นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2469
ความเห็น: 4

ข้อเสนอคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.)

"ในสภาพที่เป็นอยู่ คนไทยจำนวนมากล้วนต้องขึ้นต่ออำนาจของผู้อื่น ขณะที่คนหยิบมือเดียวไม่เพียงกำหนดตัวเองได้ หากยังมีฐานะครอบงำคนที่เหลือ ความเหลื่อมล้ำในความสัมพันธ์ทางอำนาจเช่นนี้ ไม่เพียงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง หากยังเป็นต้นตอบ่อเกิดของปัญหาสำคัญอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม" - คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.)
       เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ได้นำเสนอ "ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ" ออกมาซึ่งเผยแพร่จากหน้าเว็บไซต์ของคณะกรรมการปฏิรูป (www.reform.or.th) ให้สาธารณชนได้รับทราบ
      เนื่องจากเอกสารแยกเป็นชิ้นๆ ผมเลยถือวิสาสะรวมให้เป็นเล่ม (ที่นี่) เพื่อความสะดวกแก่ผู้ที่สนใจที่จะดาวน์โหลดเก็บเอาไว้ตามงานของคณะกรรมการชุดนี้ และใช้ประกอบการพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้แข่งขันกันหาเสียงว่ามีความสอดคล้องกับข้อเสนอดีๆ ที่คณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ได้เสนอไว้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในสังคม
      สำหรับเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องที่สาธารณชนผู้สนใจที่จะใช้เพื่อติดตามพฤติกรรมนักการเมือง พรรคการเมือง รวมทั้งข้อมูลนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่ใกล้จะเกิดมีขึ้น ดูได้จากเว็บไซต์ "เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย" (Thailand Political Database: TPD) www.tpd.in.th เขาทำไว้น่าสนใจดี ผมลองดาวน์โหลดข้อมูลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาของจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิจารณาดูแล้วเขาทำได้ละเอียดดีอยู่ในรูปแบบของ power point (ที่นี่)  
      ด้วยมิตรภาพครับ
ดอกไม้
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

Ico48
รำไพ [IP: 192.168.101.4]
05 พฤษภาคม 2554 15:11
#65241

มีข่าวว่าเฉพาะคณะกรรมการที่คุณอานันท์เป็นประธาน ได้งบประมาณมา 57 ล้าน ใช้ไปแล้ว 12 ล้าน รายจ่ายส่วนใหญ่เป็นการจัดประชุม ค่าใช้จ่ายการเดินทาง ค่าเลี้ยงอาหารสำหรับคนเข้าประชุม 400-500 คน ค่าจัดประชุมต่างจังหวัด การประชุมใหญ่ใช้เงินเกือบ 3 ล้าน

และยังมีค่าเบี้ยประชุมกรรมการซึ่งได้เบี้ยประชุมชั่วโมงละ 500 บาท ประชุมครั้งละ 4-5 ชั่วโมง ตกเป็นเงิน 2,500 - 3,000 บาทต่อคน

 

Ico48
Pisan (Recent Activities)
06 May 2011 14:08
#65250

ขอบคุณที่ร่วมแชร์ข้อมูลนะครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปที่ว่า "ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคลงทั้งหมด โอนอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่น, เศรษฐกิจท้องถิ่น, สังคมท้องถิ่น และการเมืองท้องถิ่นให้แก่ อปท." เพราะปัจจุบัน เหตุผลและความจำเป็นของการเป็น "รัฐเดี่ยวสามชั้น" ที่มีราชการส่วนภูมิภาคลดน้อยลงไปมาก ประเทศที่มีลักษณะเช่นนี้มีอยู่ไม่กี่ประเทศแล้วในโลกนี้ เช่น ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น ขณะที่ ประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยว "สองชั้น" ที่ไม่มีราชการส่วนภูมิภาค ที่น่าจะศึกษา อาทิ อังกฤษ และญี่ปุ่น

<http://share.psu.ac.th/file/pisan.b/view/28163>

ส่วนข้อเสียของการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในฐานะหลักการแบ่งอำนาจ ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ชี้ว่า มีดังต่อไปนี้

1) เป็นอุปสรรคการพัฒนาประชาธิปไตย การที่ส่วนกลางต้องจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปบริหารงานในแต่ละภูมิภาค ย่อมแสดงให้เห็นว่าส่วนกลางยังไม่เชื่อในความสามารถของท้องถิ่นว่าจะสามารถบริหารงานหรือปกครองตนเองได้

2) ก่อให้เกิดความล่าช้า ถ้าส่วนกลางแบ่งอำนาจให้ส่วนภูมิภาคน้อย การบริหารก็จะยิ่งล่าช้าเพราะต้องเสียเวลาถึง 2 ระดับ คือ ระดับภูมิภาค และระดับส่วนกลาง ทำให้เกิดมีขั้นตอนเพิ่มมากขึ้น ผลที่ได้รับก็คือความล่าช้า

3) ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ท้องถิ่น ถ้ามองในแง่ของตัวเจ้าหน้าที่ แทนที่จะให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองดูแลผลประโยชน์ของตน กลับได้เจ้าหน้าที่ที่ส่งไปจากที่อื่นซึ่งนับว่าไม่เป็นธรรมแก่ท้องถิ่น

ดูรายละเอียดได้ใน

สมคิด เลิศไพฑูรย์. 2550. กฎหมายปกครองท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร: ธรรกมลการพิมพ์.

Ico48
ปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ [IP: 110.49.226.17]
08 May 2011 15:35
#65273

"ระบบรวมศูนย์ถูกค้ำจุนด้วยลัทธิรัฐเดี่ยว (เอกรัฐ) แบบแข็งทื่อ นั่นคือ ความเชื่อ ว่า รัฐไทยต้องอยู่ใต้ระบบปกครองที่เหมือนๆ กันทั้งประเทศ การกระจายอำนาจถูกหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพราะถือว่าเป็นก้าวแรกของความแตกแยก ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศ เอกราชต้องหมายถึงดินแดนทุกส่วนต้องอยู่ใต้การปกครองจากกรุงเทพฯ เหมือนกัน การต่อสู้เรื่องกระจายอำนาจจึงยากลำบากแสนเข็ญ เพราะถูกสงสัยเป็นประจำว่าจะทำให้ประเทศแตกแยกเป็นส่วนๆ แม้ว่าการกระจายอำนาจจะเป็นจริงมากขึ้นหลังสงครามเย็นในประเทศสิ้นสุดลง รัฐไทยยอมรับความหลากหลายของภูมิภาคและท้องถิ่นมากขึ้นนับจากทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แต่มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้ยังแข็งแกร่งอยู่ ดูได้จากการจัดการวิกฤตชายแดนใต้ไม่ว่าโดยรัฐบาลไหนก็ตามนี่เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกอย่างที่เป็นปัญหาหนักหน่วงในปัจจุบัน"

ปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

โดย

ศาสตราจาย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล: มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน วันที่ 7 พฤษภาคม 2554 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

(จาก ป.โท รัฐศาสตร์ ครับพี่ไพศาล)

ไม่ได้มีโอกาสไปร่วมงานดังกล่าว แต่ก็ดาวน์โหลดไฟล์เสียงมาฟังแล้ว

http://www.4shared.com/audio/br8yPPIr/__07-05-2554.html

มีแง่มุมที่แหลมคมชวนขบคิด บางประเด็นผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง นั่นคือ ความคิดที่เรียกว่า "สังคมอินทรียภาพแบบพุทธ" (Buddhist Organic Society) อันเป็นแนวคิดที่เน้นว่าสังคมจะปกติสุขและจะเคลื่อนตัวพัฒนาไปได้ ก็ต่อเมื่อหน่วยต่างๆ ของสังคมจะต้องรู้จักหน้าที่ของตนและทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน (harmony) เปรียบเสมือนอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ต่างๆ กัน ความสำคัญไม่เท่ากัน แต่ต้องประสานสอดคล้องกันจึงจะไม่เจ็บป่วย ประเทศชาติหรือสังคมเปรียบเสมือนร่างกายขนาดใหญ่ เป็นองค์รวมขององคาพยพที่ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน แต่ล้วนมีความสำคัญและต้องทำตามหน้าที่ของตนอย่างประสาน สอดคล้องกัน สังคมจึงจะไม่เจ็บป่วย

เมื่อครั้งที่ผมลงทะเบียนเรียนวิชาของ "ครูเกษียร" ผมก็ตอบโจทย์คำถามของครูในทำนองเดียวกันนี้ โดยยกกรณีรัฐชาติไทยในยุคสมัยจอมพล ป. มาเป็นกรณีศึกษา อ่านดูได้ที่นี่ครับ

http://share.psu.ac.th/file/pisan.b/view/28174

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.200.226.179
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ