นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
Page Visits: 1644
comment: 1

เรื่องเล่าจากบ้านสวน ตอน ทุเรียนราชาแห่งผลไม้

ทุเรียนราชาแห่งผลไม้

เรื่องเล่าจากบ้านสวน ตอน ทุเรียนราชาแห่งผลไม้ 

หลายๆคนคงได้ยินการขนานนามให้กับทุเรียนว่าเป็น”ราชาแห่งผลไม้ (King of Fruits)” ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าทุเรียนราคาค่อนข้างแพงมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการทำเกษตร ส่งผลกระทบให้พืชผลออกดอกออกผลน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

แต่หลังจากนั้นไม่นานราคาทุเรียนบ้านเราเริ่มลดลง อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นทุเรียนในภูมิภาคใต้ที่ออกผล ไม่ต้องส่งมาจากภาคอื่นๆ ทำให้ราคาสามารถจับต้องซื้อหามาทานได้ ยิ่งเป็นช่วงเดือนสิบของชาวนครศรีธรรมราชด้วยแล้ว เป็นฤดูกาลแห่งผลไม้เลยก็ว่าได้และหนึ่งในผลไม้นั้นคือทุเรียน ที่หลายๆชื่นชอบ และหลายๆคนก็ไม่ชอบเช่นกัน (ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ คิดเอง)

โดยส่วนตัวชอบทานทุเรียนประเภทกรอบนอก นุ่มในนิ๊ดๆ (ภาษาท้องถิ่นเค้าเรียกว่ากันว่าพอเป็นมันกระบือ กลัวว่าถ้าจะเขียนอีกคำที่ความหมายเดียวกันกับกระบือจะไม่สุภาพ) ไม่ชอบที่สุกมากๆเละๆ โดยปกติทุเรียนก็มีหลากหลายพันธุ์ เช่น หมอนทอง, ชะนี, ก้านยาว เบญพรรณ และอีกหนึ่งพันธุ์ที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ ทุเรียนพันธุ์ชมพูศรี(แค่ชื่อก็น่ารักแล้ว) เพราะดันไปติดตาต้องใจตรงที่สีของเนื้อทุเรียนเหลืองขมิ้น เหลืองเข้มมากๆ ต่างกับทุเรียนพันธุ์อื่นๆ แต่เปลือกพันธุ์ชมพูศรีจะมีสีเขียว ตอนนี้ในส่วนเหลือชีวิตรอดอยู่ประมาณสองต้น (ต้องขยายพันธุ์ รักษาพันธุ์ไว้) ใครก็บอกว่าไม่คุ้นเคยกับพันธุ์ชมพูศรี โดยส่วนตัวก็อยากทราบรายละเอียดเหมือนกันว่าพันธุ์ชมพูศรีเป็นใครมาจากไหน

 

พันธุ์ชมพูศรี (Chomphu Sri)

 มีลักษณะประจำพันธุ์ประการฉะนี้ ทรงพุ่มโปร่งค่อนเล็กและไม่สูงนัก (ทรงเดียวกับเจ้าของบันทึกเลย ดูดีมาก 555) ลำต้นมักไม่ตั้งฉากกับพื้นดิน การแตกของกิ่งไม่ค่อยเป็นระเบียบ ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ค่อนข้างยาวและมีขนาดใหญ่ ส่วนกว้างประมาณ 6.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 16 เซนติเมตร ขอบใบเรียว ฐานใบแหลมป้านปลายใบแหลม แผ่นใบค่อนข้างราบแต่ไม่สม่ำเสมอ ใบเขียวแก่เป็นมัน รูปทรงของดอกค่อนข้างยาวหัวท้ายมน ก้านดอกและก้านดอกจะเรียว ผลค่อนกลมยาว มักจะมีพูหลอก หนามมีขนาดกลาง ฐานหนามค่อนข้างใหญ่ ปลายหนามแหลม ผลมีสีเขียวหรือน้ำตาล ก้านผลมีขนาดยาวปานกลาง เปลือกผลบาง ในแต่ละพูมี 1-3 เมล็ด เมล็ดขนาดเล็กหรือลีบ เนื้อมีลักษณะเป็นเส้นค่อนข้างหยาบสีเหลืองจัด รสหวานมัน เมื่อได้ข้อมูลเรื่องรูปพรรณสันฐานทางทฤษฎีของพันธุ์ชมพูศรีแล้ว เราก็มาเทียบเคืองกับของจริงที่อยู่ในมือซิค่ะ ตรงตามนั้นเลย เหลืองทองผ่องอำพัน หวานมัน (ฟินกันไปตามๆกันกับทุเรียนพันธุ์ชมพูศรี) พันธุ์ต่อมาถ้าไม่กล่าวถึงก็เหมือนกับไม่รู้จักทุเรียน นั้นก็คือ พันธุ์หมอน(ใบนั้นที่ฉันฝันถึง 555)ทอง

พันธุ์หมอนทอง (Monthong)

ลักษณะสันฐานของทุเรียนพันธุ์หมอนทองเค้าได้พรรณาไว้ว่า ทรงผลค่อนข้างยาวมีบ่าผล ปลายผลแหลม พูมักไม่ค่อยเต็มทุกพู หนามแหลมสูง ฐานหนามเป็นเหลี่ยม ระหว่างหนามใหญ่จะมีหนามเล็กวางแซมอยู่ทั่วไป ซึ่งเรียกหนามชนิดนี้ว่า เขี้ยวงู ก้านผลใหญ่แข็งแรง ช่วงกลางก้านผลจนถึงปากปลิงจะอ้วนใหญ่เป็นทรงกระบอก เนื้อหนาสีเหลืองอ่อนละเอียด เนื้อค่อนข้างแห้งไม่แฉะติดมือ รสชาติหวานมัน เมล็ดน้อยและลีบเป็นส่วนใหญ่

เมื่อเจ้าของบันทึกนำทุเรียนพันธ์หมอนเซลฟี่คู่กับทองฟ้าสีน้ำเงินเข้ม บรรยากาศในสวน จากการสร้างภาพก็ได้ภาพมาเทียบเคียงก็ตรงตามที่ได้กล่าวไว้ 555

หลังจากชิมรสทั้งพันธุ์ชมพูศรีและหมอนทองแล้ว ด้วยความที่รัก(ทุ)เรียน ก็ต้องไปสืบหาข้อมูลเรื่องของทุเรียนมาจากไหนกัน สืบกลับไปยังจุดกำเนิดกันเลยทีเดียว พบว่าได้มีการบันทึกไว้ดังนี้

สมัยอยุธยา 

ใน พ.ศ. ๒๒๒๘ พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส ทรงส่งคณะราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์นมาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ กรุงศรีอยุธยา เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี และเผยแผ่คริสต์ศาสนา รวมทั้งทำสัญญาสิทธิทางการค้า ในวาระที่ คณะราชทูตฝรั่งเศสกราบถวายบังคมลากลับ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงส่งคณะราชทูตไทยตามไปฝรั่งเศส เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีด้วยเช่นกัน ตอนกลับ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงส่งคณะราชทูตตามมาด้วยอีกคณะหนึ่ง เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๒๓๐ โดยมี เมอร์ซิเออร์ เดอลาลูแบร์ (Monsieur de la Loubre) นักบวชนิกายเยซูอิต เป็นหัวหน้าคณะราชทูต เพื่อมาเจรจาทำสัญญาทางด้านการค้ากับไทยอีกคราวหนึ่ง จนเป็นผลสำเร็จ เมอร์ซิเออร์ เดอลาลูแบร์ ซึ่งเป็นนักการทูต และนักเขียน ที่มีชื่อเสียง ได้บันทึกสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเห็น เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางสังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย รวมทั้งเกษตรกรรม ของเมืองไทยบางส่วน และนำไปเขียนเป็นหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทยสมัยอยุธยา ในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสในกรุงปารีส เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๖ มีขนาดความยาว ๒ เล่ม ในเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมของไทย ตอนหนึ่งได้ระบุเรื่องเกี่ยวกับทุเรียนไว้ว่า

"ดูเรียน" (Durion) ชาวสยามเรียกว่า “ทูลเรียน” (Tourrion) เป็นผลไม้ที่นิยมกันมากในแถบนี้ แต่สำหรับข้าพเจ้า ไม่สามารถทนต่อกลิ่นเหม็นอันรุนแรงของมันได้ ผลมีขนาดเท่าผลแตง มีหนามอยู่โดยรอบ ดูๆ ไป ก็คล้ายกับขนุนเหมือนกัน มีเมล็ดมาก แต่เมล็ดใหญ่ขนาดเท่าไข่ไก่ ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้กิน ภายในยังมีอยู่อีกเมล็ดหนึ่ง ถือกันว่า ยิ่งมีเมล็ดในน้อย ยิ่งเป็นทูลเรียนดี อย่างไรก็ตาม ในผลหนึ่งๆ ไม่เคยปรากฏว่า มีน้อยกว่า ๓ เมล็ดเลย

จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า มีการปลูกทุเรียนในภาคกลางของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนจะเข้ามาจากที่ไหนและ โดยวิธีใด ไม่ปรากฏหลักฐาน แต่น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นการนำมาจากภาคใต้ของประเทศไทยนั่นเอง และการสืบหาประวัติของทุเรียนก็มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) ได้กล่าวถึงการแพร่กระจายพันธุ์ของทุเรียนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช (บ้านเกิดเจ้าของบันทึกอยู่ในประวัติของทุเรียนด้วย) มายังกรุงเทพฯ ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๓๑๘ และมีการทำสวนทุเรียนในตำบลบางกร่าง ในคลองบางกอกน้อยตอนใน มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๗

หลังจากรู้ประวัติของทุเรียนแล้ว เรามาแกะรอยหาข้อมูลต่อว่าที่ท่านราชทูตสมัยอยุธยาได้บันทึกไว้ว่า “สำหรับข้าพเจ้า ไม่สามารถทนต่อกลิ่นเหม็นอันรุนแรงของมัน ("ดูเรียน" (Durion) ทุเรียน ได้” ถึงว่าทั้งสายการบิน รถโดยสาร หรือโรงแรมบางแห่งห้ามนำทุเรียนติดตัวมาด้วยเพราะกลิ่นเหม็นอันรุนแรงของมันนี่เอง กลิ่นที่ว่ามันมาจากไหน

งานวิจัยหลายๆงาน ซึ่งใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาสารประกอบทางเคมีในทุเรียน แล้วก็พบว่า เนื้อของทุเรียนยังมีสารประกอบซัลเฟอร์หรือกำมะถัน เช่น thiols, thioethers, esters และ sulfides ซึ่งทำให้ทุเรียนมีกลิ่นเฉพาะตัวที่รุนแรง (ซึ่งหลายๆ คนอาจไม่ชอบ นี้คือคำตอบของกลิ่นเหม็นอันรุนแรงว่ามาจากสารตัวไหน)

ข้อควรระวังในการกินทุเรียน

อย่ากินทุเรียนพร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยพบว่าการกินของทั้งสองอย่างนี้พร้อมกัน จะมีผลทำให้เอนไซม์ aldehyde dehydrogenase ลดลง ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวมีหน้าที่เปลี่ยนสาร aldehyde ให้กลายเป็นสารอื่นแล้วถูกกำจัดออกจากร่างกายต่อไป (aldehyde เป็นสารพิษที่ได้จากกระบวนการเผาผลาญแอลกอฮอล์เป็นพลังงาน) ส่งผลให้สาร aldehyde เกิดการสะสมในร่างกาย และทำให้เกิดอาการหน้าแดง ชา วิงเวียน และอาเจียนนั่นเอง

เอกสารอ้างอิง 

1. ศูนย์การเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ทุเรียนพื้นบ้านนนทบุรีhttp://www.duriannon.com

2.ประวัติของทุเรียนในประเทศไทยhttp://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=28&chap=4&page=t28-4-infodetail01.html

3. บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน กฤติยา ไชยนอก สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article

 

Sections: Miscellaneous
License: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
created: 04 October 2016 23:07 Modified: 07 October 2016 09:36 [ Report Abuse ]
Flowers
People who like this: Ico24 Smarn, Ico24 Zenki, and 6 others.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

comment

Ico48
เมตตา (Recent Activities)
06 October 2016 20:10
#105597

#บันทึกแนะนำ 6 ตุลาคม 2559

Literature

สุข สนุกกับการ show and share บนชานชลา share@psu พื้นที่แห่งการแบ่งปัน

Comment on this Post

Name:
Email:
IP Address: 18.215.161.19
Message:  
Load Editor
   
Cancel or