นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1635
ความเห็น: 0

ว่าด้วย "กรรม"

"บุคคลทำกรรมใด ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั้นแหละเป็นของของเขา และเขาจะพาเอากรรมนั้นไป อนึ่ง กรรมนั้นย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตน ฉะนั้น"
      สัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นที่พูดถึงกันมากในสังคมไทย นอกจาก เนื้อหาในละครเรื่อง "ดอกส้มสีทอง" แล้ว ประเด็นเรื่อง "สแกนกรรม" ก็ฮอต ฮิต ไม่แพ้กัน
      คำว่า "กรรม" นี้มักปรากฏในภาษาที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันเสมอๆ เช่น พฤติกรรม กิจกรรม วาทกรรม กายกรรม มรณกรรม ฯลฯ
      สำหรับผู้ที่สนใจในหลักธรรมทางพุทธศาสนา ผมคิดว่าหลายท่านคงเข้าใจเรื่อง "กรรม" ดีอยู่แล้ว เพราะมีผู้รู้ นักปราชญ์ พระสงฆ์ ได้ไขความหลักกรรมไว้อย่างละเอียด กระจ่าง ทั้งจากเอกสาร ตำราต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะของท่านเจ้าคุณพระพรหม          คุณาภรณ์ อาทิเช่น  
      - เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม (ที่นี่ ครับ)
      - พุทธธรรม
     ดังจะขอยกพุทธพจน์มาบางส่วน ดังนี้
     "ภิกษุทั้งหลาย เจตนา (นั่นเอง) เราเรียกว่ากรรม บุคคลจงใจแล้ว จึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ"
     "สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ทรามและประณีต"
      "บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำดี ย่อมได้ดี ผู้ทำชั่วย่อมได้ชั่ว"
       "บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง กรรมนั้นทำแล้วไม่ดี บุคคลมีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ย่อมเสพผลของกรรมใดกรรมนั้นทำแล้วไม่ดี บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง กรรมนั้นแล ทำแล้วเป็นดี"
       "คนพาลมีปัญญาทราม ย่อมทำกับตนเองเหมือนเป็นศัตรู ย่อมทำกรรมชั่วอันให้ผลเผ็ดร้อน บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนภายหลัง มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ เสวยผลแห่งกรรมใด กรรมนั้นทำแล้วไม่ดีเลย"
       "บุคคลทำกรรมใดแล้ว ไม่เดือดร้อนในภายหลัง เสวยผลแห่งกรรมใด ด้วยหัวใจแช่มชื่นเบิกบาน กรรมนั้นทำแล้วเป็นดี บุคคลรู้กรรมใดว่าเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ควรรีบลงมือกระทำกรรมนั้นทีเดียว"
       ***หาอ่านโดยละเอียดได้ใน พุทธธรรม (ฉบับเดิม) หัวข้อ หลักธรรมที่สืบเนื่องจากปฏิจจสมุปบาท ว่าด้วย "กรรม" หน้า 160 - 176 เฉพาะที่คัดมาข้างต้นมาจากหน้า 170 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 11 กันยายน 2544) หรือใน พุทธธรรม (ฉบับปรับปรุงและขยายความ) ก็มีเนื้อหาโดยละเอียดพิสดาร ปรากฏอยู่ในตอนที่ 3 ชีวิตเป็นอย่างไร? บทที่ 5 กรรม หน้า 151 - 222 (กรณีฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7) กรรมในทางพุทธนี้ครอบคลุมทั้ง "ภาษาคน" และ "ภาษาธรรม"
       จะว่าไป หลักกรรมหรือการกระทำนี้หากพูดในแง่ "ภาษาคน" ที่ไม่ใช่ "ภาษาธรรม" ประมวลกฎหมายอาญาก็มีบัญญัติไว้หมวดที่ 4 ความรับผิดในทางอาญา (criminal liability) มาตรา 59 ซึ่งบัญญัติในตอนต้นว่า
       "บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อ ได้กระทำโดยเจตนา..."
       แสดงว่าการกระทำเป็นเงื่อนไขประการแรกของความรับผิดในทางอาญา ในแง่นี้การทำความเข้าใจความหมายของการกระทำจึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้
       การกระทำ หมายความถึง "การเคลื่อนไหวร่างกายหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สึกนึก กล่าวคือ อยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ" หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า ในการที่จะถือว่าผู้กระทำมีการกระทำตามความหมายของมาตรา 59 จะต้องปรากฏว่า
       1) ผู้กระทำคิดที่จะกระทำ
       2) ผู้กระทำตกลงใจที่จะกระทำตามที่คิด
       3) ผู้กระทำได้กระทำ (เคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกาย) ลงตามที่ตกลงใจ อันสืบเนื่องมาจากความคิด
       ***ดูเพิ่มเติมใน หยุด แสงอุทัย กฎหมายอาญาภาค 1 พระนคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2523 น.60
       กรณีการกระทำหรือกรรมในฐานะที่เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายคงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ในกรณีการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย ขอยกตัวอย่างต่อไปนี้
       จอยคลอดลูกออกมาโดยไม่มีผู้ใดยอมรับเป็นพ่อของเด็ก จอยอับอายชาวบ้านจึงแกล้งไม่ยอมให้นมลูกของตนกิน โดยประสงค์จะให้ลูกของตนอดนมตาย ปรากฏว่าลูกของจอยถึงแก่ความตายในที่สุด เช่นนี้แล้วถือว่า จอยมีการกระทำ การที่จอยไม่ให้นมลูกกินนมถือว่า จอยได้กระทำโดยการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย และเป็นการไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สึกนึกเพราะการกระทำของจอยแยกออกได้ดังนี้ครับ
       1) จอยคิดจะฆ่าลูกโดยการไม่ให้นมลูกกิน
       2) จอยตกลงใจที่จะฆ่าลูกโดยการไม่ให้นมลูกกิน
       3) จอยฆ่าลูกโดยการไม่ให้นมลูกกิน
       ในทางกฎหมายแล้ว หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยว่าผู้กระทำมีการกระทำ (กรรม) หรือไม่อย่างไร? ต้องพิจารณาว่าผู้กระทำคิดที่จะกระทำ ตกลงใจที่จะกระทำ และกระทำไปตามที่ตกลงใจอันสืบเนื่องมาจากความคิดหรือไม่? หากเป็นไปตามขั้นตอนดังกล่าวก็ถือว่ามีการกระทำแล้ว
        ในทางพุทธศาสนา กรรมหรือการกระทำ มีหลักเกณฑ์การพิจารณาแบ่งออกได้เป็น 3 ทาง คือ ความคิด การกระทำ และคำพูด เพราะมนุษย์แสดงออกมาจาก 3 ทางนี้นับตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน เรียกกันว่า
         -กายกรรมหรือการปรุงแต่งการกระทำทางกาย (volitional acts of the body) 
         -วจีกรรมหรือการปรุงแต่งคำพูด (volitional acts of speech) และ
         -มโนกรรมหรือการนึกคิดปรุงแต่งในใจ (volitional acts of mind) 
         (ทั้งดี = กุศลกรรม, ไม่ดี =  อกุศลกรรม)
       กรรมหรือการกระทำ ในทางกฎหมาย จึงดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ต้องมีอำนาจบางอย่าง (อำนาจของกฎหมาย) ที่คอยบังคับควบคุมดูแลเพื่อผดุงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม เพื่อให้สมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันได้โดยปกติ หาไม่แล้วสังคมจะวุ่นวาย ไร้ความสงบสุข
       แต่กรรมหรืการกระทำ ในทางพุทธศาสนา แม้ไม่มีอำนาจบางอย่างคอยบังคับควบคุมเหมือนดังเช่นอำนาจของกฎหมาย แต่มันให้ผลที่จะได้รับ เรียกกันว่า "วิบาก" ดังพุทธพจน์ที่ว่า:-
       "บุคคลทำกรรมใด ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั้นแหละเป็นของของเขา และเขาจะพาเอากรรมนั้นไป อนึ่ง กรรมนั้นย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตน ฉะนั้น"
      

      

    

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 30 เมษายน 2554 23:16 แก้ไข: 01 พฤษภาคม 2554 18:10 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 100.24.113.182
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ