏิเสธศีลธรรม ศาสนาและจารีต ประเพณีอย่างถึงรากถึงโคน และถือว่าเหตุผลของมนุษย์เป็นสิ่งที่ชี้นำเพียงสิ่งเดียว ประชาธิปไตยของไทยที่เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2475 มีปัญหามาโดยตลอดส่วนหนึ่งเป็นเพราะโลกทัศน์ของคนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นโลกทัศน์ของพุทธที่ไม่เอื้อต่อวิธีคิดแบบปัจเจกชนและประชาธิปไตย ข้อโต้เถียงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันอาจมองได้ว่า เป็นความพยายามของนักคิดไทยรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่พยายามจะนำเอาหลักการและแนวทางของกลุ่มนักคิดยุคภูมิธรรมมาใช้ ในขณะที่ความพยายามเช่นว่าได้ก่อให้เกิดกระแสการถกเถียงอย่างกว้างขวางและมีชีวิตชีวาในประเด็นเรื่องกฎหมาย และการเมือง ส่วนที่ไม่เป็นที่ถูกสังเกตมากนัก แต่น่าจะส่งผลกระทบที่สำคัญต่อสังคมไทยในระยะยาว ก็คือการรุกคืบทางวัฒนธรรมและสังคมในรูปของการเรียกร้องเสรีภาพทางเพศและครอบครัว

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 27 กุมภาพันธ์ 2555 11:37 แก้ไข: 27 กุมภาพันธ์ 2555 11:38 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 คนธรรมดา, และ Ico24 มิกกี้.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ถ้าใครศึกษาพุทธศาสนาให้ถึงแก่นมิใช่กะพี้ภายนอก จะเข้าใจวิธีคิดแบบพุทธ สังคมไทยหลอมรวมแนวคิดหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ไม่ใช่พุทธแบบบริสุทธิ์จริงๆ

ถ้าหากเราปฏิเสธศีลธรรม ศีลธรรมที่มีอยู่ในจิตใจตนเองที่เรียกว่า มโนธรรมสำนึก หรือจิตสำนึกของตนเอง ก็คงไม่ได้ประเสริฐไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน หรืออาจจะต่ำกว่าด้วยซ้ำ

จารีตประเพณีย่อมเกิดจากความคิดของมนุษย์ชี้นำทำให้เกิด ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่หากคิดในอีกนัยยะหนึ่ง จารีตประเพณีก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ธรรมชาติของสังคม

พุทธไม่ได้ให้คนเคร่งครัดยึดอยู่กับจารีตประเพณี แต่ให้คิดด้วยเหตุผล

หากมนุษย์ไร้ซึ่งสังคมก็คงใช้ประชาธิปไตยแบบตัวตน

เราเอง

Ico48
ความรัก [IP: 203.131.220.34]
28 กุมภาพันธ์ 2555 10:20
#75589

http://www.siamintelligence.com/political-science-thammasat-university-seminar-2012/

Ico48
ธิติพันธ์ [IP: 101.108.121.92]
03 มีนาคม 2555 18:40
#75689

โอ้ ศาสนากับประชาธิปไตรกำลังขัดแย้งกัน ทำไงดี.........

สังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญแก่มิติทางศาสนาและลำดับชั้นของคน สองมิตินี้ขัดกับสังคมเสมอภาคในหลักการประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่ถือความจริงว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ให้เท่าเทียมกัน (We hold these truths to be self-evident that all men are created equal.-- จากคำประกาศอิสรภาพอเมริกา,1776)

จริงหรือไม่ที่สังคมไทยให้ความสำคัญแก่มิติทางศาสนาและลำดับชั้นของคน? อาจพิจารณาได้จาก:-

"ภาษา" ที่ปรากฏในชีวิตประจำวันที่เราใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่ต่างจากอากาศที่เราใช้หายใจ เราจึงเป็นเหมือน "ปลาที่อยู่ในน้ำ" ออกนอกน้ำบ่ได้

ลองสังเกตภาษาที่ใช้ๆ กันดู เช่น พฤติกรรม มโนกรรม ก่อกรรมทำเข็ญ ไร้สติ ขาดสติ เสียสติ หมดสติ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด อย่าเล่นหัว อย่าข้ามหัวผู้ใหญ่ อาบน้ำร้อนมาก่อน บาปกรรมมีจริง เป็นเพราะกรรม ฯลฯ

หากพิจารณาภาษาในเชิงเปรียบเทียบกับฝรั่ง เช่น สังคมไทยใช้ภาษา คำว่า "พี่-น้อง" (เห็นถึงความ สูง-ต่ำ ไม่สามารถระบุเพศได้ว่าคนพี่หรือคนน้องเป็นหญิงหรือชาย) สังคมฝรั่งเขาใช้คำว่า brother-sister (เห็นแต่ว่าใครคือชาย ใครคือหญิงเท่านั้น ไม่เห็นเรื่อง สูง-ต่ำ)

"ภาษาสูง-ต่ำ" ในชีวิตประจำวันเรื่องอื่นๆ เช่น กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านรองประธาน ท่านอธิการบดี ท่านรองอธิการ ท่านคณบดี ท่านรองคณบดี จนถึงคนชั้นล่างๆ ประชาชนตาดำๆ (สูงไปหาต่ำ) ส่วนที่นั่งก็เริ่มตั้งแต่ เบาะนวมนุ่มๆ ถึงเก้าอี้พลาสติกและนั่งพื้นปูเสื่อ (ฮา) จะเป็นเรื่องแปลกมากๆ ถ้าพิธีกรในงาน เริ่มต้นกล่าวด้วยคำพูดที่ว่า:-

"เรียนตาสี ตาสา ยายมี ยายมา บักหำน้อย อีนาง ตาเป๋อ อีป่อง รองคณบดี คณบดี รองอธิการบดี อธิการบดี รองประธาน และประธานที่ทรงเกียรติ" !?!

ตัวอย่างข้างต้นพอจะชี้ให้เห็นเหตุที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับคนไม่เท่ากัน และที่สำคัญ ที่คุณไม่เท่ากับผมนั้น ไม่ใช่เพราะชาตินี้หรอกนะ แต่เป็นเพราะบุญทำกรรมแต่งมาแต่ชาติปางก่อนแล้ว (คำอธิบายนี้จึงรองรับด้วยฐานพุทธ-พราหม-ฮินดู ผสมปนเปกันไป ฯลฯ) ไม่มีทางเลยที่คุณจะเท่ากับผมในชาตินี้ เราจะไม่เท่ากัน เพราะเรามีบุญบารมีไม่เท่ากัน ดูซิ นิ้วมือทั้ง 5 นิ้วยังไม่เท่ากันเลย !!!

Ico48
ปชต [IP: 203.131.220.34]
01 ตุลาคม 2555 09:41
#80849

สมบัติ จันทรวงศ์: ประชาธิปไตย VS ศีลธรรม ข้อถกเถียงเชิงปรัชญาแห่งยุคสมัย

http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42901

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.206.13.28
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ