นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 4805
ความเห็น: 4

การคิดภาระงานบุคลากรสายสนับสนุน (1)

ทุกตำแหน่งงานมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ในการขับเคลื่อนหน่วยงาน

ปัจจุบันมหาวิทยาลัย มีระบบการคิดภาระงานของบุคลากรสายวิชาการ (อาจารย์) ซึ่งได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐานภาระงานอาจารย์ โดยกำหนดภารกิจอาจารย์ ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาระงานสอน ภาระงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ ภาระงานบริการวิชาการ ภาระงานบริหารและอื่นๆ

โดยการนำภารกิจแต่ละประเภทมาเทียบ และคำนวณเป็นหน่วยภาระงาน (Load Unit) ซึ่งวิธีการปัจจุบันก็ง่ายมากไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแต่อาจารย์บันทึกสิ่งที่ทำงานมาทั้งหมด ลงในระบบ HRMIS ของมหาวิทยาลัย (อาจารย์ต้องเข้าไปบันทึกข้อมูลของตัวเอง) ระบบก็จะคำนวณเป็นหน่วยภาระงานออกมาให้ และสามารถพิมพ์รายงานสรุปได้ทันที

มีหลายคนถามว่า แล้วบุคลากรสายสนับสนุนทั้งหมด จะสามารถคิดภาระงานเช่นเดียวกับอาจารย์ได้หรือไม่ หลายคนตอบ และผมตอนนั้นก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ว่าไม่ได้ เนื่องจากบุคลากรสายสนับสนุน มีความหลากหลายมาก ทั้งหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบ มีการแบ่งชื่อตำแหน่งกันไปอย่างกว้างขวางมากมาย จนไม่อาจสรุปได้ว่าโดยแท้จริงภาระงานของบุคลากรสายสนับสนุน ควรคิดอย่างไร ถ้าสมมติว่าคิดได้ ความสำคัญของแต่ละตำแหน่ง ก็นำมาเทียบกันไม่ได้อีก ยกตัวอย่าง เช่น ครู ธุรการ นักวิชาการ แม่บ้าน คนงาน คนขับรถ พยาบาล วิศวกร โปรแกรมเมอร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามทุกตำแหน่งก็ยังมีความสำคัญ ที่จะทำให้ภารกิจงานของคณะ/หน่วยงาน/มหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนต่อไปได้ จึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา คือ ได้มีการปฏิบัติงานตามที่ได้รับการว่าจ้างมา คุ้มค่าหรือไม่ 

ปัจจุบันเราใช้ระบบการวัดผลงานของบุคลากรสายสนับสนุนโดยใช้ TOR เพียงอย่างเดียว (อาจารย์ก็ใช้ด้วยและยังต้องมีการบันทึกภาระงานอีก ทำให้ปัจจุบันอาจารย์มีการวัดและประเมินผลงานที่เข้มข้นกว่า
จนพบว่า อาจารย์หลายท่านเริ่มมีคำถามว่า ทำเรื่องนี้ ทำเรื่องนั้นแล้ว คิดภาระงานได้หรือไม่)

TOR (Term of Referece) แปลเป็นไทยว่า ข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง ซึ่งจะเป็นรายการละเอียดที่ผู้ว่าจ้างมีความประสงค์จะให้ผู้รับจ้างทำอะไรบ้าง โดยการบอกขอบเขตของงานให้ชัดเจน ระยะเวลาที่ต้องการ คุณสมบัติของผู้รับจ้างที่ผู้ว่าจ้างต้องการให้ทำงานตามขอบเขตดังกล่าว สิ่งที่ผู้ว่าจ้างต้องการให้ดำเนินการ จะมีกี่ขั้นตอนแต่ละขั้นตอนประกอบด้วยอะไรบ้าง ปฎิบัติงานตามสัญญาจะได้อะไร ผิดสัญญาจะถูกปรับอย่างไร ตลอดจนวิธีการดูแลงานของผู้ว่าจ้าง ว่าเขาจะดูแลงานคุณแบบไหน เขาจะมีที่ปรึกษา ดูแลแทนหรือไม่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผู้ว่าจ้างจะจัดให้อยู่ใน TOR ทั้งหมด เพื่อประกาศหาผู้รับจ้างตามกรรมวิธีต่อไป ซึ่งผู้ที่อยากจะเป็นผู้รับจ้างได้ศึกษาดูก่อนว่างานตามประกาศเราทำได้หรือไม่ เราถนัดหรือไม่ เรามีคุณสมบัติ
ครบถ้วนหรือไม่ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับพิจารณาครับ

สำหรับในมหาวิทยาลัยที่เราใช้อยู่นั้น TOR จะเป็นข้อตกลงระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ว่าในแต่ละปีงบประมาณท่านจะทำงานอะไรบ้าง ก็เขียนออกมาเป็นข้อๆ แล้วส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาร่วมกัน ถ้าเห็นชอบท่านก็มีงานที่รับผิดชอบใน 1 ปี แค่นั้นครับ (สรุปความเอาง่ายๆ ทำงานเฉพาะที่ตกลงกันไว้) พอสิ้นปีงบประมาณท่านก็ส่งผลงานตาม TOR ที่ท่านทำไว้กับผู้บังคับบัญชา วิธีการนี้นับว่าง่ายต่อการวัดและประเมินผลงาน

แล้ว TOR ที่ใช้อยู่มันมีปัญหาอะไรล่ะ? ภาระงานของสายสนับสนุนหลากหลายเอาอย่างไรดี? สายสนับสนุนจริงๆ แล้วรวมกลุ่มกันได้หรือไม่? ควรคิดภาระงานอย่างไร?  

ซักจะยาวเกินไปแล้ว ค่อยมาเขียนต่อครับ..

หมายเหตุ : ข้อเขียนนี่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนะครับ หากมีข้อผิดพลาด ให้แนะนำ บอกกล่าว ต่อว่า มาได้โดยตรงครับ

หมวดหมู่บันทึก: ประกันคุณภาพ ตัวชี้วัด ประเมินผล
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 24 ธันวาคม 2550 22:37 แก้ไข: 28 สิงหาคม 2551 07:54 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่ยาวไปหรอกคะ...สั้นนิดเดียวเอง....

ลองไปอ่านบันทึกของคนข้างหลังสิ..ยาวกว่าเยอะคะ

แหม..อ่านกำลังเพลินเลย....แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบนะว่าสายสนับสนุนอย่างเราจะมีวิธีการคิดภาระงานและการประเมินที่เป้ฯธรรมมากกว่านี้มั้ย  คุยเร่องนี้แล้วมันยาวนะ..มีฟามในใจอย่เยอะแยะมากมาย....ปัจจุบันมันสำคัญเท่ากันหมดก็จริงคะ แต่ก็ยังคงมีความไม่ชอบธรรมอยู่บ้าง....

ขึ้นต้นตั้งชื่อบันทึกได้น่าสนใจมากเลย  เขียนต่อนะคะ จะติดตามอ่านคะ

ยังแต่งบทความไม่เสร็จเลย โดย Comment ซะแล้ว 555 ขอบคุณครับ ยังไงก็ต้องเขียนต่อ ตอนนี้ต้องไปอาบน้ำแล้ว

ดีใจที่เปิดประเด็นนี้ขึ้นมา ได้คิดมาตั้งแต่เริ่มทำ load unit สายอาจารย์แล้ว ว่าสายสนับสนุนจะวัดอย่างไร ด้วยมาตรวัดอย่างไรดี คงหนีไม่พ้นเรื่อง2เรื่องหลักๆคือ

1.งานอะไรกำหนดภาระงานให้  งานอะไรไม่กำหนดเป็นภาระงาน

2. งานที่กำหนดภาระงานให้นั้น แต่ละชิ้นงานจะกำหนดเท่าไร

ข้อแรกจะง่ายกว่าข้อหลัง เพราะของเราหลากหลายมาก ลองดูตัวอย่างของการกำหนด load unit สานวิชาการ ในสายนี้มีการกำหนดว่า อาจารย์สอนบรรยาย 1 ชั่วโมง สำหรับสอนนักศึกษา ป.ตรี ถ้าสอนจำนวนนักศึกษาเท่ากัน ด้วยภาษาไทย ไม่ได้เดินทางไปต่างวิทยาเขต จะได้ภาระงานเท่ากัน โดยตัวแปรที่กำหนดให้ภาระงานได้เพิ่ม คือ จำนวนนักศึกษา ภาษาที่ใช้ในการสอนถ้าใช้ภาษาอังกฤษได้ภาระงานเพิ่ม  หรือต้องเดินทางไปสอนต่างวิทยาเขตก็จะได้ภาระงานเพิ่มขึ้น  แต่ถ้าสอนวิชาเดียวกันซ้ำเป็นกลุ่มที่ 4 ภาระงานจะลดลง

ไม่ทราบเห็นความซับซ้อนของการคิดหรือไม่คะ 

ตัวอย่างงานของตัวเองนะคะ เอาประเภทงานคิดขีดเขียนนะคะ เรื่องธรรมดา คือ ร่างหนังสือตอบ 1 ฉบับ มีตั้งแต่แบบเป็นเรื่องใหม่ถอดด้าม ที่ไม่ปรากฎที่ใดทำมาก่อน หาตัวอย่างอ้างอิงไม่ได้ ใช้เวลาขอข้อมูล/หาข้อมูลอ้างอิงเป็นวันๆ ถึงหลายๆวัน  หรือแค่เอาเรื่องเก่าที่ใกล้เคียงมาตกแต่งนิดหน่อยใชเวลาไม่เกิน 5นาที

ขอแจมแค่นี้ก่อนนะคะ

ขอบคุณ  คุณ plan  สำหรับข้อคิดเห็นครับ สิ่งที่ผมกลัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการคิดภาระงานสายสนับสนุนคือ กลัวติดวังวนของภาระงานในแต่ละเรื่อง แต่ละไอเท็ม แล้วเราไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เนื่องจากภาระงานมีความหลากหลายนั่นเองครับ สุดท้ายก็จะทำให้เราท้อใจ ครับ ดังนั้นจึงขอคิดในกรอบกว้างๆ ลองอ่านที่ผมเสนอในตอนที่ 2 นะครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.239.150.57
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ