นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

รัตติยา เขียวแป้น
Ico64
รัตติยา เขียวแป้น
บุคลากรชำนาญการ
งานพัฒนาและฝึกอบรม กองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 11

อ่าน: 1973
ความเห็น: 3

อบรมหลักสูตร "ผู้จัดการงานสร้างสุของค์กร" (Happy Workplace Manager) รุ่นที่ 3 : ส่งการบ้านครั้งที่ 1

นำส่งการบ้าน เนื้อหาความรู้ต่าง ๆ ใน 3 วัน ที่ดิฉันได้เรียนรู้ในการอบรมครั้งที่ 1 นี้ ดิฉันนำความรู้อะไรไปใช้ หรือวางแผนไปใช้อย่างไรบ้าง”

ดิฉันโชคดีที่ได้รับการตอบรับให้เข้ารับการอบรมหลักสูตร "ผู้จัดการงานสร้างสุของค์กร" (Happy Workplace Manager) รุ่นที่ 3 "ภายใต้โครงการพัฒนากลไกทางวิชาการเพื่อสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร (Happy Workplace Support) จัดโดย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล และสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส  ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวกำหนดจัด 3 ครั้ง  และแต่ละครั้งจะต้องเข้ารับการอบรมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 80% จึงจะมีสิทธิ์รับประกาศนียบัตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร "ผู้จัดการงานสร้างสุของค์กร"จากโครงการ  ซึ่งออกโดยมหาวิทยาลัยมหิดล

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร 

เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ที่ทำงานด้านการสร้างความสุขในองค์กร (Happy Workplace) ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีความสามารถในด้านการบริหารจัดการโครงการ/กิจกรรม การสร้างสุขในองค์กรของตนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถทบทวนประเมินผลงานของตนเอง และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการขับเคลื่อนงานสร้างสุขในองค์กร  และสามารถยกระดับและขยายผลการดำเนินงานออกไปให้เกิดผลกระทบต่อสังคมมากขึ้น

คุณสมบัติผู้เข้ารับการอบรม

  • เป็นหัวหน้างานหรือผู้รับผิดชอบงานหลัก ด้านการพัฒนาความสุขในองค์กร (Happy Workplace) โดยมีประสบการณ์ด้านการทำงานพัฒนาความสุขในองค์กรมาแล้วระดับหนึ่ง เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือผ่านการอบรมหลักสูตรหลักสูตร "นักสร้างสุของค์กร" เนื่องจากหลักสูตรนี้ เน้นการยกระดับการบริหารจัดการให้ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น ผู้เข้าอบรม จึงควรมีความรู้และทักษะ ประสบการณ์เบื้องต้นมาก่อน
  • เข้าร่วมการฝึกอบรมได้ครบทั้งสามครั้ง เนื่องจากเป็นหลักสูตรต่อเนื่องที่จะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

จากที่บอกไว้ข้างต้นว่า ผู้เข้ารับการอบรม จะผ่านหลักสูตร จนถึงขั้นได้รับประกาศนียบัตร ผู้ผ่านการฝึกอบรมได้นั้น  จะต้องเข้ารับการอบรมครบ 3 ครั้ง และในแต่ละครั้งเข้ารับการอบรมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 80%  นอกจากนั้น จะต้องจัดส่งรายงานการติดตามผลการนำไปใช้ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการฝึกอบรม

ซึ่งรายงานการติดตามผลการนำไปใช้ หลังจากฝึกอบรมในครั้งที่  1 เสร็จไปแล้ว คือ

งานกลุ่ม

1.    การเขียนโครงการสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร (Happy Workplace) ของหน่วยงานองค์กรหรือโครงการที่ท่านสังกัด พร้อมรายงานผลการประเมินต้นน้ำ  โดยขอให้แต่ละท่าน จัดทำโครงการเชิงรุกในการสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร  ในองค์กรหรือโครงการที่ท่านรับผิดชอบอยู่   ซึ่งอาจเป็นการเขียนโครงการขึ้นใหม่ หรือทบทวนปรับปรุงจากโครงการเดิมที่มีอยู่ แล้วนำโครงการดังกล่าวมาทำการประเมินต้นน้ำ (ในกรณีที่ท่านมาจากองค์กร/โครงการเดียวกัน สามารถจัดทำและส่งรายงานผลในข้อ 2 นี้ร่วมกัน เป็นรายองค์กร/โครงการได้)

2.    รายงานกิจกรรมสร้างสุของค์กร ตามแบบฟอร์ม HWF1 และ  HWF2 อย่างน้อย 1 กิจกรรม

งานเดี่ยว

3.    รายงานสรุปผลการนำความรู้ไปใช้ หรือที่วางแผนจะนำไปใช้อย่างแน่นอน (เลือกจากเนื้อหาความรู้ต่างๆ ในสามวันที่ท่านได้รับ  เช่น สุขเสวนา กิจกรรมสัมพันธ์  เครื่องมือ ต่างๆ (5 apps)  ความยาวประมาณ 1-3 หน้ากระดาษ)

สำหรับการบ้านในข้อ 1 และ ข้อ 2 ซึ่งเป็นรายงานกลุ่ม  ดิฉันได้ร่วมกันจัดทำ กับคุณเมตตา และได้จัดส่งให้กับผู้ประสานงานโครงการเรียบร้อยแล้ว

เหลืองานเดี่ยว ทีนี้ก็ต้องมาดูว่า จากเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ ใน 3 วัน ที่ดิฉันได้เรียนรู้ในการอบรมครั้งที่ 1 นี้ ดิฉันนำความรู้อะไรไปใช้ หรือวางแผนไปใช้อย่างไรบ้าง

ก่อนอื่น ก็ต้องบอกว่า 3 วันที่ได้เรียนรู้นั้น เนื้อหาเยอะมาก วิทยากรต่างถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับเราอย่างอัดแน่นมาก ซึ่งบางเนื้อหา ถ้าจะเรียนให้ลึกซึ้งจริง ๆ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน แต่วิทยากรสามารถถ่ายทอดความรู้ให้เราเข้าใจได้ในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง

มาดูกันนะคะว่า 3 วันนี้ ดิฉันได้เรียนรู้อะไรบ้าง

วันแรก

  • ทบทวนแนวคิดและวิธีการสร้างองค์กรแห่งความสุข
  • การวัดความสุขของพนักงานด้วยเครื่องมือ Happinometer
  • การวัดความสุขขององค์กรด้วยเครื่องมือ Happy Workplace Index
  • การเขียนแผนงาน/โครงการสร้างสุขในองค์กรที่ดี

วันที่ 2

  • การออกแบบกิจกรรมสร้างสุของค์กรด้วยเครื่องมือ Happy 8 Menu
  • แนวคิดการติดตามประเมินผลโครงการ
  • การประเมินต้นน้ำ : เครื่องมือช่วยในการพัฒนาโครงการเชิงรุก
  • ภาคปฎิบัติ : ฝึกทักษะการประเมินต้นน้ำ
  • สุขเสวนา  รู้จัก  รู้ใจ

วันที่ 3

  • การออกแบบกิจกรรมสร้างสุของค์กร
  • ภาคปฎิบัติ : ฝึกการออกแบบกิจกรรมสร้างสุขในองค์กร
  • แลกเปลี่ยนเรียนรู้การออกแบบกิจกรรมสร้างสุขในองค์กร

นอกจากนี้ในแต่ละวัน ก็จะมีกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อละลายพฤติกรรม สลับกันไป และมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฎิบัติให้เรียนรู้ร่วมกัน ตามโจทย์ที่กำหนดให้

สำหรับรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ จะทยอยเขียนเล่าให้ฟังนะคะ  แต่บันทึกนี้ ขอทำการบ้านส่งอาจารย์ก่อนนะคะ เดี๋ยวไม่จบหลักสูตร เสียชื่อ แม่ยามหมด

จากโจทย์ที่ให้ไว้ว่า “เนื้อหาความรู้ต่าง ๆ ใน 3 วัน ที่ดิฉันได้เรียนรู้ในการอบรมครั้งที่ 1 นี้ ดิฉันนำความรู้อะไรไปใช้ หรือวางแผนไปใช้อย่างไรบ้าง”

เครื่องมือแรกที่เห็นชัด ๆ และกลับมาทำทันที นั่นคือ เครื่องมือ HAPPINOMETER

สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ในการเข้าร่วมโครงการ “นวัตกรรมจัดการสร้างสุข บูรณาการมหาวิทยาลัยแห่งความสุขสู่องค์กรสุขภาวะแห่งประเทศไทย” ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขของการโครงการดังกล่าว นั่นคือ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยนักจัดการความสุข จะต้องรับผิดชอบดำเนินการสำรวจความสุข โดยการเก็บข้อมูลบุคลากรด้วย “แบบสำรวจความสุขด้วยตนเอง HAPPINOMETER”

ซึ่งการได้มีโอกาสมาเรียนรู้เครื่องมือดังกล่าว ทำให้ได้เข้าใจชัดถึงวัตถุประสงค์ และประโยชน์ของเครื่องมือดังกล่าว  และสามารถอธิบายให้กับหน่วยงานในมหาวิทยาลัยฯ ที่เข้าร่วมเป็นหน่วยงานนำร่องมหาวิทยาลัยแห่งความสุข ได้ตระหนักว่า เหตุใดเราถึงจะต้องให้บุคลากรดำเนินการสำรวจความสุขด้วยตนเอง  วัตถุประสงค์มิใช่เพียงเพื่อทำตามเงื่อนไขที่เราไปร่วมลงนามในโครงการร่วมกับมหิดล เท่านั้น แต่สิ่งที่ทางหน่วยงานจะได้รับกลับมาโดยแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นั่นคือ  บุคคล หรือผู้บริหารองค์กร สามารถนำผลที่ได้มาวางแผนและดำเนินการบริหารจัดการความสุขของตนเอง หรือคนในองค์กรในทุกระดับได้อย่างถูกจุดและถูกใจ

ความรู้อีกอย่างที่ได้รับ และมีแผนที่จะนำความรู้ดังกล่าวกลับมาใช้อย่างแน่นอน  นั่นคือ การได้เรียนรู้หัวข้อ ใน 2 ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน นั่นคือ

หัวข้อ  การประเมิน : เครื่องมือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ในองค์กรสุขภาวะ  และ การประเมินต้นน้ำ : เครื่องมือเพื่อการพัฒนาโครงการเชิงรุก ซึ่งวิทยากรที่ถ่ายทอดความรู้ คือ รศ.ดร.ประภาพรรณ  อุ่นอบ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล

วิทยากรได้เน้นย้ำให้เราเข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของการประเมิน และเรียนรู้การใช้เทคนิค Star Model  ในการตรวจสอบว่า โครงการที่มีคุณภาพนั้น จะต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง เพื่อเป็นการวัดว่า โครงการดังกล่าวนั้น มีคุณค่าและคุ้มค่าเพียงพอที่จะอนุมัติให้ดำเนินการหรือไม่

ซึ่งเทคนิคดังกล่าวประกอบด้วยการตรวจสอบใน มิติต่าง ๆ 5 มิติ ได้แก่

มิติที่ 1 ความเข้มข้นของโครงการ

มิติที่ 2  ความยึดมั่นในสิ่งที่จะต้องทำ

มิติที่ 3 ความสอดคล้องของโครงการ

มิติที่ 4 ความเกี่ยวข้องของชุมชน

มิติที่ 5 ประสิทธิผลของโครงการ

-          และการได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติ ประเมินต้นน้ำ โดยใช้เทคนิค Star Model  ยิ่งทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่า หากเราได้เพิ่มกระบวนการนี้  เข้าเป็นส่วนหนึ่งก่อนที่จะทำโครงการ หรือพิจารณาโครงการใด ๆ ก็ตาม ผลที่ได้รับมา ย่อมทำให้เกิดความคุ้มค่า ทั้งในส่วนของตัวโครงการเองก็ดี  ต่อผู้เข้าอบรมเองก็ดี ที่สำคัญ ต่อผู้ให้ทุน เนื่องจากจะเป็นสิ่งการันตีได้ว่า โครงการหรือกิจกรรมใด ๆ ที่ผ่านการประเมินต้นน้ำ โดยใช้เทคนิค Star Model  ย่อมเป็นโครงการที่มีคุณภาพ  และมีคุณค่า  เพราะเมื่อไหร่ก็ตามหากผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบกิจกรรมใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหารโครงการ/ผู้ให้ทุน/ผู้ประเมิน/ทีมงานโครงการ ใส่ใจกระบวนการดังกล่าวตั้งแต่ต้น  นอกจากจะเป็นตัวแสดงว่า เรามีการบริหารการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว  ท้ายสุดคนที่จะได้ประโยชน์สูงสุด คือบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการนั่นเอง

ในฐานะที่ดิฉันมีส่วนเกี่ยวข้องในกิจกรรมพัฒนาบุคลากร ในหลายบทบาท

บทบาทแรกคือ ในฐานะผู้ออกแบบหลักสูตรต่าง ๆ ในการพัฒนาบุคลากร สายบริหารของมหาวิทยาลัย

บทบาทที่ 2 ในฐานะเป็นผู้ให้คำปรึกษากับหน่วยงานน้องใหม่ ที่รับผิดชอบงานพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานต่าง ๆ

บทบาทที่ 3 ในฐานะเป็นผู้ประสานงานโครงการ Happy workplace ของสำนักงานอธิการบดี และในฐานะผู้ประสานงานโครงการ Happy University ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  นอกจากจะมีหนาที่คอยให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานในการจัดทำโครงการที่เกี่ยวข้องดังกล่าวแล้ว ดิฉันยังจะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของโครงการดังกล่าว ว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักตามแผนงาน Happy workplace หรือไม่ และงบประมาณที่ใช้ในแต่ละโครงการว่าคุ้มค่า คุ้มทุนหรือไม่

ดังนั้น  การได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิค Star Model ก็จะยิ่งทำให้ดิฉันนำความรู้ดังกล่าวนำกลับมาใช้ได้โดยตรงทันทีในบทบาทแรก  และสำหรับบทบาทที่ 2 และ 3  ดิฉันก็จะนำความรู้ดังกล่าวมาให้คำแนะนำแก่หน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น และมุมมองในการตรวจสอบโครงการก็จะมีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้นตามมิติต่าง ๆ ของ Star Model

นอกจากนี้ ดิฉันก็จะถ่ายทอดความรู้ในเรื่องดังกล่าว ให้กับทีมงาน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ว่า โครงการพัฒนาบุคลากร ที่จัดโดยทีมงานจากกองการเจ้าหน้าที่ เป็นโครงการที่คุ้มทุน และคุ้มค่าแน่นอน

ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ค่ะ

หมวดหมู่บันทึก: PSU.Quality Work Life
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 08 พฤษภาคม 2557 14:39 แก้ไข: 04 มิถุนายน 2557 21:43 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 ทดแทน, Ico24 เปตอง, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขา สุข หรือไม่สุข

แบบประเมิน ถึง 50 % ของทั้ง มหา'ลัย ป่าว แม่ยาม

24 Like เลย

คนเก่ง อย่างแป๊ด สบายอยู่แล้ว เป็นมือขวา คนสำคัญของ ท้าว หัวหน้าฝ่ายพัฒนาและฝึกอบรม

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 100.25.43.188
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ