นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

รัตติยา เขียวแป้น
Ico64
รัตติยา เขียวแป้น
บุคลากรชำนาญการ
งานพัฒนาและฝึกอบรม กองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 11

อ่าน: 1377
ความเห็น: 6

แอบเก็บเกี่ยวได้จากท่านอธิการบดี

หลักสูตร นบ.มอ.ให้ได้มากกว่าคำว่าความรู้

เช้านี้  ได้มีโอกาสเดินตามท่านหัวหน้า มาเข้าฟังท่านอธิการบดี บรรยายให้ความรู้ กับ (ว่าที่) นักบริหารของ ม.อ.ในอนาคต ในหัวข้อ "PSU Forsight"

เริ่มต้นท่านอธิการกล่าวเดินทักทายผู้เข้าอบรม เกือบครบทุกท่าน ก่อนที่จะเริ่มบรรยาย ท่านได้เกริ่นนำถึงความสำคัญของหลักสูตรนี้ นั่นคือ "นบ.ม.อ.ให้ได้มากกว่าคำว่า ความรู้"

โดยท่าน ได้อธิบายขยายความว่า  การที่ท่านทั้งหลายในที่นี้  ได้มีโอกาสได้เข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้นั้น ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่จะ เกิด social network   ระหว่างวิทยาเขต ซึ่งหากระบบนี้ หากเกิดขึ้นได้ ระบบของมหาวิทยาลัย ก็จะเต็มไปด้วยความเป็นมิตรภาพ  เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ แบ่งปัน

ซึ่งบรรยากาศแบบนี้หาได้ไม่ง่าย ต้องพยายามสร้างขึ้นมา ไม่เช่นนั้น เราก็จะกลายเป็นองค์กรที่ต่างคนต่างอยู่

ปัญหาของเธอ ก้อแก้กันไป ไม่ใช่ปัญหาของฉัน ความทุกข์ของเธอเล็กน้อยกว่าฉัน

ระบบการพัฒนาบุคลากร จะเข้ามาช่วยในประเด็นนี้ได้เยอะทีเดียว

  

ท่านได้ฝากกล่าวผ่านไปยังทางผู้รับผิดชอบหลักสูตรนี้ว่า

""รู้สึกดีใจที่เห็นทุกวิทยาเขตในห้องนี้    ยกเว้นตรัง ควรจะให้มีตัวแทนผู้เข้าอบรมจากทุกวิทยาเขต ถึงแม้คุณสมบัติจะไม่ครบ ก็เอามาเพื่อให้ได้รู้จักท้งวิทยาเขต เป็นการเตรียมผู้บริหารไว้ในอนาคต

และเพื่อให้ได้เห็นความเป็นมาเป็นไปของสงขลานครินทร์

และควรมีการจัดให้ผู้เรียนไปทัวร์ทุกวิทยาเขต เพื่อจะได้รู้จักกัน และได้ปฎิสัมพันธ์กัน "

มอ.มีความเป็น family เป็นระบบครอบครัวที่แท้จริง ทั้งนักศึกษาละบุคลากร ทำให้เกิดระบบ flexibility ต้องเปลี่ยนสภาวะของจุดอ่อน  จุดที่ทำให้เราด้อยกำลัง ขึ้นมาเป็นจุดแข็ง เป็น opportunity ของเราให้ได้

นอกจากนี้ ท่านยังให้แง่คิดดี ๆ ต่อท่าน (ว่าที่) ผู้บริหารในอนาคต ดังนี้

".......ฝากพวกเราไว้ด้วย ในเรื่องของการบริหาร   การบริหาร  แท้จริง ไม่ใช่เป็นการบริหารงาน  แต่เป็นการบริหารความสุขของคนที่จะทำงานหนัก แล้วมีความสุข นั่นคือความแท้จริง ของการบริหาร"

 

ดังนั้น  เวลาเราเป็นหัวหน้างาน  เราก็จะมีลูกน้อง  ซึ่งภาษาไทยโบราณ ให้ความหมายไว้ดีมาก  เราพยายามมอง พยายามไตร่ตรองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว ทั้งในระดับคณะ/วิทยาเขต

ทำให้เห็นคำว่า ลูกน้อง  นั้น มีความหมายว่า  เราต้องรักเขาเหมือนลูก  รักเขาเหมือนน้อง  เราต้องพัฒนา ดูแลเขาให้เหมือนเราดูแลลูกของเรา น้องของเรา   และหากเรามีความรู้สึกต่อลูกน้อง ด้วยความรู้สึกแบบนี้ องค์กรก็จะเป็นองค์กรที่เหนียวแน่นมาก  นั่นคือ พอคนในองค์กรตื่นมา ก็มีความรู้สึกอยากที่จะมาทำงาน อยากที่จะมามีชีวิต ใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิต ผ่านไปกับเพื่อนร่วมงานในองค์กร  เมื่อกลับบ้าน ก็จะใช้ชีวิตของครอบครัว  แต่พอวันรุ่งขึ้น ก็จะนึกถึงที่ทำงานอีก เพราะที่ทำงาน เป็นที่ ๆ เราใช้เวลาตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ต้น ๆ ถึง  60 ดังนั้น เราต้องบริหารให้ที่ทำงานเราเป็น warm family ให้ได้ เป็นครอบครัวที่อบอุ่น  เวลาทำงานก็จะมีความสุข งานออกมาดี  แต่ถึงแม้เราจะมีเครื่องมือต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น KPI, กพร., ระบบประกันคุณภาพต่าง ๆ แต่ เครื่องมือเหล่านั้น ก็เป็นเพียงเครื่องมือในการควบคุม เป็นกฎขององค์กรเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่างานจะสำเร็จ  แต่หากเรารู้สึกว่าเรามีความสุขในการทำงาน  นั่นต่างหากจะเป็นเป้าหมายให้เราทำงานให้สำเร็จ

เมื่อเราโตขึ้น  เรามีลูกน้องมากขึ้น  เราก็จะใช้บริบทนี้ ไปดูแลคนให้มากขึ้น เมื่อเขาเห็นเราทำแบบนี้ เมื่อถึงโอกาสที่เขาได้มีโอกาสเติบโต เขาก็จะดูแลลูกน้องเหมือนที่เราเคยดูแล กลายเป็นวัฒนธรรมสืบเนื่องต่อ ๆ กันไป

 

องค์กรทุกองค์กร จะอ่อนล้า  อ่อนกำลัง เนื่องจากมีผู้คนสในองค์กรนั้น  มีชีวิตในลักษณะของตัวใครตัวมัน  และหากโชคร้าย แย่ไปกว่านั้น คนในองค์กรจะกลายเป็นคนที่มองคนฝ่ายตรงข้ามเป็นคู่แข่งของเรา  เป็นผู้ที่เราไม่ปรารถนาที่เราจะให้เขาเป็นคนเก่งเท่าเรา  หากมีผู้บริหารคิดได้แบบนี้ องค์กรนั้น ถือว่าโชคร้าย

 

หากเราได้มีโฮกาสบริหาร  ต้องพยายามบริหารระบบสังคมของมนุษย์ 

หากใช้หลักของความเท่าเทียมกัน ความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์เท่ากัน หน้าที่ความรับผิดชอบต่างกัน แต่หากใช้หลักความรู้สึก การเป็นลูกน้องของเรา ก็จะดีกว่า

 อยากให้มองระบบการบริหาร  โดยให้เอาหน้าที่การงานไปเชื่อมกับความีคุณค่า หรือนามธรรม แห่งความมีคุณค่า

ซึ่งหากเราฝังการบริหารให้เป็นตัวที่มีชีวิต และวัฒนธรรม จิตวิญญาณขององค์กร  หากเราฝังได้แล้ว ก็ยากกที่ใครจะเทียบเท่าเราได้

 

ทำอะไรทุกอย่าง หากทำด้วยใจรัก ด้วยใจทีเกิดขึ้นจากเราเองแล้ว พลังก็จะเกิดอย่างมหาศาล

 หลายประเด็นที่ท่านอธิการบดี ได้กล่าวมานั้น  ไม่เพียงทำได้เฉพาะท่านที่เป็นหัวหน้า, (ว่าที่) หัวหน้า เท่านั้้นนะคะ  หากพวกเราทุกคนรู้สึกรักในงานที่ทำ  รู้สึกว่า ที่ทำงานเป็นเหมือนบ้าน  เพื่อนร่วมงานเป็นเหมือนครอบครัว  ทุกคนก็จะใส่ใจ และให้หัวใจ กับทุกภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบ  งานทุกอย่างก็จะออกมาสมบูรณ์  ที่สำคัญ คนทำงานมีความสุขค่ะ

แอบเก็บเกี่ยวได้เบื้องต้น เพียงเท่านี้นะคะ  และขอขอบคุณท่านหัวหน้า  (คุณเมตตา) ที่ให้โอกาสลูกน้องได้มารับรู้สิ่งดี ๆ แบบนี้

ในส่วนของวิชาการ  คงต้องรออ่านจาก ผู้ที่เข้าอบรม หลักสูตรนี้นะคะ

 ขออนุญาตที่จะปรับแต่งความสวยงามในภายหลังนะคะ

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 26 มิถุนายน 2552 09:41 แก้ไข: 26 มิถุนายน 2552 09:51 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

  • ติด tag เพื่อการค้นหากันเจอ
  • tag    นบ.ม.อ.2    ด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ ....

ลูกน้อง ขอโหวต ขอบคุณประสบการณ์ครับ

"ควรมีการจัดให้ผู้เรียนไปทัวร์ทุกวิทยาเขต"

ท่านอธิการบดี เิปิดโอกาศให้เราได้ไปเรียนในทุกวิทยาเขตแล้ว ....ดีใจจัง

แต่ประทับใจเรื่องที่ "คนเรายังมีการแสวงหาการอยู่ร่วมกัีนอย่างมีความสุขน้อย"

เรื่องนี้เห็นด้วยค่ะ

มีคนไม่จ่ายค่าลงทะเบียนมาแอบเรียนด้วยครับท่านอธิการฯ
P
4. ไทยมุง 
   รีบ login มาตอบคำถามท่านไทยมุงก่อนค่ะ
งานนี้ไม่ได้ตั้งใจนะคะ พอดีท่านหัวหน้า (คุณเมตตา) ท่านลากมาค่ะ เพราะชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้เรียนแน่นอนค่ะ  เพราะอายุตัว พอ ๆ กับหัวหน้า ดังนั้น เกษียณพร้อมกันแน่นอน
ก๊ากส์

คุณพี่รัตติยา มาตอนไหนนี่ ไม่เห็นเลย

สงสัยไม่ต้องทำการบ้านแล้วนะนี่

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.234.214.179
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ