ความเห็น: 2
แก้ปวดคอจากการตกหมอน
เมื่อท่านมีปัญหาปวดคอจากการตกหมอน ให้ เริ่มต้น ด้วยการใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างถูไปมาที่บริเวณต้นคอจนกระทั่งเกิดความรู้สึกร้อน เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อต้นคอ และทำให้การไหลเวียนของโลหิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากนั้นวิธีที่สอง ประสานมือเข้าหากันที่บริเวณต้นคอ แล้วขยับแขนทั้งสองข้างเข้าหากันเพื่อบีบฝ่ามือไปตรงจุดต่างๆ ที่มีปัญหา จะเป็นตรงกลางหรือด้านข้างก็สุดแล้วแต่ว่าจะมีปัญหาหรือไม่ บีบและคลายออกต่อเนื่องเป็นระยะๆ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว วิธีการแบบนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เฉพาะเมื่อมีปัญหาปวดคอแต่อย่างใด หากแต่สามารถใช้วิธีนี้นวดเพื่อบริหารกล้ามเนื้อเป็นประจำทุกวันก็ได้
วิธีที่สาม เป็นการกดจุดสำคัญที่บริเวณท้ายทอย โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้กดลงไปที่ “จุดฟงฉือ” ที่อยู่สองข้างของต้นคอ ซึ่งจุดนี้สังเกตง่ายๆ คือจะอยู่ตรงบริเวณรอยเชื่อมต่อระหว่างศีรษะกับต้นคอด้านบน กดแล้วผ่อน กดแล้วผ่อนต่อเนื่องประมาณสัก 1 นาที
อย่างไรก็ตามนอกจากจุดฟงฉือแล้ว ยังสามารถใช้นิ้วมือกดลงไปตรงจุดที่มีปัญหาหรือจุดที่สร้างความเจ็บปวดให้กับเราได้อีกด้วยโดยไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
วิธีที่สี่ ให้ใช้มือขวาไปจับที่เส้นกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ด้านซ้าย นวดไปตรงเส้นที่เชื่อมต่อจากลำคอต่อเนื่องมาถึงหัวไหล่ ใช้แรงบีบลงไป เสร็จแล้วให้ใช้มือซ้ายไปจับที่เส้นกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ขวา นวดสลับสับเปลี่ยนกันไปเพื่อทำให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก
วิธีที่ห้า ใช้ฝ่ามือถูต้นคอเพื่อให้เกิดความอุ่นร้อนอีกครั้ง ซึ่งถ้าจะให้ดีก็สามารถทายาหม่องสมุนไพรลงไปด้วยก็ได้ เพราะนอกจากจะช่วยบำบัดอาการปวดคอแล้ว ยังสามารถลดการระคายเคืองจากการนวดได้อีกด้วย
และสุดท้าย วิธีที่หก ใช้หัวแม่มือกดที่ “จุดลั่วเจิ่ง” ซึ่งอยู่ตรงร่องกลางของต้นคอจากนั้นให้หมุนคอเป็นวงกลมจากซ้ายไปขวา โดยเมื่อกดลงไปแล้วจะรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้น แต่ถ้ากดแล้วเจ็บก็ต้องผ่อนแรงลงมา
เป็นไงครับ สำหรับ 6 วิธีง่ายๆ ในการนวดตัวเองเพื่อแก้อาการปวดคอจากการตกหมอน ไม่ยากใช่ไหมครับ ซึ่งถ้าหากทำตามหลักที่แนะนำไปทั้งหมด ก็จะสามารถช่วยในเรื่องนี้ หรือในรายที่ยังไม่ปวดคอ ก็สามารถนวดบริหารตามวิธีทั้ง 6 ก็ได้ ไม่ผิดกติกาประการใด อย่างไรก็ตาม ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ หมออยากฝากแง่คิดหรือคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อ “ป้องกัน” อาการปวดคอที่อาจจะเกิดขึ้นกับทุกคนได้สักนิด เพราะถ้าหากเราดูแลรักษาคอของเราให้ดีแล้ว ปัญหาก็อาจจะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็ไม่รุนแรงอะไร
ข้อควรจำประการแรกคือ ต้องหมั่นบริหารคอเป็นประจำเพื่อให้คอเกิดความแข็งแรง ขณะเดียวกันต้องจำให้ขึ้นใจด้วยว่า เวลานอน อย่านอนหมอนที่สูงเกินไป แข็งเกินไป รวมทั้งเวลานอน ไม่ว่าจะนอนหงาย นอนคว่ำ หรือนอนตะแคง ต้องให้ศีรษะมีความสมดุล ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
สำหรับในรายที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ไปในประเทศที่มีอากาศเย็น เวลานอนต้องพยายามห่มผ้าให้ถึงบริเวณต้นคอด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว ความเย็นอาจแทรกซึมเข้ามาทำร้ายต้นคอและทำให้เกิดการปวดคอได้
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเกิดอาการปวดคอขึ้นมาอย่าปล่อยปละละเลย ต้องรีบหาทางรักษาตัวเองเบื้องต้น และถ้าไม่หายต้องรีบไปพบหมอในทันที....
บันทึกอื่นๆ
- เก่ากว่า « โอ้ยเล็บขบ
- ใหม่กว่า » อันเนื่องมาจากนโยบาย"ลูกคนเดียว"...
ความเห็น
|
|
"เมื่อไรจะหายปวดหลัง" มักเป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก
ไม่เพียงเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น ปัจจุบันอาการปวดหลังมักพบในวัยหนุ่มสาวมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่นั่งทำงานออฟฟิศ และการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ความจริงแล้วอาการปวดหลังของเรานั้น มีสาเหตุที่สำคัญๆเพียงไม่กี่ข้อ
เรามาดูกันดีกว่าว่า คุณเข้าข่ายข้อไหนบ้าง
1. คุณเป็นโรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับข้ออักเสบหรือไม่
2. คุณเคยประสบอุบัติเหตุที่คอหรือที่หลังมาก่อนหรือไม่ (เช่นรถชน กีฬา หรือได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง และไม่ว่านานแค่ไหน 20-30 ปีก่อน ก็นับรวมด้วย)
3. คุณเป็นคนเดินหลังค่อม ไหล่ห่อหรือไม่
4. คุณนั่งทำงาน หรือยืนเดิน ติดต่อกันเป็นเวลานานหรือไม่ (มากกว่า 1 ชม.)
5. คุณขาดการออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย หรือว่าเครียดบ่อยๆ หรือไม่ (พิจารณาตามความเหมาะสม)
ถ้าปรากฏว่า คำตอบส่วนใหญ่ของคุณอยู่ที่ข้อ 3-5
ขอแสดงความยินดีกับคุณด้วย เพราะเป็นโรคที่คุณสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวคุณเอง
คุณเป็นโรคปวดหลังที่เกิดจากการใช้งาน (ฟังดูเหมือนไม่ร้ายแรงเท่าไร แต่ขอตอบตามตรงว่า หายยาก แต่ก็ไม่ยากเกินไปถ้าคุณปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมดังนี้)
1.Posture ปรับท่าทางของคุณให้อยู่ในแนวสมดุลธรรมชาติที่สุด คือ อกผาย ไหล่ผึ่ง เดินให้ตัวตรง แอ่นอกเล็กน้อย แต่ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหลัง พยายามปล่อยตัวให้สบายๆ การเดินท่านี้กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายของคุณจะอยู่ในความยาวที่เหมาะสมที่สุด (แปลว่ามันไม่ต้องทำงานมากเกินไป) ข้อต่อไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไป และเส้นประสาททั้งร่างกายของคุณจะถูกดึงรั้งน้อยที่สุด
2.Behavior คือพยามยามปรับพฤติกรรมการทำงานของคุณโดย เปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 1 ชม. ไม่เกิน 2 ชม. อย่างเช่น ถ้าเรานั่งทำงานอยู่ ให้เราไปเข้าห้องน้ำ เดินไปคุยกับเพื่อนบ้าง (การขยับขา ยังไม่ถือเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถนะคะ) เพราะการที่เรานั่ง ดูเหมือนกล้ามเนื้อไม่ได้ทำงานใช่มั้ยคะ คำตอบคือใช่ค่ะ แต่เฉพาะกล้ามเนื้อขาเท่านั้น แต่กล้ามเนื้อคอและหลัง ยังต้องทำงานตลอดเวลา เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการทรงท่า (คือมันจะทำงานตลอดเวลา ยกเว้นคุณนอน) กล้ามเนื้อที่หดเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลา ก่อให้เกิดการอักเสบแบบเรื้องรังได้ค่ะ
3.Exercise ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืนหยุ่นให้กับร่างกาย เน้นว่าเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นนะคะ เช่น การยืดกล้ามเนื้อ การเล่นโยคะ (ไม่ใช่ไปเล่นเวท การเล่นเวทถือเป็นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงค่ะ หรือการว่ายน้ำ วิ่ง เต้นแอโรบิค ถือเป็นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความทนทานและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจค่ะ) นอกจากนี้ยังควรพักผ่อนให้เพียงพอ และพยายามรักษาทัศนคติของเราไว้ในแดนบวก เพื่อให้ไม่เครียดด้วยนะคะ (ว่ากันว่าเวลาที่เราเครียดเราจะยกบ่า 2 ข้างโดยไม่รู้ตัวค่ะ)
4.การรักษาด้วยตนเอง
- ใช้การประคบ ร้อน-เย็น บริเวณที่มีอาการปวด ร้อน เหมาะกับการอักเสบแบบเรื้อรัง (เป็นมากกว่า 1-2 สัปดาห์) แต่เย็นเหมาะกับอักเสบแบบเฉียบพลัน อาการปวด บวม แดง ร้อน อย่างเช่น ข้อเท้าแพลง เป็นต้น
- ใช้เครื่องนวดไฟฟ้า เป็นเครื่องนวดที่มีระบบการนวดทั้งแบบปุ่มและแบบนวดด้วยคลื่นรังสีอินฟราเรด
* มีขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก
* เครื่องนวดจะช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้า
* กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
* ลดอาการปวด และลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ
* มีประเภทของหัวนวดให้เลือกถึง 4 แบบ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ และช่วยเพิ่มความสะดวกในส่วนของร่างกายบางส่วนที่อาจจะยากต่อการเข้าถึง
* เป็นเครื่องนวดคุณภาพสูง ชนิดแข็งแรงพิเศษ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล สามารถปรับความแรงได้ 2 ระดับ High-Low อาศัยหลักการทำงานแบบสั่น ของคลื่นความถี่สูง (High – Frequency Vibration) จึงทำให้บรรเทาอาการปวดเมื่อย ตามกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ทั้ง คอ, ไหล่, หลัง, เอว, แขน, ขา, ฝ่ามือ, ฝ่าเท้า ตามหลักสรีระของร่างกายได้
***เครื่องนวดไฟฟ้านี้สามารถใช้ได้กับทุกคน เพื่อบรรเทาอาการสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เข่า คอ บ่า แขน ขา จากอุบัติเหตุหรือจากการใช้งาน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากโรคมะเร็ง เป็นต้น เน้นว่าการใช้เครื่องนวดนี้จุดประสงค์หลักคือเพื่อบรรเทาอาการ แต่ก็สามารถหายได้ในรายที่มีอาการไม่มาก
จากประสบการณ์พบว่าหลังจากใช้แล้วจะรู้สึกสบายตัวขึ้น โล่ง เบา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการปวดหลัง ควรใช้เครื่องนวด นวดตลอดแนวกล้ามเนื้อหลังทั้ง 2 ข้าง และนวดไปจนถึงกล้ามเนื้อสะโพกทั้ง 2 ข้าง รวมถึงกล้ามเนื้อด้านข้างขา 2 ข้าง (เนื่องจากร่างกายคนเรา มีความสัมพันธ์กัน ถ้าตึงที่จุดไหนจะส่งผลไปถึงอีกจุดได้) จุดละ 5-10 นาที/พื้นที่ และควรทำอย่างช้าๆ และนุ่มนวล จะช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามคุณสามารถปรับเปลี่ยนการใช้ได้ตามความเหมาะสม ยินดีให้คำปรึกษาแบบไม่คิดค่าบริการค่ะ
อย่างไรก็ตามหากมีอาการมากควรพบแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
สนใจเครื่องนวดไฟฟ้า ในราคาพิเศษ 1,490 บาท พร้อมคำแนะนำการใช้อย่างละเอียด สามารถติดต่อได้ที่ คุณต้อย 085-506-2334

กำลังเรียกข้อมูล กรุณารอสักครู่ ...
05 มกราคม 2551 21:27
#8820
เอ๋..อย่างงี้ถ้านอนไม่หนุนหมอน..จะได้ไม่ต้องตกหมอน จะดีหรือเปล่าคะ?...